posttoday
มาลัยถ้อยคำกับการรอคอยผลิบานแรก

มาลัยถ้อยคำกับการรอคอยผลิบานแรก

06 พฤษภาคม 2555

โดย...กรกิจ ดิษฐาน

โดย...กรกิจ ดิษฐาน

วันนั้น ผมพบตัวเองบนถนนวางวายกลางเมืองหลวงของเยอรมนี เดินทอดน่องไปกับอารมณ์ลำพัง สถาปัตยกรรมงามสง่า รอยแผลแห่งยุคสมัย ถ้อยคำในหัวใจคนนับล้าน และจินตนาการไม่รู้จบ

เบอร์ลินยังห่มตัวเองใต้เกล็ดหิมะ และลมหนาวเหน็บเจ็บถึงกระดูกดำ

ไฮน์ริค ไฮน์ กวีเอกแห่งเยอรมนี เยินยอเบอร์ลินไว้อย่างเคร่งขรึมว่า “หากปารีสควรค่าแก่มวลชน เบอร์ลินควรค่ากับคำเทศนา”

เขาไม่เมา เพราะกวีผู้นี้ลุ่มหลงรสชามากกว่ากาแฟหรือเบียร์ แต่สาบาน! ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเขาหมายความว่าอะไร แต่ฟังดูคล้ายกับเตือนว่า ผู้มาเยือนทั้งหลาย นครแห่งนี้มิได้แจกจ่ายรอยยิ้มสิ้นเปลืองเท่ากับเมืองหลวงอันสำเริงของฝรั่งเศส

ความเคร่งขรึมเยี่ยงสาธุชนในมหาวิหารรอฟังคำเทศนาคืออุปนิสัยของเบอร์ลิน

ที่นี่กวีไม่มีกลาดเกลื่อนเหมือนปารีสและลอนดอน เบอร์ลินยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนเมืองแห่งการปกครองเยี่ยงเดียวกับวอชิงตัน ดี.ซี.

งดงามแต่ปราศจากแก่นสารทางวัฒนธรรม และหมองหม่นด้วยน้ำลายนักการเมือง

แต่เบอร์ลินไม่เคยว่างเว้นจากการเยือนของกวี เมืองจึงงดงามอย่างลึกซึ้งแม้นอาการบาดเจ็บจากประวัติศาสตร์จะฝากแผลเป็นไว้จนทั่ว

กวีใดบ้างที่เดินผ่านถนนของเบอร์ลิน?

มาลัยถ้อยคำกับการรอคอยผลิบานแรก

 

ฟรีดิค ชิลเลอร์ เขาคือกวีแรมทางสู่เบอร์ลินที่ผมมักคุ้นมากที่สุด งานภาษาดอยช์ของเขาเกินกำลังสมองของผมในการถอดความและเสพสุนทรียะ ความชื่นชมอย่างเดียวมาจากกวี An die Freude ลำนำสำราญ ที่ เบโธเฟน ประดับเนื้อความน้ำในท่อนประสานเสียงของ Symphony 9 บรรเลงแห่งกวีตัวโน้ตอันอลังการ

ลำนำ เรียกร้องให้สหายอย่าหมองเศร้า และยินกับหฤหรรษ์กับความล้ำเลิศของมนุษยชาติ ด้วยความไพเราะราวทิพยบันดาล แต่เชิดชูไว้ซึ่งหลักมนุษย์นิยม วันนี้มันจึงสมควรกับฐานะเพลงชาติของสหภาพยุโรปทั้งมวล

หลังความรุ่งโรจน์แห่งโยฮัน เกอเต และชิลเลอร์ สองอัจฉริยะแห่งอาณาจักรไวมาร์ ความศิวิไลซ์เริ่มแวะมาทักทายเบอร์ลิน เมืองหลวงไกลปืนเที่ยงจึงเริ่มมีหน้ามีตาอีกครั้ง

เคลเมนท์ เบรนทาโน และอาคิม ฟอน อานิม สองกวีผู้นำฉากต่อมาแห่งยุคโรแมนติกในงานเขียนย้ายตัวเองจากไฮเดลแบร์กสู่เบอร์ลิน นับเป็นเกียรติยศแรกทางวรรณกรรมที่มาสู่นครนี้

โรแมนติกควรเป็นคำวิเศษคำสุดท้ายที่พ่วงท้ายเบอร์ลิน เพราะมันปราศจากความโรแมนติกอย่างสิ้นเชิงหากเทียบตัวเองกับมิวนิก หรือกระทั่งพอตสดัม

แต่มันก็มีค่าพอให้กวีสองคนนั้นปักหลักที่นี่ และปล่อยให้เมืองเงียบเหงาวิวาทะแห่งวรรณกรรมนานหลายสิบปี ก่อนความฟุ้งซ่านจะพามนุษย์สู่ยุคแห่งการค้นหาความโกลาหลแห่งสำนึกในการแสดงออกผ่านลัทธิ Expressionism และความเป็น Postexpressionism ของกวีหลายแขนงเพื่อแสดงความขบถต่อแนวคิดก่อนหน้าการเติบโตของพวกเขา ก่อนที่อีก Post จะก้าวเข้ามาตลบหลังจินตนาการของเขาอีกทอดหนึ่งราวกับนิตยวัฏอันไม่รู้สิ้นสุด

และมีใครอีกบ้างที่โปรยปรายตัวอักษรบนแผ่นดินแห่งเบอร์ลิน?

จากความโรแมนติกในเคลือบความหมองหม่น สานต่อโดย แอร์นส์ท เตโอดดอร์ วิลเฮล์ม ฮอฟมานน์ ผู้ปล่อยจินตนาการฟุ้งซ่านในเจือความขนลุกพอง โลดแล่นบนบรรทัดร้อยกรองและโน้ตดนตรี

และกวีอีกหลายคนในนามขบวนการโรแมนติกผู้เดินผ่านเบอร์ลินอย่างแช่มช้า เขาเหล่านั้นคือ แบร์นด์ ไฮริช วิลเฮล์ม ฟอน ไคลทส์, เอากุสต์ ชเลเกล และโยฮานน์ ลุดวิก ทีกค์ กวีเหล่านี้คงจำเป็นต้องทักทายเบอร์ลินบ้าง แต่ยากที่จะค้าหาว่าสุนทรียะของพวกเขาชื่นชมเบอร์ลินผ่านตัวอักษรว่าอย่างไร

แน่ล่ะ นครหลวงแห่งนี้ขาดแคลนคำยกยอปอปั้น หากเทียบกับ มึนเชน เดรสเดน หรือไวมาร์ และทำให้มันเคร่งขรึมจนน่าหวาดหวั่นในบางความรู้สึก

ในระยะเวลาต่อมาของประวัติศาสตร์ระหว่างและหลังสงครามนโปเลียน เบอร์ลินต้อนรับกวีบางคนในยุคบีเดอร์ไมเยอร์ (ความเคร่งครัดแบบคลาสสิก) และยุคสมัยแห่ง ยุงเกส ดอยช์ลันด์ (ความว้าวุ่นของเยอรมันหนุ่ม)

อาเดลเบิร์ท ฟอน คามิสโซ และวิลเฮล์ม มึลเลอร์ สองกวีผู้ฝากอักษรไว้บนโน้ตดนตรีของคีตกวี ฟรานซ์ ชูเบิร์ท ตามต่อด้วยปรัชญาเมธีแห่งยุคเยอรมันหนุ่ม เตโอดอร์ มุนท์ ผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งสุนทรียะในห่วงโซ่ของยุคสมัยต่อมาเบอร์ลินผลิตนักเขียนและจิตรกรในสกุล Expressionism มากมาย แต่ในเวลาชั่วลัดนิ้วมือเบอร์ลินกลับพบตัวเองในยุคแห่งการกดขี่บีฑาของนาซี กวีและงานของเขาหลายคนกลายเป็นเชื้อฟืนอย่างน่าเสียดาย และหลายคนกล้าที่จะเขียนยกยออาชญากรในคราบผู้นำประเทศเท่านั้น และถูกพิพากษาโดยยุคสมัยต่อมาว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด และพยายามถูกลืมจากการจดจำของผู้อ่าน

ไม่นานนี้ กึนเธอร์ กราส เจ้าของรางวัลโนเบลและผู้รังสรรค์วรรณกรรมชั้นเลิศของโลก ถูกเปิดโปงว่าแท้จริงแล้วเขาคือส่วนหนึ่งของ ยุวชนนาซี ข้อเท็จจริงอันน่าสยดสยองนี้ถึงกับทำให้เสน่ห์ของงานเขียนเอาล่อเอาเถิดกับสงครามโลกครั้งที่สองของเขาต้องมัวหมองลง

แต่ใครบ้างที่ไม่เคยตกเป็นจำเลยแห่งยุคสมัย?

นักเขียนระดับปรมาจารย์ของไทยท่านหนึ่ง เคยเป็นยุวชนทหารในยุครัฐนิยมเหมือนกัน นั่นไม่เรียกว่าผู้สนับสนุนเผด็จการหรือ?

ผมหวังว่า กึนเธอร์ กราส จะไม่ทุกข์ทรมานกับการโกหกตัวเองเช่นนี้ หากเขาถูกเกณฑ์โดยทรราชมากกว่าการตกเป็นเหยื่อขำขันแห่งยุคสมัยเหมือนนักเขียนที่ผมบูชาท่านนั้น

เหมือนกับที่เบอร์ลินพยายามที่จะไม่ลืมว่า ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้พิพากษา และจำเลยในเวลาไม่ทันข้ามวัน และเบอร์ลินเนอร์ไม่ลืมที่จะทิ้งประจักษ์พยานเหล่านั้นไว้ในก้อนอิฐ ภาพถ่าย ผืนผ้าใบภาพเขียน คำที่หล่นลงบนหน้ากระดาษ และบางครั้งในการผลิบานของฤดูกาล

ใช่ ความยอกย้อนของประวัติศาสตร์สร้างวรรณกรรมชั้นเลิศนับไม่ถ้วนเรื่อง แต่บางเรื่องยังเป็นเพียงคำบอกเล่าที่รอการร้อยเรียงมาลัยอักษร เพื่อบอกเล่าความชื่นบานและข่มขื่นโดยจินตกวี

วันนั้นบนถนนวางวายสายหนึ่งของเบอร์ลิน

จู่ๆ ผู้เฒ่าดอยช์คนแปลกหน้า ชี้ชวนให้ผมสังเกตดอกไม้ที่ผลิบานในปุยหญ้าซ่อนเกล็ดหิมะ เขาคงอดแบ่งปันความยินดีไม่ได้ที่ความอบอุ่นมาถึงเสียที แต่คงไม่รู้ว่าบ้านผมดอกไม้ไม่เคยหยุดบาน และไม่ยินดีที่ความอบอุ่นจนตับแตกไม่เคยรามือเสียที

เราสองคนพานพบกันระหว่างการรอสัญญาณไฟข้ามทางนานกว่าสิบนาที และทำให้ผมซาบซึ้งกับนิสัยเยอรมันที่เคร่งครัดอย่างน่ากลัว เขาจะตวัดสายตามองทันทีเมื่อผมพยายามแหย่เท้าก้าวข้ามถนนที่ปราศจากรถมานานกว่าสองนาที เขาไม่ยอมให้ใครทำร้ายวินัยอันเคร่งครัดแม้ว่าตำรวจหรือพระเจ้าจะเผ่นไปซดเบียร์ก็ตาม

แต่ในบรรยากาศอึดอัดของวินัยเคร่งครัด บังเกิดอารมณ์เย็นระรื่นจนผมอดไม่ได้ที่จะเปิดหน้าหนังสือที่ติดมาด้วย แล้วเอ่ยกวีวรรคทองของเกอเต สหายรักต่างวัยของชิลเลอร์

ผู้ชราแห่งเบอร์ลินเพียงแย้มยิ้ม เมื่อสัญญาณไฟอนุญาตให้เขาเดินหน้าต่อไป เขาจากไปพร้อมสายลมบางเบา

นั่นเป็นยิ้มเดียวที่แลเห็นจากเมืองที่กวีเดินทางผ่าน แต่ไม่เคยหยุดพัก

ไวมาร์ของเกอเธอยังห่างไกลจากการเยี่ยมเยือนของผม และผู้เฒ่าชาวเมืองเบียร์คงไม่มีโอกาสสัมผัสกับอยุธยา

ในบางวินาทีกับบทกวีโรแมนติก ผมคิดหวังให้มนุษยชาติทำความรู้จักกับเจ้าฟ้ากุ้งบ้างในวันที่พระองค์เสด็จกลับจากการคลี่ผ้าม่านลายบุปผาในตำหนักพระสนมเอก เหมือนกับที่พวกเขา – ชาวเบอร์ลิน – ทำให้ผมได้รู้จักกับชิลเลอร์และอีกมากมายที่ใช้ชีวิตอยู่ในความบันเทิงแห่งร้อยกรองผ่านฤดูกาลเริงร่าและระทมของเมืองแห่งนี้

ในความแตกต่าง ดอกไม้ยังบานรื่นเริงในคำกวี

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน