
มาลัยถ้อยคำกับการรอคอยผลิบานแรก
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
วันนั้น ผมพบตัวเองบนถนนวางวายกลางเมืองหลวงของเยอรมนี เดินทอดน่องไปกับอารมณ์ลำพัง สถาปัตยกรรมงามสง่า รอยแผลแห่งยุคสมัย ถ้อยคำในหัวใจคนนับล้าน และจินตนาการไม่รู้จบ
เบอร์ลินยังห่มตัวเองใต้เกล็ดหิมะ และลมหนาวเหน็บเจ็บถึงกระดูกดำ
ไฮน์ริค ไฮน์ กวีเอกแห่งเยอรมนี เยินยอเบอร์ลินไว้อย่างเคร่งขรึมว่า “หากปารีสควรค่าแก่มวลชน เบอร์ลินควรค่ากับคำเทศนา”
เขาไม่เมา เพราะกวีผู้นี้ลุ่มหลงรสชามากกว่ากาแฟหรือเบียร์ แต่สาบาน! ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเขาหมายความว่าอะไร แต่ฟังดูคล้ายกับเตือนว่า ผู้มาเยือนทั้งหลาย นครแห่งนี้มิได้แจกจ่ายรอยยิ้มสิ้นเปลืองเท่ากับเมืองหลวงอันสำเริงของฝรั่งเศส
ความเคร่งขรึมเยี่ยงสาธุชนในมหาวิหารรอฟังคำเทศนาคืออุปนิสัยของเบอร์ลิน
ที่นี่กวีไม่มีกลาดเกลื่อนเหมือนปารีสและลอนดอน เบอร์ลินยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนเมืองแห่งการปกครองเยี่ยงเดียวกับวอชิงตัน ดี.ซี.
งดงามแต่ปราศจากแก่นสารทางวัฒนธรรม และหมองหม่นด้วยน้ำลายนักการเมือง
แต่เบอร์ลินไม่เคยว่างเว้นจากการเยือนของกวี เมืองจึงงดงามอย่างลึกซึ้งแม้นอาการบาดเจ็บจากประวัติศาสตร์จะฝากแผลเป็นไว้จนทั่ว
กวีใดบ้างที่เดินผ่านถนนของเบอร์ลิน?
ฟรีดิค ชิลเลอร์ เขาคือกวีแรมทางสู่เบอร์ลินที่ผมมักคุ้นมากที่สุด งานภาษาดอยช์ของเขาเกินกำลังสมองของผมในการถอดความและเสพสุนทรียะ ความชื่นชมอย่างเดียวมาจากกวี An die Freude ลำนำสำราญ ที่ เบโธเฟน ประดับเนื้อความน้ำในท่อนประสานเสียงของ Symphony 9 บรรเลงแห่งกวีตัวโน้ตอันอลังการ
ลำนำ เรียกร้องให้สหายอย่าหมองเศร้า และยินกับหฤหรรษ์กับความล้ำเลิศของมนุษยชาติ ด้วยความไพเราะราวทิพยบันดาล แต่เชิดชูไว้ซึ่งหลักมนุษย์นิยม วันนี้มันจึงสมควรกับฐานะเพลงชาติของสหภาพยุโรปทั้งมวล
หลังความรุ่งโรจน์แห่งโยฮัน เกอเต และชิลเลอร์ สองอัจฉริยะแห่งอาณาจักรไวมาร์ ความศิวิไลซ์เริ่มแวะมาทักทายเบอร์ลิน เมืองหลวงไกลปืนเที่ยงจึงเริ่มมีหน้ามีตาอีกครั้ง
เคลเมนท์ เบรนทาโน และอาคิม ฟอน อานิม สองกวีผู้นำฉากต่อมาแห่งยุคโรแมนติกในงานเขียนย้ายตัวเองจากไฮเดลแบร์กสู่เบอร์ลิน นับเป็นเกียรติยศแรกทางวรรณกรรมที่มาสู่นครนี้
โรแมนติกควรเป็นคำวิเศษคำสุดท้ายที่พ่วงท้ายเบอร์ลิน เพราะมันปราศจากความโรแมนติกอย่างสิ้นเชิงหากเทียบตัวเองกับมิวนิก หรือกระทั่งพอตสดัม
แต่มันก็มีค่าพอให้กวีสองคนนั้นปักหลักที่นี่ และปล่อยให้เมืองเงียบเหงาวิวาทะแห่งวรรณกรรมนานหลายสิบปี ก่อนความฟุ้งซ่านจะพามนุษย์สู่ยุคแห่งการค้นหาความโกลาหลแห่งสำนึกในการแสดงออกผ่านลัทธิ Expressionism และความเป็น Postexpressionism ของกวีหลายแขนงเพื่อแสดงความขบถต่อแนวคิดก่อนหน้าการเติบโตของพวกเขา ก่อนที่อีก Post จะก้าวเข้ามาตลบหลังจินตนาการของเขาอีกทอดหนึ่งราวกับนิตยวัฏอันไม่รู้สิ้นสุด
และมีใครอีกบ้างที่โปรยปรายตัวอักษรบนแผ่นดินแห่งเบอร์ลิน?
