posttoday
สภานั้นสำคัญฉะนี้

สภานั้นสำคัญฉะนี้

28 เมษายน 2555

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“คืบก็สภา ศอกก็สภา” คือคำพูดที่ผู้แทนราษฎรยุคก่อนกล่าวถึงรัฐสภาหรือที่ทำงานของเขา อันมีความหมายว่า การอยู่ (ทำงาน) ในรัฐสภาไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ต้องให้ความเคารพ ที่สำคัญต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว เหมือนเรือที่ออกทะเลอันมีสำนวนว่า “คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล”

หรืออาจจะต้องเปลี่ยนเป็นว่า “ปลายโป้งก็สภา ปลายก้อยก็สภา” จะได้ไม่ทำอะไรห่ามๆ ห่วยๆ อย่างที่เอาปลายนิ้วไปเล่นสมาร์ตโฟน (ปิดและเปิด) ดูคลิปหื่นทั้งหลายนั้น

เสาร์ที่แล้วในหัวเรื่อง “สภานั้นสำคัญไฉน” เล่าความว่า ระบบสภาเกิดจากฝรั่งพวกหนึ่งที่เรียกว่า “อริยะกะ” ส่วนหนึ่งที่เร่ร่อนมาจากยุโรปเหนือมาอยู่ที่อินเดียตลอดแนวเทือกเขาหิมาลัย ตามที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรียบเรียงไว้ในคำบรรยายสำหรับนักศึกษาธรรมศาสตร์ในวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย ที่บรรยายไว้ในช่วง พ.ศ. 2509-2515 แล้วต่อมามีผู้รวบรวมพิมพ์เป็นหนังสือเล่มชื่อว่า “ธรรมแห่งอริยะ” อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดของศาสนาพุทธ ที่ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานทางอารยธรรมที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย

ผู้เขียนเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะเคยเรียนมาในเรื่องดังกล่าว ส่วนมากคนที่เป็นนักศึกษาปี 1 ในวิชาพื้นฐานทั้งหลายที่เกี่ยวกับสังคมและการเมืองไทยนั้นจะถูกสอนมาว่า ระบบสภาของไทยเอาแบบอย่างมาจากอังกฤษ และประชาธิปไตยนั้นเป็นของฝรั่งล้วนๆ ทั้งที่ความจริงนั้นพื้นฐานประชาธิปไตยและระบบสภาของเรามาจากอินเดียและมีอยู่ในศาสนาพุทธนี่เอง

แต่นั่นแหละ ชาติอริยะกะก็คือฝรั่ง และก็คงจะเพ่นพ่านไปทั่วยุโรปด้วยเช่นกัน บางทีพวกกรีกอาจจะรับวัฒนธรรมมาจากพวกอริยะกะนี้มาบ้าง จึงมีระบบสภาที่ดูคล้าย “ขัตติยะสภา” และ “ราชสภา” อันเป็นรูปแบบการปกครองที่มีกษัตริย์หรือราชาเป็นหัวหน้าตามแบบอินเดียโบราณ แต่ของกรีกดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตยมากกว่า คือ ผู้เป็นสมาชิกสภาที่จะมาประชุมกันดูจะเปิดกว้างและมีความหลากหลายกว่า ขอเพียงแต่ให้มีคุณสมบัติบางประการครบถ้วน เช่น เป็นผู้มีทรัพย์ มีการศึกษา มีผู้รับรองหรือให้การสนับสนุนก็สามารถไปเจรจาพูดคุยในสภาได้แล้ว อย่างที่มีผู้เรียกประชาธิปไตยกรีกว่าเป็นประชาธิปไตยโดยตรง ก็คงเพราะความเปิดกว้างตรงนี้

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชก็เป็นชาวกรีก ครั้งที่รุกรานแผ่ขยายอาณาจักรมาทางเอเชียตะวันออกรวมถึงอินเดียด้วยนั้น เมื่อราว 3,000 ปีที่แล้ว ก็คงแปลกพระทัยอยู่ไม่น้อยที่ได้เห็นการปกครองในแบบที่ทันสมัย (ในสมัยนั้น) และคล้ายกับของกรีก จนบางตำราก็ไปเชื่อมโยงว่ากรีกอาจจะเอาอย่างอินเดีย หรืออินเดียเอาอย่างกรีก เอาเป็นว่าต่อมานั้นระบบสภาทั้งของกรีกและอินเดียแบบที่ว่านี้ ได้ถูกโลกทั้งโลกลืมไปเสียแล้ว

