
'โรดแมป'ลงทุนระบบน้ำ ดึงต่างชาติสร้างเกราะกำบัง
อย่างนี้ต้องเรียกว่าไอเดียกระฉูดหยุดไม่อยู่แล้ว
โดย...จตุพล สันตะกิจ
อย่างนี้ต้องเรียกว่าไอเดียกระฉูดหยุดไม่อยู่แล้ว
เมื่อ “ดร.ปลอด” ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เข็นวิธีการลงทุนระบบน้ำ “รูปแบบใหม่” จนสำเร็จ และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบวันที่ 8 พ.ค.
เป็นวิธีการที่คนทั่วไปฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะนำศัพท์แสงฝรั่งมาใช้
แต่อธิบายง่ายคือ เริ่มตั้งแต่ กบอ.จะแต่งตั้งทีมร่างทีโออาร์ที่กำหนดว่าในอีก 1-5 ปีข้างหน้า ไทยต้องการระบบจัดการน้ำอย่างไรบ้าง เช่น อ่างเก็บน้ำ ฟลัดเวย์ และแก้มลิง เป็นต้น
โดยกำหนดเสนอความต้องการแบบกว้างๆ ไม่มีการจำเพาะเจาะจง
“จริงๆ เราต้องใช้วิธีการนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว รัฐบาลก็รู้ แต่ถ้าจ้างต่างชาติมาทำโครงการเร่งด่วนก็จะไม่ทัน แต่การลงทุนน้ำระยะยั่งยืนมีเวลา 1-5 ปี จึงจ้างต่างชาติมาทำได้ ซึ่งฟลัดเวย์อาจเป็นสองฝั่งหรือฝั่งเดียวก็ได้ หรือพื้นที่แก้มลิงอาจใช้พื้นที่น้อยกว่านี้ เขื่อนใหญ่อาจไม่จำเป็นต้องมี แต่เป็นฝายผสมก็ได้” สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขานุการ กบอ. ระบุ
พร้อมทั้งเปิดกว้างให้บริษัทไทยที่มี “คุณสมบัติ” ที่กำหนดไว้ และบริษัทต่างชาติที่รัฐบาลประเทศนั้นๆ ให้ “การรับรอง” เสนอสิ่งที่เรียกว่า “Conceptual Design” ในการลงทุนระบบจัดการน้ำภาพรวมและรายโครงการ
Conceptual Design ในความหมายของปลอดประสพ คือ การเสนอโครงการลงทุนระบบน้ำเบื้องต้น ที่ต้องแสดงราคาค่าก่อสร้าง สถานที่ก่อสร้าง วิธีคิด วิธีทำ และมีกรอบเวลาดำเนินการที่ชัดเจน
จากนั้นบริษัทต่างๆ มารับฟังความต้องการแบบ “ตัวต่อตัว” เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และให้เวลา 3 เดือน ไปออกแบบว่า Conceptual Design ลงทุนระบบน้ำที่ดีที่สุดสำหรับประเทศคืออะไร และเสนอให้ กบอ.เลือก
หากบริษัทใดเสนอ Conceptual Design ที่ “โดนใจ” กบอ.มีอำนาจตัดสินอนุมัติให้บริษัทลงทุนโครงการระบบน้ำ ทั้งแบบ “เหมาเข่ง” หรือ “แยกตะกร้า” โดยให้ออกแบบรายละเอียดโครงการ หรือ “Detail Design” และเริ่มงานทันที
แม้ว่าในขั้นตอนสุดท้าย โครงการที่ กบอ. อนุมัติ ต้องเสนอให้คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำเสนอ ครม.อนุมัติ
แต่ด้วยอำนาจจัดสรรงบลงทุนโครงการน้ำที่แบบจะอยู่ในมือ “ปลอดประสพ” เบ็ดเสร็จ และเพราะมี “แบ็กอัพดี” โอกาสที่โครงการ “พลิกโผ” เกิดขึ้นได้น้อยมาก
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนได้ว่าการทำงานในห้วงเวลา 2-3 เดือนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เพื่อกำหนดแผนจัดการน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 3 แสนล้านบาท
เช่น แผนการปลูกป่า 1 หมื่นล้านบาท แผนลงทุนสร้างอ่างเก็บน้ำ 5 หมื่นล้านบาท แผนปรับปรุงแก้มลิงเพื่อรับน้ำหลาก 6 หมื่นล้านบาท แผนลงทุนในพื้นที่ปิดล้อม 5 หมื่นล้านบาท และแผนลงทุนทางน้ำหลาก 1.2 แสนล้านบาท
เหลือเพียงแต่ “โครง” และกำลังถูกแทนที่ด้วย “โรดแมป” ลงทุนระบบจัดการน้ำ ที่เสนอโดยบริษัท “ผู้เชี่ยวชาญ”