จากความโรแมนติกในเคลือบความหมองหม่น สานต่อโดย แอร์นส์ท เตโอดดอร์ วิลเฮล์ม ฮอฟมานน์ ผู้ปล่อยจินตนาการฟุ้งซ่านในเจือความขนลุกพอง โลดแล่นบนบรรทัดร้อยกรองและโน้ตดนตรี
และกวีอีกหลายคนในนามขบวนการโรแมนติกผู้เดินผ่านเบอร์ลินอย่างแช่มช้า เขาเหล่านั้นคือ แบร์นด์ ไฮริช วิลเฮล์ม ฟอน ไคลทส์, เอากุสต์ ชเลเกล และโยฮานน์ ลุดวิก ทีกค์ กวีเหล่านี้คงจำเป็นต้องทักทายเบอร์ลินบ้าง แต่ยากที่จะค้าหาว่าสุนทรียะของพวกเขาชื่นชมเบอร์ลินผ่านตัวอักษรว่าอย่างไร
แน่ล่ะ นครหลวงแห่งนี้ขาดแคลนคำยกยอปอปั้น หากเทียบกับ มึนเชน เดรสเดน หรือไวมาร์ และทำให้มันเคร่งขรึมจนน่าหวาดหวั่นในบางความรู้สึก
ในระยะเวลาต่อมาของประวัติศาสตร์ระหว่างและหลังสงครามนโปเลียน เบอร์ลินต้อนรับกวีบางคนในยุคบีเดอร์ไมเยอร์ (ความเคร่งครัดแบบคลาสสิก) และยุคสมัยแห่ง ยุงเกส ดอยช์ลันด์ (ความว้าวุ่นของเยอรมันหนุ่ม)
อาเดลเบิร์ท ฟอน คามิสโซ และวิลเฮล์ม มึลเลอร์ สองกวีผู้ฝากอักษรไว้บนโน้ตดนตรีของคีตกวี ฟรานซ์ ชูเบิร์ท ตามต่อด้วยปรัชญาเมธีแห่งยุคเยอรมันหนุ่ม เตโอดอร์ มุนท์ ผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งสุนทรียะในห่วงโซ่ของยุคสมัยต่อมาเบอร์ลินผลิตนักเขียนและจิตรกรในสกุล Expressionism มากมาย แต่ในเวลาชั่วลัดนิ้วมือเบอร์ลินกลับพบตัวเองในยุคแห่งการกดขี่บีฑาของนาซี กวีและงานของเขาหลายคนกลายเป็นเชื้อฟืนอย่างน่าเสียดาย และหลายคนกล้าที่จะเขียนยกยออาชญากรในคราบผู้นำประเทศเท่านั้น และถูกพิพากษาโดยยุคสมัยต่อมาว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด และพยายามถูกลืมจากการจดจำของผู้อ่าน
ไม่นานนี้ กึนเธอร์ กราส เจ้าของรางวัลโนเบลและผู้รังสรรค์วรรณกรรมชั้นเลิศของโลก ถูกเปิดโปงว่าแท้จริงแล้วเขาคือส่วนหนึ่งของ ยุวชนนาซี ข้อเท็จจริงอันน่าสยดสยองนี้ถึงกับทำให้เสน่ห์ของงานเขียนเอาล่อเอาเถิดกับสงครามโลกครั้งที่สองของเขาต้องมัวหมองลง
แต่ใครบ้างที่ไม่เคยตกเป็นจำเลยแห่งยุคสมัย?
