posttoday
ค้านเขื่อนแม่วงก์ ปกป้องหัวใจผืนป่า

ค้านเขื่อนแม่วงก์ ปกป้องหัวใจผืนป่า

28 เมษายน 2555

โดย...ธเนศน์ นุ่มมัน

โดย...ธเนศน์ นุ่มมัน

ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นจากแนวคิดที่ผุดขึ้นเมื่อปี 2518 กรมชลประทานในสมัยนั้นเล็งพื้นที่บริเวณเขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ซึ่งถูกสัมปทานไม้มาตั้งแต่อดีต กัดกร่อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าไปเกือบหมด

พื้นที่แห่งนี้ถูกจิตนาการว่าสามารถรองรับน้ำได้ในปริมาณมากเนื่องจากเป็นพื้นที่ราบ เล่ากันว่าแนวคิดนี้ถูกปัดออกไปจากโต๊ะการพิจารณา เพราะที่ดินผืนใหญ่บริเวณดังกล่าวเป็นของนักการเมือง

เมื่อมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมองหาพื้นที่สร้างเขื่อนแห่งใหม่ บริเวณเขาสบกกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้รับการปักหมุดใหม่ในเวลาต่อมา

ค้านเขื่อนแม่วงก์ ปกป้องหัวใจผืนป่า

 

ภาพที่ถูกฉายออกมาทาบพื้นที่นี้คือ เขื่อนขนาดใหญ่ความสูง 57 ม. ยาว 730 ม. มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 1.1 หมื่นไร่ ที่ระดับเก็บกักน้ำปกติ เก็บน้ำได้ 230 ล้าน ลบ.ม. เพื่อพื้นที่ชลประทานเดิม 2.3 แสนไร่ และพื้นที่ชลประทานใหม่อีก 6.1 หมื่นไร่ ประเมินราคาค่าก่อสร้างเมื่อปี 2539 อยู่ที่ 4,043 ล้านบาท

โครงการเขื่อนแม่วงก์เคยถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ถึง 4 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2547 และคำตอบที่ได้รับจากมติของ (กก.วล.) สมัย ปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) คือ ไม่ยอมให้โครงการนี้ผ่านการอนุมัติ

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กรมชลประทานกลับไปทบทวนด้วยว่า ควรเร่งประสานการดำเนินการวางแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำแม่วงก์ให้สอดคล้องกับแผนการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำสะแกกรังของคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรัง เพื่อหาข้อยุติในการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบในลักษณะบูรณาการ โดยพิจารณาให้มีผลกระทบต่อทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในเขตอุทยานฯ แม่วงก์ ตลอดจนความขัดแย้งกับราษฎรน้อยที่สุด

เมื่อได้ข้อสรุปแล้วให้เสนอคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ พิจารณาให้ความเห็นก่อนเสนอ กก.วล.

อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา อนุมัติให้ดำเนินโครงการสร้าง “เขื่อนแม่วงก์” จ.นครสวรรค์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ภายใต้งบประมาณกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 8 ปี กำหนดแล้วเสร็จในปี 2562

ชัดเจนแล้วว่าโครงการเขื่อนแม่วงก์ถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ผู้ซึ่งติดตามปัญหาเรื่องเขื่อนแม่วงก์มาตลอดระยะเวลาหลายปีให้ความเห็นว่า มติ ครม.ดังกล่าวเป็นการอาศัยสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมาเป็นข้ออ้าง ซึ่งถือเป็นการสร้างเขื่อนอย่างไร้ความชอบธรรม จนถึงวันนี้กรมชลประทานยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า เขื่อนแห่งนี้จะป้องกันน้ำท่วมอย่างไรให้เห็นเป็นรูปธรรม

“เขื่อนนี้มาตามวิถีทางตามปกติของวิธีคิดของกรมชลฯ ที่ต้องการบังคับน้ำทุกสายในประเทศ โดยใช้ศาสตร์ทางวิศวกรรมที่ต้องมีการสูญเสียพื้นที่ป่าส่วนหนึ่งไป แน่นอนชุดความคิดของนักอนุรักษ์ก็ต้องค้านเรื่องนี้ โดยต้องเอาเหตุเอาผลมาคุยกัน จำเป็นแค่ไหน ถ้าแลกกับระบบนิเวศที่มีอยู่ ที่สำคัญคือ สร้างแล้วจะแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้เพียง 30% คือ สมมติว่าท่วม 7 วัน ก็เหลือ 5 วัน ท่วม 1 ม. ก็เหลือ 70 ซม. และช่วยป้องกันไม่ให้น้ำท่วมภาคกลางได้เพียง 12%

“ถ้าจะช่วยจริงก็เรื่องน้ำแล้ง แต่เมื่อดูรายละเอียดก็พบว่าแก้ได้ในพื้นที่ไม่กี่ไร่เท่านั้น และต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรจากเชิงเดี่ยวเป็นแบบผสมผสานร่วมด้วย จึงจะช่วยแก้น้ำแล้งได้” ศศิน ระบุ

นักวิชาการรายนี้อธิบายอีกว่า ปัญหาในลุ่มน้ำแม่วงก์นั้นมีอยู่มากและสะสมมานาน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ต้องมีการผสมผสานวิธีการต่างๆ ให้รอบด้านและยั่งยืนมากกว่าการเลือกที่จะสร้างเขื่อน เช่นเดียวกับมติของ กก.วล.ที่มอบหมายให้กรมชลประทานไปศึกษาการจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ เช่น สร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กกระจายให้ครอบคลุมพื้นที่ ซึ่งถึงแม้ว่าจะกักเก็บน้ำได้น้อย แต่ลดการสูญเสียน้ำในการขนส่งน้ำ ซึ่งสูญเสียน้ำมากกว่า 50-60%

นอกจากนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นซ้ำซากจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชอย่างไม่เหมาะสมกับสภาพดินและน้ำคือ สร้างเขื่อนแล้วก็ไม่สามารถจ่ายน้ำได้เพียงพอ

ค้านเขื่อนแม่วงก์ ปกป้องหัวใจผืนป่า

 

“ต้องไม่ลืมว่า โอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่เช่นที่เคยเกิดในปี 2554 ไม่ได้มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อย และมีวิธีการอื่นที่ป้องกันได้อีกหลายเรื่อง เช่น การสร้างแก้มลิงในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม สร้างฟลัดเวย์ให้น้ำสามารถระบายได้ ขณะที่ถ้าอ้างว่าจะสร้างเขื่อนนี้เพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ อ.ลาดยาว สว่างอารมณ์ เมืองนครสวรรค์ และใน จ.อุทัยธานี ก็ควรใช้วิธีการปรับปรุงการระบายน้ำ พิจารณาเรื่องระบบการจัดการทั้งระบบอย่างจริงจัง” เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ย้ำถึงเหตุผลในการคัดค้านโครงการนี้

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา สะท้อนเสียงคัดค้านโครงการนี้ผ่านสังคมออนไลน์ว่า การสูญเสียพื้นที่ป่า 18 ตร.กม. หรือ “เพียง” 2% ของอุทยานฯ แม่วงก์ อาจดูไม่ใหญ่โต แต่ต้องมองใหม่ โดยเปรียบกับการสูญเสียครั้งนี้เป็นส่วนของหัวใจ หรืออวัยวะสำคัญสำหรับชีวิตที่แม้เพียงเสี้ยวเดียวก็เลี่ยงผลกระทบไม่ได้

“ป่าแต่ละส่วนมีระบบนิเวศที่แตกต่างกัน มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของป่าทั้งระบบแตกต่างกัน หากสร้างเขื่อนแม่วงก์ป่าริมน้ำและป่าที่ราบต่ำกว่า 200 ม. จากระดับน้ำทะเลจมอยู่ใต้น้ำ ป่าที่ราบต่ำริมน้ำนี้เป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญที่สุดของสัตว์ป่าขนาดใหญ่หลายชนิด เช่น ช้าง เสือ นอกจากนี้ทะเลสาบท้ายเขื่อนยังหั่นป่าออกเป็นส่วนๆ ทำให้การอพยพย้ายถิ่นทำไม่ได้ หรือเป็นไปได้อย่างลำบาก

“อีกประเด็นที่อยากให้หลายคนมองคือ ป่าและสัตว์ป่าที่โดนกระทบ ไม่ใช่เฉพาะสัตว์ในอุทยานฯ แม่วงก์เท่านั้น เพราะสำหรับสัตว์ป่านี่คือ ผืนป่าตะวันตกผืนป่าสุดท้ายของประเทศที่กว้างใหญ่พอที่จะรับประกันความอยู่รอดของสายพันธุ์ของสัตว์ไทยหลายชนิด” นักอนุรักษ์รายนี้ระบุ

นพ.รังสฤษฎ์ ตั้งคำถามว่า ในเมื่อสถานที่แห่งนี้คือ ที่หลบซ่อนและบ้านสุดท้ายของสัตว์เหล่านั้น มนุษย์จะไม่เหลือที่ใดๆ บนแผ่นดินนี้ให้พวกมันได้บ้างหรือ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อการเก็บรักษามรดกธรรมชาติเอาไว้ให้ลูกหลานดู แต่สัตว์ป่าเป็นลมหายใจและชีพจรของป่า ไม่มีสัตว์ป่ากลไกการดำเนินระบบนิเวศป่าทั้งหมดก็พังครืน

ด้าน อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย กล่าวว่า ผืนป่าแม่วงก์เป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่รวมกันถึง 11.7 ล้านไร่ หรือ 1.8 หมื่น ตร.กม. ป่าแม่วงก์เคยอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมต้นไม้เหลือเพียงตอ แต่ก็ฟื้นกลับคืนมาได้ โดยพบว่ามีเสือโคร่งอาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งหากควบคุมการล่าสัตว์ป่าได้อย่างต่อเนื่อง คาดว่าอีกไม่เกิน 10 ปี ป่าแม่วงก์จะกลายเป็นพื้นที่ซึ่งมีประชากรเสือโคร่งและสัตว์ป่าหายากหลายชนิด

ขณะที่องค์กรด้านการอนุรักษ์ทั้งภาคประชาชนและเอ็นจีโอ ได้สรุปความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการประชาพิจารณ์เขื่อนแม่วงก์ 1.ควรมีการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กใกล้บ้าน ฟื้นฟูแม่น้ำ

2.ปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวสู่การเกษตรแบบยั่งยืน 3.ปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทาน ซึ่งจะทำให้ได้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 10% และสร้างแก้มลิงเพื่อป้องกันน้ำท่วม

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย