posttoday
เราควรทำอะไรดีกับเงินสำรองระหว่างประเทศ

เราควรทำอะไรดีกับเงินสำรองระหว่างประเทศ

27 เมษายน 2555

โดย...ไพบูรณ์ กิตติศรีกังวาล

โดย...ไพบูรณ์ กิตติศรีกังวาล

ในทุกๆ สัปดาห์ แบงก์ชาติมีการประกาศตัวเลขเงินสำรองระหว่างประเทศ หรือเงินสำรองทางการ ซึ่งเป็นเงินตราต่างประเทศและทองคำที่แบงก์ชาติซื้อสะสมไว้และนำไปลงทุนในต่างประเทศ

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เงินสำรองฯ โตเร็วมากเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว จนหลายฝ่ายมีข้อสงสัยต่างๆ ว่า ประเทศไทยร่ำรวยมั่งคั่งขนาดนั้นเชียวหรือ ทำไมแบงก์ชาติถึงไม่นำเงินบางส่วนไปลงทุนหาผลตอบแทนสูงๆ หรือให้กู้กับธนาคารพาณิชย์ เอกชน หรือแม้แต่รัฐบาลไทยก็ยังดีกว่าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ ฯลฯ บทความนี้จะพยายามตอบคำถามเหล่านี้ โดยอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเงินสำรองฯ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มีไว้เพื่ออะไร และควรนำไปทำประโยชน์อื่นๆ อย่างที่พูดกันหรือไม่ เพราะอะไร

1.ที่มาที่ไปและหน้าที่ของเงินสำรองฯ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เงินตราต่างประเทศที่พ่อค้าไทยขายของได้เกินดุลการค้า และชาวต่างชาตินำเข้ามาลงทุน เวลาจะใช้ก็ต้องขายเพื่อแลกเป็นเงินบาทก่อน เมื่อปริมาณเงินเหรียญสหรัฐที่คนต้องการขายมีมากกว่าความต้องการซื้อ แบงก์ชาติก็กลัวว่าค่าเงินบาทอาจจะแข็งค่ามากไปเร็วไปจนภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทัน จึงต้องซื้อเหรียญสหรัฐส่วนเกินออกจากตลาดบ้าง เงินสำรองฯ จึงมีเพิ่มมากขึ้น แต่หากประเทศไทยขาดดุลการค้าหรือชาวต่างชาติถอนทุนออก ความต้องการซื้อเหรียญสหรัฐในตลาดก็จะมีมากกว่าความต้องการขาย แบงก์ชาติก็ต้องขายเหรียญสหรัฐเพื่อพยุงไม่ให้ค่าเงินบาทตกลงฮวบฮาบจนอาจเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจ เงินสำรองฯ ก็จะต้องลดลง

ดังนั้น จะเห็นว่าหน้าที่หลักของเงินสำรองฯ คือ เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท ใช้รองรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งอาจไหลเข้าออกจำนวนมากอย่างฉับพลัน เงินสำรองฯ ต้องมีไว้พร้อมที่จะใช้งานได้ทันที

ด้วยเหตุนี้แบงก์ชาติจึงต้องนำเงินสำรองฯ ไปลงทุนในสกุลเงินและตราสารที่ซื้อง่ายขายคล่องและมีความเสี่ยงต่ำ เวลาต้องขายจะได้แปลงเป็นเงินสดได้ทันที

2.เงินสำรองฯ แสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของประเทศหรือไม่?

ปกติความมั่งคั่งร่ำรวยของคนจะดูจากทรัพย์สินที่มีอยู่ด้านเดียวไม่ได้ ต้องดูด้วยว่ามีหนี้สินเท่าไหร่ด้วย ในทำนองเดียวกันเงินบาทที่แบงก์ชาตินำไปซื้อเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้เงินสำรองฯ เพิ่มขึ้นมากนั้นคือ เงินที่แบงก์ชาติกู้จากตลาดการเงินในหลายรูปแบบ

ที่สำคัญคือ การออกพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยขายให้สถาบันการเงินและประชาชน ดังนั้นในบัญชีของแบงก์ชาติจะเห็นทรัพย์สินเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นข้างหนึ่ง แต่อีกข้างหนึ่งหนี้สินเงินบาทก็เพิ่มขึ้นเท่าๆ กันด้วย

สรุปได้ว่าเงินสำรองฯ ที่อยู่ในมือแบงก์ชาติจำนวนมากนั้น แท้ที่จริงไม่ได้แสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของประเทศ แต่เป็นทรัพย์สินที่มาพร้อมกับหนี้สิน

3.เงินสำรองฯ ปัจจุบันน่าจะมากเกินพอ สำหรับใช้รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท ดังนั้นควรนำเงินส่วนเกินไปลงทุนหาผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรได้ใช่หรือไม่?