นักเขียนระดับปรมาจารย์ของไทยท่านหนึ่ง เคยเป็นยุวชนทหารในยุครัฐนิยมเหมือนกัน นั่นไม่เรียกว่าผู้สนับสนุนเผด็จการหรือ?
ผมหวังว่า กึนเธอร์ กราส จะไม่ทุกข์ทรมานกับการโกหกตัวเองเช่นนี้ หากเขาถูกเกณฑ์โดยทรราชมากกว่าการตกเป็นเหยื่อขำขันแห่งยุคสมัยเหมือนนักเขียนที่ผมบูชาท่านนั้น
เหมือนกับที่เบอร์ลินพยายามที่จะไม่ลืมว่า ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้พิพากษา และจำเลยในเวลาไม่ทันข้ามวัน และเบอร์ลินเนอร์ไม่ลืมที่จะทิ้งประจักษ์พยานเหล่านั้นไว้ในก้อนอิฐ ภาพถ่าย ผืนผ้าใบภาพเขียน คำที่หล่นลงบนหน้ากระดาษ และบางครั้งในการผลิบานของฤดูกาล
ใช่ ความยอกย้อนของประวัติศาสตร์สร้างวรรณกรรมชั้นเลิศนับไม่ถ้วนเรื่อง แต่บางเรื่องยังเป็นเพียงคำบอกเล่าที่รอการร้อยเรียงมาลัยอักษร เพื่อบอกเล่าความชื่นบานและข่มขื่นโดยจินตกวี
วันนั้นบนถนนวางวายสายหนึ่งของเบอร์ลิน
จู่ๆ ผู้เฒ่าดอยช์คนแปลกหน้า ชี้ชวนให้ผมสังเกตดอกไม้ที่ผลิบานในปุยหญ้าซ่อนเกล็ดหิมะ เขาคงอดแบ่งปันความยินดีไม่ได้ที่ความอบอุ่นมาถึงเสียที แต่คงไม่รู้ว่าบ้านผมดอกไม้ไม่เคยหยุดบาน และไม่ยินดีที่ความอบอุ่นจนตับแตกไม่เคยรามือเสียที
เราสองคนพานพบกันระหว่างการรอสัญญาณไฟข้ามทางนานกว่าสิบนาที และทำให้ผมซาบซึ้งกับนิสัยเยอรมันที่เคร่งครัดอย่างน่ากลัว เขาจะตวัดสายตามองทันทีเมื่อผมพยายามแหย่เท้าก้าวข้ามถนนที่ปราศจากรถมานานกว่าสองนาที เขาไม่ยอมให้ใครทำร้ายวินัยอันเคร่งครัดแม้ว่าตำรวจหรือพระเจ้าจะเผ่นไปซดเบียร์ก็ตาม
แต่ในบรรยากาศอึดอัดของวินัยเคร่งครัด บังเกิดอารมณ์เย็นระรื่นจนผมอดไม่ได้ที่จะเปิดหน้าหนังสือที่ติดมาด้วย แล้วเอ่ยกวีวรรคทองของเกอเต สหายรักต่างวัยของชิลเลอร์
ผู้ชราแห่งเบอร์ลินเพียงแย้มยิ้ม เมื่อสัญญาณไฟอนุญาตให้เขาเดินหน้าต่อไป เขาจากไปพร้อมสายลมบางเบา
นั่นเป็นยิ้มเดียวที่แลเห็นจากเมืองที่กวีเดินทางผ่าน แต่ไม่เคยหยุดพัก
ไวมาร์ของเกอเธอยังห่างไกลจากการเยี่ยมเยือนของผม และผู้เฒ่าชาวเมืองเบียร์คงไม่มีโอกาสสัมผัสกับอยุธยา
ในบางวินาทีกับบทกวีโรแมนติก ผมคิดหวังให้มนุษยชาติทำความรู้จักกับเจ้าฟ้ากุ้งบ้างในวันที่พระองค์เสด็จกลับจากการคลี่ผ้าม่านลายบุปผาในตำหนักพระสนมเอก เหมือนกับที่พวกเขา – ชาวเบอร์ลิน – ทำให้ผมได้รู้จักกับชิลเลอร์และอีกมากมายที่ใช้ชีวิตอยู่ในความบันเทิงแห่งร้อยกรองผ่านฤดูกาลเริงร่าและระทมของเมืองแห่งนี้
ในความแตกต่าง ดอกไม้ยังบานรื่นเริงในคำกวี