โดยเฉพาะขณะนี้มีมากกว่า 10 ประเทศ สนใจลงทุนระบบน้ำในไทย เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ ฮังการี อังกฤษ และอิสราเอล เป็นต้น
“กยน.เขามีโครงการในแผนอยู่แล้ว ผมก็เอาออก ไม่เช่นนั้นก็เหมือนกันให้คนอื่นเขาคิดไป แล้วบอกให้เขาไปซื้อทิชชู ซื้อเป๊ปซี่ได้อย่างไร เราเอาเฉพาะหลักการไว้ คือ แผน กยน. 8 แผน แต่ไม่เอาโครงการ” ปลอดประสพ ย้ำ
ย้อนหลังไปเมื่อมหาอุทกภัยปลายปี 2554 ผ่านพ้นไปหมาดๆ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสนอออกร่าง พ.ร.ก.4 ฉบับ หวังฟื้นศรัทธา เรียกความเชื่อมั่นให้คนไทยและนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับความสูญเสียอย่างหนักจากมหาภัยพิบัติ
1 ใน 4 ร่าง พ.ร.ก.ที่สำคัญ คือ ร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท
และเป็น 1 ใน 2 พ.ร.ก.ที่ถูกพรรคฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ “ตีความ” การออก พ.ร.ก.ดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ที่สุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้จำเป็นเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม พ.ร.ก.ลงทุนระบบน้ำฯ ไม่ใช่การ “ตีเช็คเปล่า” ให้รัฐบาลนำเงินกว่า 3 แสนล้านบาท นำเงินไปใช้ลงทุนระบบน้ำโดยไม่มีทิศทาง หลังจากที่ประเทศไทยเกือบครึ่งประเทศต้อง “จมน้ำ”
เพราะในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีผู้ชี้แจงหลักฝ่ายรัฐบาล 2 คน คือ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล กรรมการ กยน. และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ
ครั้งนั้นฝ่ายรัฐบาลชี้แจงว่ามีแผนหลักลงทุนระบบน้ำ 8 แผนงาน ยังมีการ “แนบ” รายชื่อโครงการลงทุนระบบน้ำ 3 แสนล้านบาท ที่กลั่นกรองจากโครงการที่ส่วนราชการ “โหม” เสนอวงเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท เข้าไปด้วย
นั่นหมายความว่า “เงื่อนไข” ที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท
นอกเหนือจากความจำเป็นเร่งด่วนแล้ว โครงการลงทุนที่แนบไปกับแผน เป็นสิ่งที่ “การันตี” ต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ารัฐบาลลงทุนแน่นอน และมีโครงการลงทุนอยู่ในมืออย่างชัดเจน
เมื่อปลอดประสพเตรียม “รื้อ” โครงการลงทุนระบบน้ำทั้งหมด แต่ให้คงเฉพาะ “แผนลงทุน” ไว้ แม้จะระบุว่ามีโครงการลงทุนที่ “ดีกว่า” ก็มีความเป็นไปได้ที่ว่าจะมีใครไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ “ตีความ” กรณีนี้ได้
ขณะที่มุมมองของนักกฎหมายมหาชนรายหนึ่งให้ความเห็นว่า พ.ร.ก.ที่มีผลทางกฎหมายแล้วก็ยังคงมีผลต่อไป ส่วนการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งการลงทุนระบบน้ำภายใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ เขียนวัตถุประสงค์ไว้ การใช้เงินลงทุนตามวัตถุประสงค์ แม้มีการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดโครงการ ไม่น่ามีผลทำให้ “พ.ร.ก.ต้องชะงัก”
ทว่าตรงนี้เป็น “เงื่อนปม” ทางกฎหมายที่ต้องติดตามกันว่าจะมีผลให้การใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ต้อง “สะดุด” หรือไม่
แต่ที่แน่ๆ การรื้อและสอดไส้โครงการลงทุนระบบน้ำหลายระลอกของปลอดประสพ สร้างความ “อึดอัดใจ” ให้กับกรรมการ กยน.หลายคน เพราะทำงานหนักมาตลอดหลายเดือน แต่สุดท้ายโครงการที่วางไว้กลับ “ขึ้นหิ้ง”