คำตอบคือ เห็นด้วย และอันที่จริงแบงก์ชาติก็ได้กระจายการลงทุนไประดับหนึ่งแล้ว แต่ในเรื่องนี้มี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องคิด

ประเด็นแรก คือ จำนวนเงินสำรองฯ ส่วนเกินความจำเป็นระยะสั้นนั้นมีความไม่แน่นอน เพราะการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศมีขนาดและความรวดเร็วขนาดไหนคาดเดายาก

ประเด็นที่สอง คือ ช่วงที่ผ่านมาแบงก์ชาติได้ขยายการลงทุนที่เป็นประเภทระยะยาวมากขึ้นกระจายไปสกุลเงินหลากหลายขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องคงนโยบายการลงทุนในกรอบความมั่นคงปลอดภัยมีสภาพคล่องและให้ผลตอบแทนเหมาะสม

ประเด็นที่สาม คือ การที่กฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่ก็ยังไม่อนุญาตให้นำเงินสำรองฯ ไปลงทุนในหุ้นสามัญ หรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ บ่อน้ำมัน ฯลฯ เป็นเพราะไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของเงินสำรองฯ และขัดกับพันธกิจหลักของธนาคารกลางที่ไม่มุ่งหวังผลกำไรเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีโอกาสขัดแย้งกับเป้าหมายรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน

4.เมื่อแบงก์ชาติลงทุนเสี่ยงไม่ได้ ทำไมจึงไม่โอนเงินสำรองฯ ส่วนเกินไปให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เพื่อลงทุนสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต?

การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงด้วย ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วภาครัฐไม่ได้มีขีดความสามารถในการตัดสินใจลงทุนเชิงธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมีประสิทธิภาพเหมือนเอกชน

แต่ประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญคือ แบงก์ชาติไม่สามารถโอนเงินสำรองฯ ให้รัฐบาลไปเฉยๆ ได้ เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินฟรีที่ได้มาเปล่าๆ หากรัฐบาลต้องการก็ควรจัดสรรงบประมาณแผ่นดินหรือออกพันบัตร เพื่อกู้เงินจากประชาชนแล้วนำไปซื้อเงินสำรองฯ จากแบงก์ชาติ

ทั้งนี้ เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ เพราะถ้าสามารถออกกฎหมายให้โอนทรัพย์สินของแบงก์ชาติไปให้รัฐบาลได้ โดยไม่ต้องโอนหนี้สินไปพร้อมกัน จะมีผลเหมือนกับสามารถบังคับให้แบงก์ชาติพิมพ์เงินให้รัฐบาลใช้ได้นั่นเอง ผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศที่ตามมาจะเป็นในรูปของเงินเฟ้อที่ร้ายแรง

และที่สำคัญคือ ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางในการดำเนินนโยบายการเงินจะหมดสิ้นไป

5.ทำไมแบงก์ชาติไม่นำเงินสำรองฯ ปล่อยกู้กับรัฐบาลหรือเอกชนไทยโดยตรง?

เหตุผลที่ไม่ควรทำอย่างนั้นมีหลายข้อ ประการแรก การนำเงินสำรองฯ ไปให้กู้จะทำให้เงินสำรองฯ หมดสภาพความเป็นเงินสำรองฯ ไปโดยอัตโนมัติ เพราะถ้าเกิดปัญหาเงินทุนไหลออกจากประเทศไทย รัฐบาลและเอกชนไทยก็คงจะมีปัญหาด้วย แบงก์ชาติจึงไม่สามารถเรียกคืนเงินกู้ดังกล่าว เพื่อนำมาใช้ได้ดูแลเสถียรภาพการเงินของประเทศได้

ประการที่สอง แบงก์ชาติจะทำหน้าที่เป็นธนาคารพาณิชย์เสียเอง โดยให้กู้ยืมโดยตรงกับเอกชนไม่ได้ เนื่องจากเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะแบงก์ชาติพิมพ์เงินได้เอง และขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลาง

ประการที่สาม ธนาคารกลางทุกประเทศจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้รัฐบาลกู้ยืมเงิน เพราะมีผลเหมือนการพิมพ์เงินให้รัฐบาลใช้จ่ายนั่นเอง

ผู้เขียนหวังว่า บทความนี้จะมีส่วนช่วยให้สาธารณชนมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับเงินสำรองระหว่างประเทศ และเหตุผลความจำเป็นที่แบงก์ชาติต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศ และสนับสนุนการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค