
'ซ้าย'หรือ'ขวา'ก็ส่ายหน้า ยุโรปโบกมือลาแผนรัดเข็มขัดตัวแสบ
ปฏิกิริยาในตลาดทุนทั่วโลกเมื่อวานนี้ ไล่ตั้งแต่ดัชนีนิกเกอิ ซึ่งปิดลบ 2.78% ฮั่งเส็งที่ดิ่งลง 2.61% ไปจนถึงตลาดยุโรป
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ปฏิกิริยาในตลาดทุนทั่วโลกเมื่อวานนี้ ไล่ตั้งแต่ดัชนีนิกเกอิ ซึ่งปิดลบ 2.78% ฮั่งเส็งที่ดิ่งลง 2.61% ไปจนถึงตลาดยุโรป ซึ่งเปิดตลาดดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 4 เดือนครึ่ง ยังไม่นับรวมเงินยูโรที่อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบกว่า 3 เดือน เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมันดิบเวสต์ เทกซัส ที่ดิ่งลงเกือบ 1 เหรียญสหรัฐ มาปิดที่ 97.63 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวานนี้ ล้วนเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าโลกกำลังมองยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ “ยูโรโซน” ด้วยความรู้สึกอย่างไร
ความกังวลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะฝรั่งเศสได้รัฐบาลฝ่ายซ้ายครั้งแรกในรอบ 17 ปี หลังจากชัยชนะของฟรองซัวส์ ออลลองด์ หรือเพราะการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภากรีซ ไม่มีใครชนะเสียงข้างมากจนเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเมือง
แต่เป็นเพราะไม่ว่าจะ “ซ้าย” หรือ “ขวา” ก็ดูเหมือนว่าใครๆ จะไม่เอา “แผนรัดเข็มขัดของยุโรป” อีกแล้วในวันนี้ ซึ่งนี่คือความเสี่ยงที่แท้จริงต่อทั้งการแก้วิกฤตการณ์หนี้ยูโรโซน และความเป็นเอกภาพของกลุ่ม 17 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกันมาตลอด 13 ปี
การลงจากตำแหน่งของซาร์โกซี บ่งชี้ว่าชาวฝรั่งเศสซึ่งเลือกรัฐบาลฝ่ายขวามาตลอด 17 ปีนั้น ไม่ปลื้มกับแนวทางรัดเข็มขัดของยุโรปอีกต่อไป ขณะที่รัฐบาลฝ่ายซ้ายที่เข้ามา ก็แน่นอนว่าจะไม่เดินตามเกมเดิมที่ผ่านมา หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องฉีกให้ออกมาจากเส้นทางของซาร์โกซีให้ได้มากที่สุด
แรงต่อต้านภายในยุโรปเองนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ความพ่ายแพ้ของนิโกลาส์ ซาร์โกซี คือฟางเส้นสุดท้ายที่สะเทือนความเชื่อมั่นทั่วโลก เพราะฝรั่งเศสเป็นทั้งเขตเศรษฐกิจรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ในยุโรป และเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นที่สุดของเยอรมนี ซึ่งเป็นสองหัวหอกหลักที่ผลักดันแผนการรัดเข็มขัดทางการคลัง และการทำสนธิสัญญาตั้งกลุ่มทางการคลังยุโรป (Fiscal Compact) เพื่อแก้ปัญหาหนี้และการขาดดุลงบประมาณอย่างเป็นระบบ
ความเป็นพันธมิตรระหว่างซาร์โกซีและอังเกลา แมร์เกิล ที่ได้รับการขนานนามว่า Merkozy จึงถึงคราวสิ้นสุดลง และทำให้ความพยายามแก้วิกฤตหนี้ยุโรปด้วยการรัดเข็มขัดทางการคลังต้องสั่นคลอนลงทันที