นี่ยังไม่รับรวมองค์กรต่างประเทศที่เข้าร่วมจัดทำแผนลงทุนน้ำอย่าง “ไจกา” หรือองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ที่ส่ง “ผู้เชี่ยวชาญ” มาร่วมทำแผนลงทุนระบบน้ำ แต่สุดท้ายก็ถูกตัดจากสารบบเหมือนไม่เคยมีส่วนร่วม
“นักลงทุนญี่ปุ่นสบายใจเพราะมีไจกา ซึ่งมีประสบการณ์ในการวางระบบป้องกันอุทกภัยในญี่ปุ่นเข้าร่วมงานกับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำของไทย” กิตติรัตน์ กล่าวหลังเยือนญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น หากยังจำกันได้ รัฐบาลให้ กยน.เดินสายชี้แจงโครงการลงทุนระบบน้ำเพื่อเรียกความ “เชื่อมั่น” จากนักลงทุนว่าทั้งปีนี้และในอนาคตจะไม่มีน้ำท่วมในแหล่งอุตสาหกรรมหรือเขตเศรษฐกิจอีก
หากโครงการเปลี่ยนไปแล้วอย่างนี้ “ผู้ชี้แจง” จะสามารถชี้แจงกับเหล่านักลงทุน “เต็มปาก” ได้อย่างไร ว่าไทยมีโครงการลงทุนไม่ให้น้ำท่วมได้อย่างไร
ในท้ายที่สุดหาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แผนการกู้เงินลงทุนโครงการน้ำภายใต้ พ.ร.ก.ที่ต้องสรุปโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2555 และมีกำหนดต้องกู้เงินให้แล้วเสร็จในวันที่ 30 มิ.ย. 2556 นั้น
ก่อเกิดคำถามตามมาว่า การเปิดทางให้บริษัทต่างๆ เสนอโครงการลงทุนเข้ามา และเมื่อได้งานไปแล้ว แต่ในการก่อสร้างในพื้นที่จริง แรงต่อต้านจาก “มวลชน” เป็นสิ่งที่คงอยู่ โดยเฉพาะหากถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำและทางน้ำหลาก
รัฐบาลอาจ “รู้สึก” ว่าการเปิดกว้างให้บริษัทที่เชี่ยวชาญมาลงทุนโครงการน้ำ จะลดแรงเสียดทานจากมวลชนได้ เพราะบริษัทที่มาลงทุนล้วนเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ทั้งสิ้น
แต่ไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันว่าจะไม่มีการ “ต่อต้าน” เพราะสิ่งที่ทั้งรัฐบาล หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และบริษัทผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ ละเลยหรือไม่ให้ความสนใจ คือ การรับฟังความคิดเห็นหรือรับฟังเสียงสะท้อนของชาวบ้าน
การลงทุนโครงการที่คำนึงถึงเทคนิคทางวิศวกรรมและความคุ้มค่าของโครงการ แต่ไม่ตอบโจทย์ของมวลชน ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ในยามนี้
ขณะที่การกำหนดให้ผู้ชนะในขั้นตอนการเสนอ Conceptual Design ได้งานโครงการไปทำทันที จำเป็นต้องพลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมว่าเข้าเงื่อนไขกฎหมายหรือไม่
หากไม่เข้าเงื่อนไขปกติ หมายความว่ารัฐบาลกำลังเปิดให้มีการจัดซื้อจัดจ้าง “วิธีพิเศษ” ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการทุจริตมากกว่าการจัดซื้อจัดจ้างวิธีปกติ ในขณะที่หน่วยงานตรวจสอบ “ไม่คุ้นเคย” กับวิธีการเหล่านี้
นอกจากนี้ เงื่อนไขสำคัญที่กำหนดในร่างทีโออาร์การเปิดประมูลโครงการน้ำ ที่กำหนดคุณสมบัติบริษัทที่เข้าร่วมประมูล หรือกรณีเป็นบริษัทต่างชาติที่ต้องมีรัฐบาลประเทศนั้นๆ รับรอง
นี่เป็นปมคำถามว่าจะไม่มี “ล็อบบี้” ข้ามประเทศกระนั้นหรือ และนี่อาจจะกลายเป็น “ปมใหญ่” ที่รอรัฐบาลต้องตอบคำถามในอนาคต







