
พักหนี้คนดี...รัฐบาลได้หน้า แต่แบงก์"เจ๊ง"
ในที่สุดรัฐบาลก็ได้ฤกษ์เปิดศักราชออกสุดยอดโครงการประชานิยมแห่งปีไปเรียบร้อยแล้ว
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ในที่สุดรัฐบาลก็ได้ฤกษ์เปิดศักราชออกสุดยอดโครงการประชานิยมแห่งปีไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับโครงการพักชำระหนี้ลูกหนี้คนดีของธนาคารเฉพาะกิจ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่จะเริ่มเปิดทางให้ลูกหนี้เฮโลสมัครเข้าโครงการนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.20 ส.ค. 2555 นี้
เบื้องต้น กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง “บิ๊กโต้ง” เล็งผลเลิศว่า โครงการพักชำระหนี้เงินต้นและลดภาระดอกเบี้ยให้เกษตรกรรายย่อยและประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้คงค้างต่ำกว่า 5 แสนบาท ซึ่งต้องมีสถานะหนี้ปกติก่อนวันที่ 24 เม.ย. 2555 มีระยะเวลาดำเนินโครงการนาน 3 ปี พอดิบพอดีกับอายุที่เหลือของรัฐบาลนั้น คาดว่าน่าจะเจาะกลุ่มฐานเสียงเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยได้ถึง 3.8 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้ 4.6 แสนล้านบาท โดยที่กำหนดเงื่อนไขแสนจะพิเศษ เพราะไม่ว่าคุณจะเลือกพักหนี้หรือลดภาระดอกเบี้ย คุณก็จะได้ลดดอกเบี้ยเท่ากันที่ 3% ตามรายละเอียดดังนี้ คือ
ลูกหนี้สามารถเลือกได้ระหว่าง 1.พักหนี้เงินต้นและลดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อเดิมในอัตรา 3% ต่อปี เป็นเวลา 3 ปี ระหว่างวันที่ 1 ก.ย. 2555-31 ส.ค. 2558
หรือ 2.ถ้ายังมีกำลังพอจะจ่ายเงินก็เลือกเข้าโปรแกรมลดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อเดิมได้ในอัตรา 3% ต่อปี เป็นเวลา 3 ปีได้เช่นกัน ซึ่งทั้งกรณียังเปิดกว้างให้ลูกหนี้มีสิทธิขอกู้เงินเพิ่มใหม่ได้ตามความสามารถในการชำระหนี้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย ณ วันที่ได้รับการอนุมัติเงินกู้ แต่มีเงื่อนไขว่า หากผิดนัดชำระหนี้ตามเงื่อนไขใหม่ ต้องออกจากโครงการทันที
บอกได้คำเดียวว่า “จัดเต็ม” เพราะโครงการนี้ถือเป็นโครงการประชานิยมที่ให้เงื่อนไขพิเศษสุดๆ เพราะลดทั้งดอกเบี้ยถึง 3% แบบไม่มีที่มาที่ไป จากเดิมที่คาดว่าจะลดให้แค่ 2% ก็กลัวว่าจะไม่หนำใจ จึงจัดให้เต็มๆ 3% แถมไม่ต้องจ่ายเงินต้นแล้วยังจะให้กู้เพิ่มได้อีกด้วย!!!!!
เรียกว่า “นายกฯ ปู” กับ “บิ๊กโต้ง” จัดหนักจัดเต็มแบบนี้แล้ว จะไม่เทคะแนนเสียงให้ก็ถือว่าใจดำกันเกินไปแล้วพี่น้อง
ส่วนเงื่อนไขอี่นๆ ก็มีกำหนดไว้บ้าง เช่น ลูกหนี้ที่จะเข้าโครงการนี้ดีต้องไม่เป็นหนี้ประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซื้อ/ลีสซิง สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำและไม่เป็นลูกหนี้ที่ได้รับการลดอัตราดอกเบี้ยหรือได้รับอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษตามข้อตกลงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจมาก่อน แต่คนที่เข้าโครงการพักหนี้ก่อนหน้านี้แล้ว สามารถเซ็งลี้ฮ้อตัวเองมาเข้าเงื่อนไขสุดพิเศษนี้ได้อีกด้วย
แต่ในมุมกลับกัน ผลกระทบจากการทำโครงการมหาประชานิยมพักหนี้คนดีครั้งนี้ ได้สร้างผลกระทบอย่างหนักต่อธนาคารรัฐทั้ง 4 แห่ง แม้ผู้บริหารทุกคนจะออกมากัดฟันพูดว่า “สบ๊าย สบาย” แต่ลึกๆ แล้วก็ต้องปาดเหงื่อกันทุกราย ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารออมสิน ที่มีลูกหนี้เข้าข่ายมากที่สุดกว่า 8 แสนราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อกว่า 6.03 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นคาดว่ากระทบกับรายได้ดอกเบี้ยที่หายไปถึง 6,336 ล้านบาท ใน 3 ปี
ด้าน ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นธนาคารที่ “บิ๊กโต้ง” กำลังดูแลกับมือ รับศึกหนักกว่าใครเพื่อน เจอลูกหนี้เข้าข่ายไปกว่า 2.94 ล้านราย หรือคิดเป็น 80% ของลูกหนี้ทั้งหมดของ ธ.ก.ส.ที่มีอยู่กว่า 3.5 ล้านราย ซึ่งคิดเป็นวงเงินสินเชื่อมหาศาลกว่า 3.96 แสนล้านบาท กระทบรายได้ที่หายไปกว่า 3.92 หมื่นล้านบาท ส่วนเอสเอ็มอีแบงก์ มีลูกหนี้เข้าข่าย 7,781 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 1,369 ล้านบาท กระทบรายได้หายไป 123 ล้านบาท และธนาคารอิสลาม มีลูกหนี้เข้าข่าย 3,538 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 449 ล้านบาท คิดเป็นรายได้ที่หายไป 40 ล้านบาท
รวมความเสียหายที่กระทบต่อรายได้ของธนาคารรัฐที่เข้าร่วมโครงการนี้ทั้งหมดกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท ภายใน 3 ปี และที่โดนหนักที่สุดคือ ธ.ก.ส. เจอไปคนเดียวเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่ง “กิตติรัตน์” ในฐานะ รมว.คลัง ที่กำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจก็ดูไม่เดือดร้อนและกังวลต่อสถานะความมั่นคงของธนาคารรัฐในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยยอมไฟเขียวให้รัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยช่วยธนาคารรัฐในอัตรา 1.5% หรือคนละครึ่งเท่านั้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลควรจะควักเงินงบประมาณมาจ่ายแบบเต็มๆ
สรุปคือ ภาระ 4.5 หมื่นล้านบาท ใน 3 ปี ธนาคารรัฐ 4 แห่ง และรัฐบาลรับภาระคนละ 2.25 หมื่นล้านบาท หรือถ้าเฉลี่ยปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท ก็จ่ายคนละ 7,500 ล้านบาท
แต่ที่แสบกว่านั้น เชื่อว่าเงินจำนวนชดเชยจำนวนนี้น่าจะถูกดึงมาจากเงินค่าต๋ง 0.47% ที่ธนาคารรัฐจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนพัฒนาประเทศในเดือน ก.ค.นี้ ประมาณการเบื้องต้นว่า ธนาคารรัฐที่มีการเปิดรับฝากเงินจากประชาชนน่าจะโดนกันถ้วนหน้า รวมเป็นเงินไม่น้อยกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท เรียกว่า “อัฐยายซื้อขนมยาย”
งานนี้ธนาคารรัฐมีแต่ควักกับควักจ่ายเงินลูกเดียว
สะท้อนให้เห็นการทำงานของรัฐบาลเพื่อไทยว่า ได้สร้างภาระมากมายมหาศาลให้ธนาคารของรัฐอย่างที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนกล้าทำมาก่อน!!!!
จะเห็นว่าการดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาลเพื่อไทยเพียงแค่ต้องการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเรื่องการพักหนี้ ด้วยการทุ่มใช้เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ มั่นใจว่าจะไม่เกิดผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะเป็นโครงการที่แจกลูกเดียว ไม่มีแผนงานรองรับเรื่องการพัฒนาเพิ่มศักยภาพลูกหนี้ ไม่สามารถตอบสังคมได้ว่าคนที่เข้าโครงการนี้แล้วออกมาจะดีได้อย่างไร
หวังแค่ลมๆ แล้งๆ ว่า จากการนั่งคำนวณด้วยตัวเลขว่าโครงการนี้จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 0.40.7% ต่อปี เพราะน่าจะมีเงินกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 4.4–7.7 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งจะมีผลดันให้จีดีพีปี 2555 โตทะยานถึง 8% และแม้จะมีนักการเงินบางคนมองว่าลูกหนี้ดีควรได้รับการตอบแทนบ้าง แต่ถ้าลองมองลึกเข้าไปในกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จะเห็นว่าเป็นคนกลุ่มเดิมๆ คือ เกษตรกร คนมีรายได้น้อย ที่ได้ประโยชน์มาแล้วซ้ำๆ ซากๆ จากโครงการกองทุนหมู่บ้าน ธนาคารชุมชน กองทุนสตรี โครงการพักหนี้ก่อนหน้านี้
แต่หนนี้รัฐบาลน่าจะพลาด เพราะลืมมองไปว่าการที่ไปสั่งรีดเงินจำนวนมหาศาลจากธนาคารรัฐขนาดนี้แล้ว ต่อไปธนาคารเหล่านี้จะทำหน้าที่ในการดูแลคนยากจนได้อย่างที่เคยทำหรือไม่ เพราะธนาคารรับเอง ต้องปรับตัวเพื่อหารายได้เพิ่มเพื่อชดเชยกับเงินที่ถูกรีดไถไปทำโครงการประชานิยม ทำให้ต่อไปธนาคารรัฐจะไม่มีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำๆ ไม่มีโครงการดอกเบี้ย 0% ให้เห็นอีกต่อไป เพราะทุกธนาคารต้องหารายได้จากทุกทางเพื่อสู้กับเงินที่ถูกสูบออกไปอยู่เรื่อยๆ
กลายเป็นว่า ต่อไปยิ่งรัฐบาลยัดเยียดประชานิยมให้กับฐานเสียงคือคนยากจน คนรากหญ้า มากเท่าไร ก็จะยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นในสังคมไทยมากขึ้นเท่านั้น เพราะคนกลุ่มอื่น เช่น มนุษย์เงินเดือน คนที่มีอาชีพอิสระ คนที่พอจะมีรายได้หลักหมื่นต้นๆ ขึ้นไป จะกลายเป็นกลุ่มคนที่ลำบากกว่ากลุ่มอื่น เพราะจะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินเช่นธนาคารรัฐได้ง่ายๆ อีกต่อไป แถมยังไม่ได้รับสิทธิพิเศษหรือมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล เพราะถ้าหากรัฐบาลยังใช้เงินสะเปะสะปะเพื่อแค่หาเสียงแบบนี้ ขณะนี้รายได้ก็จัดเก็บได้ลดลง เชื่อว่าอนาคตอาจเห็นธนาคารรัฐเจ๊ง ส่วนรัฐบาลเองก็จะล้มละลายคล้ายหลายประเทศที่กำลังเกิดวิกฤตจากการก่อหนี้เกินตัวของรัฐบาล