การได้รัฐบาลสังคมนิยมฝ่ายซ้ายครั้งแรกในรอบ 17 ปีนั้น หมายความว่า ออลลองด์ จะเปลี่ยนหรือพลิกนโยบายหลายอย่างที่ซาร์โกซีได้วางไว้ทั้งในและระหว่างประเทศ แทนที่จะเดินหน้ารัดเข็มขัดและลดงบประมาณขาดดุล ซึ่งถือเป็นการ “ผลักภาระให้ประชาชน” เหมือนที่ผ่านๆ มา ออลลองด์จะเปลี่ยนไปสู่การเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจแทน อาทิ การจ้างครู 6 หมื่นอัตราทั่วประเทศ
การประกาศว่ามาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง (Austerity) ไม่ได้ผล และควรต้องหันมากระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อปากท้องประชาชนและการจ้างงานนั้น อาจกลายเป็นประเด็นที่สั่นคลอนอีกหลายประเทศในยุโรปที่มาตรการอดออมใช้ไม่ได้ผล แถมบางประเทศ อาทิ สเปนและอังกฤษ ยังถอยหลังกลับเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้อีกด้วย
ที่สำคัญคือการเปลี่ยนที่มาของรายได้จากมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดลดสวัสดิการและผลักภาระให้ประชาชน ไปเป็นการขึ้นภาษีคนรวยและบริษัทขนาดใหญ่ตามแนวทางของสังคมนิยม
และที่สำคัญยิ่งไปกว่าก็คือ การขอฟื้นเวทีเจรจากับเยอรมนีอีกครั้งในเรื่องสนธิสัญญาการคลัง ที่มีการลงนามกันไปแล้ว 25 จาก 27 ประเทศ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของอียูและการแก้วิกฤตหนี้ของอียูมากที่สุด
การส่งสัญญาณไม่เอากลุ่มการคลังยุโรป ยังไม่ได้มาจากรัฐบาลฝ่ายซ้ายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แม้แต่รัฐบาลฝ่ายขวาในหลายประเทศก็ออกอาการไม่ปลื้มกับแผนการคุมงบอย่างเคร่งครัดนี้ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เนเธอร์แลนด์ ซึ่งไม่สามารถผ่าทางตันเรื่องการตั้งงบประมาณขาดดุลตามที่อียูกำหนดไว้ได้ และต้องจบลงด้วยการประกาศลาออกยกชุดของคณะรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น
ส่วนรัฐบาลในหลายประเทศที่เดินตามแผนรัดเข็มขัดของอียู ต่างก็ถูกประชาชนลงดาบพ่ายแพ้การเลือกตั้งกันไปหลายที่ อาทิ ไอร์แลนด์ และเดนมาร์ก
ขณะที่ “กรีซ” กำลังเป็นตัวอย่างล่าสุดของการลงโทษทางการเมืองจากประชาชน และเป็นเสียงสะท้อนที่ชัดเจนว่า “มาตรการรัดเข็มขัด” เพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ผล
สองพรรคการเมืองใหญ่ที่สนับสนุนการรัดเข็มขัดเพื่อขอเงินกู้จากต่างประเทศ คือพรรคประชาธิปไตยใหม่และพรรคปาซก ต่างไม่มีใครได้เสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 พ.ค. ทำให้เสี่ยงต่อการตั้งรัฐบาลผสมที่มีเอกภาพ
และความเสี่ยงสำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลใหม่ของกรีซจำเป็นต้องประชุมสภาในเดือน มิ.ย. เพื่อโหวตแผนการตัดลดงบประมาณฉบับใหม่อีก 1.1 หมื่นล้านยูโร สำหรับปี 20132014 ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กรีซจะได้รับเงินกู้งวดต่อไปจากต่างประเทศ หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงสูงที่กรีซจะต้องออกจากยูโรโซน จนอาจกลายเป็นปัญหาความเชื่อมั่นลุกลามไปยังอีก 17 ประเทศ
เหล่านี้ล้วนเป็นความไม่แน่นอนที่กำลังสั่นคลอนอนาคตของยุโรป และทิศทางเศรษฐกิจโลกไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้