สภานั้นสำคัญฉะนี้

 

สภาของฝรั่งในยุโรปได้มีพัฒนาการแยกย่อยไปในแต่ละยุคแต่ละพื้นที่ หลังการล่มสลายของกรีก ยุโรปก็ถูกปกครองโดยโรมัน สภาโรมันมีชื่อว่า “เซเนต” ที่อาจจะล้อมาจากที่ประชุมของทวยเทพตามตำนานเทพปกรณัมกรีกที่โรมันยังนับถือต่อมา อันมี “ซูส” ในสำเนียงกรีก (ฟังเสียงเหมือน “ศิวะ” อย่างไรก็ไม่รู้) แต่โรมันเรียกว่า “จูปิเตอร์” ผู้เป็นประมุขแห่งสวรรค์และประธานแห่งทวยเทพเป็นประธานรัฐสภา เอ๊ย เทพสภาหรือเซเนตดังกล่าว และโดยที่โรมันใช้การปกครองแบบ “นิติรัฐ” จึงกำหนดให้ผู้ที่จะเป็นซีเนเตอร์ หรือสมาชิกแห่งสภาเซเนตต้องมีคุณสมบัติที่ชัดเจน ที่ส่วนใหญ่จะเป็นแม่ทัพและชนชั้นสูง ระบบสภาโรมันจึงเป็นสภาของผู้นำโดยแท้

สภาโรมันล่มสลายไปเพราะฝ่ายบริหารลุแก่อำนาจ และไม่ให้ความสำคัญต่อสภา (เหมือนประเทศไทยใน พ.ศ. 2519 ก่อนวันที่ 19 ก.ย.อย่างไรอย่างนั้น) จักรพรรดิโรมันในยุคท้ายๆ สั่งปิดสภาบ่อยๆ เพราะสภามักจะตัดสินใจตรงข้ามกับที่องค์จักรพรรดิทรงประสงค์ ที่ร้ายกว่านั้นมีการฆ่าสมาชิกสภาตายทั้งที่หน้าสภาและในสภาก็มีอยู่บ่อยๆ จักรพรรดินี้ก็คือประมุขฝ่ายบริหารที่ท้ายที่สุดก็รวบอำนาจทั้งนิติบัญญัติและตุลาการมาไว้ที่พระองค์ทั้งหมด

เรื่องระบบรัฐสภานี้มีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่มาก ถ้าศึกษาไปก็จะมีความสนุกสนานและตื่นเต้นเหมือนดูภาพยนตร์นั่นทีเดียว อย่างระบบสภาอังกฤษก็มีปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องโรบินฮูด ระบบสภาฝรั่งเศสก็มีเชื่อมโยงไปถึงความวุ่นวายของราชบัลลังก์อย่างที่เห็นในภาพยนตร์ชุดสามทหารเสือ หรือของสหรัฐอเมริกาก็อยู่ในภาพยนตร์อย่างโซโร และเดอะ แพตทริออตนั้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะสรุปภาพรวมของระบบรัฐสภาในโลกอาจจะพอมองเห็น “องค์ประกอบรวม” ที่แต่ละประเทศมีอยู่ร่วมกันดังนี้ หนึ่ง สภาคือที่ปรึกษาหารือกันในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง สอง สภาต้องมีอำนาจถ่วงดุล หรือบางประเทศก็เป็นที่มาของฝ่ายบริหารนั้นด้วย และสาม สภาที่มีเสถียรภาพหรือมั่นคงแข็งแรง จะต้องเชื่อมโยงประชาชนเข้าด้วยกันให้ได้

ตรงองค์ประกอบสุดท้ายนี่เอง ที่ผู้เขียนอยากจะเน้นย้ำและโดยความเข้าใจส่วนตัวจากการที่ได้ศึกษาในเรื่องนี้มาพอสมควร ก็เชื่อว่าหัวใจของระบบรัฐสภาอยู่ตรงนี้นี่เอง นั่นก็คือสภาที่ดีและเป็นหลักของประเทศอย่างแท้จริง ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าสภานี้คือที่พึ่งของคน สภาอาจจะมีพรรคการเมืองหลายพรรคมาอยู่ด้วยกัน แต่ทุกพรรคการเมืองก็ต้องมี “จุดร่วม” หรือเป้าหมายเพื่อประชาชนเป็นหลัก สภาไม่ใช่สนามแข่งขันกีฬาที่จะมาแบ่งข้างเชียร์กันและกัน แต่จะสภาต้องเป็นที่ชุมนุมของการประนีประนอมร่วมกันแก้ความขัดแย้ง ดังนั้นสภาจึงไม่ควรมาขัดแย้งกันเสียเอง หรือทำตัวให้เป็นปัญหาเสียเอง อย่างที่เกิดอยู่ในรัฐสภาของไทย ที่เป็นผลให้คนไทยเอือมระอาและสิ้นหวังต่อระบบสภาของไทยไปเสียแล้ว

