
ค้านเขื่อนแม่วงก์ ปกป้องหัวใจผืนป่า
โดย...ธเนศน์ นุ่มมัน
โดย...ธเนศน์ นุ่มมัน
ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นจากแนวคิดที่ผุดขึ้นเมื่อปี 2518 กรมชลประทานในสมัยนั้นเล็งพื้นที่บริเวณเขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ซึ่งถูกสัมปทานไม้มาตั้งแต่อดีต กัดกร่อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าไปเกือบหมด
พื้นที่แห่งนี้ถูกจิตนาการว่าสามารถรองรับน้ำได้ในปริมาณมากเนื่องจากเป็นพื้นที่ราบ เล่ากันว่าแนวคิดนี้ถูกปัดออกไปจากโต๊ะการพิจารณา เพราะที่ดินผืนใหญ่บริเวณดังกล่าวเป็นของนักการเมือง
เมื่อมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมองหาพื้นที่สร้างเขื่อนแห่งใหม่ บริเวณเขาสบกกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้รับการปักหมุดใหม่ในเวลาต่อมา
ภาพที่ถูกฉายออกมาทาบพื้นที่นี้คือ เขื่อนขนาดใหญ่ความสูง 57 ม. ยาว 730 ม. มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 1.1 หมื่นไร่ ที่ระดับเก็บกักน้ำปกติ เก็บน้ำได้ 230 ล้าน ลบ.ม. เพื่อพื้นที่ชลประทานเดิม 2.3 แสนไร่ และพื้นที่ชลประทานใหม่อีก 6.1 หมื่นไร่ ประเมินราคาค่าก่อสร้างเมื่อปี 2539 อยู่ที่ 4,043 ล้านบาท
โครงการเขื่อนแม่วงก์เคยถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ถึง 4 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2547 และคำตอบที่ได้รับจากมติของ (กก.วล.) สมัย ปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) คือ ไม่ยอมให้โครงการนี้ผ่านการอนุมัติ
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กรมชลประทานกลับไปทบทวนด้วยว่า ควรเร่งประสานการดำเนินการวางแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำแม่วงก์ให้สอดคล้องกับแผนการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำสะแกกรังของคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรัง เพื่อหาข้อยุติในการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบในลักษณะบูรณาการ โดยพิจารณาให้มีผลกระทบต่อทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในเขตอุทยานฯ แม่วงก์ ตลอดจนความขัดแย้งกับราษฎรน้อยที่สุด
เมื่อได้ข้อสรุปแล้วให้เสนอคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ พิจารณาให้ความเห็นก่อนเสนอ กก.วล.
อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา อนุมัติให้ดำเนินโครงการสร้าง “เขื่อนแม่วงก์” จ.นครสวรรค์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ภายใต้งบประมาณกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 8 ปี กำหนดแล้วเสร็จในปี 2562
ชัดเจนแล้วว่าโครงการเขื่อนแม่วงก์ถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ผู้ซึ่งติดตามปัญหาเรื่องเขื่อนแม่วงก์มาตลอดระยะเวลาหลายปีให้ความเห็นว่า มติ ครม.ดังกล่าวเป็นการอาศัยสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมาเป็นข้ออ้าง ซึ่งถือเป็นการสร้างเขื่อนอย่างไร้ความชอบธรรม จนถึงวันนี้กรมชลประทานยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า เขื่อนแห่งนี้จะป้องกันน้ำท่วมอย่างไรให้เห็นเป็นรูปธรรม
“เขื่อนนี้มาตามวิถีทางตามปกติของวิธีคิดของกรมชลฯ ที่ต้องการบังคับน้ำทุกสายในประเทศ โดยใช้ศาสตร์ทางวิศวกรรมที่ต้องมีการสูญเสียพื้นที่ป่าส่วนหนึ่งไป แน่นอนชุดความคิดของนักอนุรักษ์ก็ต้องค้านเรื่องนี้ โดยต้องเอาเหตุเอาผลมาคุยกัน จำเป็นแค่ไหน ถ้าแลกกับระบบนิเวศที่มีอยู่ ที่สำคัญคือ สร้างแล้วจะแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้เพียง 30% คือ สมมติว่าท่วม 7 วัน ก็เหลือ 5 วัน ท่วม 1 ม. ก็เหลือ 70 ซม. และช่วยป้องกันไม่ให้น้ำท่วมภาคกลางได้เพียง 12%
“ถ้าจะช่วยจริงก็เรื่องน้ำแล้ง แต่เมื่อดูรายละเอียดก็พบว่าแก้ได้ในพื้นที่ไม่กี่ไร่เท่านั้น และต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรจากเชิงเดี่ยวเป็นแบบผสมผสานร่วมด้วย จึงจะช่วยแก้น้ำแล้งได้” ศศิน ระบุ
นักวิชาการรายนี้อธิบายอีกว่า ปัญหาในลุ่มน้ำแม่วงก์นั้นมีอยู่มากและสะสมมานาน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ต้องมีการผสมผสานวิธีการต่างๆ ให้รอบด้านและยั่งยืนมากกว่าการเลือกที่จะสร้างเขื่อน เช่นเดียวกับมติของ กก.วล.ที่มอบหมายให้กรมชลประทานไปศึกษาการจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ เช่น สร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กกระจายให้ครอบคลุมพื้นที่ ซึ่งถึงแม้ว่าจะกักเก็บน้ำได้น้อย แต่ลดการสูญเสียน้ำในการขนส่งน้ำ ซึ่งสูญเสียน้ำมากกว่า 50-60%
นอกจากนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นซ้ำซากจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชอย่างไม่เหมาะสมกับสภาพดินและน้ำคือ สร้างเขื่อนแล้วก็ไม่สามารถจ่ายน้ำได้เพียงพอ
“ต้องไม่ลืมว่า โอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่เช่นที่เคยเกิดในปี 2554 ไม่ได้มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อย และมีวิธีการอื่นที่ป้องกันได้อีกหลายเรื่อง เช่น การสร้างแก้มลิงในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม สร้างฟลัดเวย์ให้น้ำสามารถระบายได้ ขณะที่ถ้าอ้างว่าจะสร้างเขื่อนนี้เพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ อ.ลาดยาว สว่างอารมณ์ เมืองนครสวรรค์ และใน จ.อุทัยธานี ก็ควรใช้วิธีการปรับปรุงการระบายน้ำ พิจารณาเรื่องระบบการจัดการทั้งระบบอย่างจริงจัง” เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ย้ำถึงเหตุผลในการคัดค้านโครงการนี้
นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา สะท้อนเสียงคัดค้านโครงการนี้ผ่านสังคมออนไลน์ว่า การสูญเสียพื้นที่ป่า 18 ตร.กม. หรือ “เพียง” 2% ของอุทยานฯ แม่วงก์ อาจดูไม่ใหญ่โต แต่ต้องมองใหม่ โดยเปรียบกับการสูญเสียครั้งนี้เป็นส่วนของหัวใจ หรืออวัยวะสำคัญสำหรับชีวิตที่แม้เพียงเสี้ยวเดียวก็เลี่ยงผลกระทบไม่ได้
“ป่าแต่ละส่วนมีระบบนิเวศที่แตกต่างกัน มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของป่าทั้งระบบแตกต่างกัน หากสร้างเขื่อนแม่วงก์ป่าริมน้ำและป่าที่ราบต่ำกว่า 200 ม. จากระดับน้ำทะเลจมอยู่ใต้น้ำ ป่าที่ราบต่ำริมน้ำนี้เป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญที่สุดของสัตว์ป่าขนาดใหญ่หลายชนิด เช่น ช้าง เสือ นอกจากนี้ทะเลสาบท้ายเขื่อนยังหั่นป่าออกเป็นส่วนๆ ทำให้การอพยพย้ายถิ่นทำไม่ได้ หรือเป็นไปได้อย่างลำบาก
“อีกประเด็นที่อยากให้หลายคนมองคือ ป่าและสัตว์ป่าที่โดนกระทบ ไม่ใช่เฉพาะสัตว์ในอุทยานฯ แม่วงก์เท่านั้น เพราะสำหรับสัตว์ป่านี่คือ ผืนป่าตะวันตกผืนป่าสุดท้ายของประเทศที่กว้างใหญ่พอที่จะรับประกันความอยู่รอดของสายพันธุ์ของสัตว์ไทยหลายชนิด” นักอนุรักษ์รายนี้ระบุ
นพ.รังสฤษฎ์ ตั้งคำถามว่า ในเมื่อสถานที่แห่งนี้คือ ที่หลบซ่อนและบ้านสุดท้ายของสัตว์เหล่านั้น มนุษย์จะไม่เหลือที่ใดๆ บนแผ่นดินนี้ให้พวกมันได้บ้างหรือ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อการเก็บรักษามรดกธรรมชาติเอาไว้ให้ลูกหลานดู แต่สัตว์ป่าเป็นลมหายใจและชีพจรของป่า ไม่มีสัตว์ป่ากลไกการดำเนินระบบนิเวศป่าทั้งหมดก็พังครืน
ด้าน อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย กล่าวว่า ผืนป่าแม่วงก์เป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่รวมกันถึง 11.7 ล้านไร่ หรือ 1.8 หมื่น ตร.กม. ป่าแม่วงก์เคยอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมต้นไม้เหลือเพียงตอ แต่ก็ฟื้นกลับคืนมาได้ โดยพบว่ามีเสือโคร่งอาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งหากควบคุมการล่าสัตว์ป่าได้อย่างต่อเนื่อง คาดว่าอีกไม่เกิน 10 ปี ป่าแม่วงก์จะกลายเป็นพื้นที่ซึ่งมีประชากรเสือโคร่งและสัตว์ป่าหายากหลายชนิด
ขณะที่องค์กรด้านการอนุรักษ์ทั้งภาคประชาชนและเอ็นจีโอ ได้สรุปความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการประชาพิจารณ์เขื่อนแม่วงก์ 1.ควรมีการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กใกล้บ้าน ฟื้นฟูแม่น้ำ
2.ปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวสู่การเกษตรแบบยั่งยืน 3.ปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทาน ซึ่งจะทำให้ได้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 10% และสร้างแก้มลิงเพื่อป้องกันน้ำท่วม