แต่ขอคนไทยอย่าเพิ่งสิ้นหวัง แม้ระบบสภาที่เป็นอยู่จะพึ่งไม่ได้ แต่ในระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เขายึด “จิตวิญญาณแบบประชาธิปไตย” เป็นสำคัญ เมื่อรัฐ (ที่หมายถึงรัฐบาลและรัฐสภาประกอบกัน) ล้มเหลวหรือเป็นที่พึ่งไม่ได้ เจ้าของอำนาจคือประชาชนสามารถที่จะปฏิเสธอำนาจรัฐ (ซึ่งที่จริงก็ได้รับมอบจากประชาชนนั่นเอง) แล้วเข้าใช้อำนาจดังกล่าวเสียเอง เพราะนี่คือครรลองของประชาธิปไตย ที่หมายถึงความเป็นใหญ่ของประชาชน

ยกตัวอย่างกรณีที่รัฐสภาไทยโดยพรรคการเมืองเสียงข้างมากที่บ้าอำนาจกำลังข่มขืนระบบรัฐสภาโดยการตะแบงแก้รัฐธรรมนูญที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ามีเป้าหมายใดหรือเพื่อคนพวกใด เมื่อรัฐสภาไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชน เช่น การที่ไม่ทำประชามติเสียก่อนว่าประชาชนยอมให้แก้หรือไม่ (เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติมา) ถ้าสภาเกิดโหวตรับในวาระ 3 ให้ประกาศใช้แล้วมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ตามมา เราก็ประท้วงโดยไม่เลือก ส.ส.ร.นั้นก็ได้ หรือถ้าจะมีการโยนประเด็นที่จะแก้ไขในเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลออกมา เราก็โต้แย้งตีกลับอย่าให้ผ่าน จนสุดท้ายถ้ามีการทำประชามติให้รับรองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราก็พากันนิ่งเฉยเสีย สุดท้ายถ้าพรรคการเมืองไทยหรือนักการเมืองพวกใดยังกระทำ การอันหยาบหยามน้ำใจและเกียรติศักดิ์ศรีของประชาชนดังที่กำลังกระทำอยู่ ก็อย่าได้แยแสหรือรับรู้ว่ามีคนพวกนี้อยู่หรือไม่ เป็นการทำลาย “สังขาร” ที่กำลังเสื่อมนี้เสียตั้งแต่ต้นลม

ผู้ที่ศึกษาศาสนาพุทธจะเข้าใจในเรื่องสังขารเป็นอย่างดี สิ่งทั้งหลายที่รวมถึงระบบรัฐสภานี้ก็เป็นสังขารอย่างหนึ่ง ถ้าเราปล่อยวางไม่รับเสียว่ามีมันอยู่แล้ว สังขารนั้นก็จะดับสูญไป อย่างน้อยก็ทำให้มันหมดความสำคัญ หรือไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

ในเรื่องสั้นล้อเลียนการเมืองของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เรื่องหนึ่ง ตัวเอกของเรื่องตายไปแล้วขึ้นสวรรค์ ครั้นเขาไปเห็นสวรรค์จริงๆ ทุกสิ่งมันดีไปหมดจนเหลือเชื่อ เขาจึงร้องขึ้นว่า “ไม่เชื่อโว้ย ไม่จริงโว้ย” ทันใดนั้นสวรรค์ก็หายวับไปกับตา ส่วนตัวของเขาเองก็ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา ทันทีที่มาถึงโลกมนุษย์ เขารีบวิ่งไปที่พระที่นั่งอนันตสมาคมอันเป็นที่ประชุมของ สส. เขาร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังที่สุดว่า “ไม่เชื่อโว้ย ไม่จริงโว้ย”

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรกจาก 19 ประเทศ ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI

Microsoft เลือกไทยประเทศแรกจาก 19 ประเทศ ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI