
หกปีไฟใต้ : พลวัตการก่อความไม่สงบกับการสร้างจินตกรรมของการก่อความรุนแรง
...ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลาย ทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2547 ถึง ม.ค. 2553 นับรวมได้ 6 ปีเต็มแล้ว จากฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ชี้ให้เห็นว่าในช่วงเวลา 73 เดือนที่ผ่านมามีเหตุการณ์ความไม่สงบรวม 9,446 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 4,100 ราย บาดเจ็บ 6,509 ราย รวมเหยื่อของเหตุการณ์ความไม่สงบในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา ทั้งตายและบาดเจ็บรวมกันเป็นจำนวน 10,609 ราย
หากนับว่าผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมีคนในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากความสูญเสียดังกล่าวด้วย ประมาณว่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบจากความสูญเสียโดยตรงอีกประมาณ 53,045 คน น่าสนใจด้วยว่า เหยื่อผู้สูญเสียทั้งเสียชีวิตและบาดเจ็บจากความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ประกอบด้วยภูมิหลังแตกต่างกัน มีทั้งพี่น้องชาวมุสลิมและพุทธ
โดยที่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่จะเป็นคนมุสลิมมากกว่าพุทธ ส่วนในกลุ่มผู้ได้รับบาดเจ็บนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนพุทธมากกว่ามุสลิม ดังจะเห็นได้จากกลุ่มผู้ตายเป็นคนมุสลิม 58.95% (2,417 คน) คนพุทธ 38.02% (1.559 คน) ในกลุ่มผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นคนพุทธ 59.82% (3,894 คน) คนมุสลิม 32.17% (2,094 คน)
การวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคต
จากข้อมูลสถานการณ์ในอดีตและปัจจุบัน อาจจะทำให้เราคาดการณ์อนาคตสถานการณ์ภาคใต้เป็น 4 ตัวแบบ การทำนายสถานการณ์ในอนาคต (Scenarios) ดังนี้
1.สถานการณ์อาจจะลดลงไปเรื่อยๆ เป็นขั้นบันไดขาลง ในระยะเวลาประมาณ 510 ปี แต่ความเป็นไปได้ในตัวแบบนี้ในขณะนี้อาจจะต่ำ เพราะสองปัจจัยคือ สถานการณ์ในปี 2552 สะท้อนว่าแนวโน้มสถานการณ์กลับมาเพิ่มระดับสูงขึ้น และสถานการณ์ในช่วงต้นปี 2553 ตั้งแต่เดือน ม.ค. และ ก.พ. ก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าลดลงอย่างที่คิด
นอกจากนี้ยังมีตัวแปรเรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ ทำให้รัฐบาลสับสนในการหาแนวทางการแก้ปัญหาภาคใต้ และต้องถูกดึงความสนใจไปแก้ปัญหาภาคอื่นๆ ที่กำลังเพิ่มความหนักหน่วงอยู่ ขณะนี้มีความเป็นไปได้มากที่กรณีความรุนแรงภาคใต้ถูกโยงไปเข้ากับความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองในส่วนกลางด้วย
2.ตัวแบบการลดลงในปี 25502551 และสูงขึ้นทันทีในปี 2553 ในลักษณะรูปตัววี (VShape Trend) แม้ว่าความรุนแรงมีแนวโน้มลดลงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2552 แต่ความเป็นไปได้ที่ความรุนแรงและสถานการณ์ความไม่สงบจะสูงขึ้นทันทีในแบบตัววีก็อาจจะเกิดขึ้นได้ยาก
ปัจจัยที่สำคัญคือการกดความรุนแรงในภาคใต้ด้วยกำลังทหาร ตำรวจ อาสาสมัครและกองกำลังพลเรือนโดยฝ่ายรัฐในพื้นที่ และการทุ่มงบประมาณการพัฒนากว่าแสนล้านบาท บวกกับอีก 6 หมื่นล้านบาท ที่จะลงไปในพื้นที่ ทำให้การก่อเหตุความไม่สงบยากที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันเหมือนที่เคยเกิดในปี 2547 เว้นแต่จะเกิดความผิดพลาดในทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธีอย่างมาก มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการจุดชนวนความขัดแย้งอย่างรุนแรงจากฝ่ายรัฐ เช่น การเกิดเหตุการณ์อย่างกรณีไอปาแยร์ จนทำให้สถานการณ์บานปลายลุกลามไปจนคุมไม่ได้จนกระทั่งกลายเป็นกรณีเหตุความไม่สงบภายในประเทศที่จำเป็นต้องมีการแทรกแซงจากระหว่างประเทศ
3.สถานการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบอาจจะลดลงตามที่เกิดขึ้นในปี 2551 และค่อยๆ สูงขึ้นตามลำดับเหมือนตัวแบบรูปตัวยู (UShape Trend) ตามตัวแบบนี้แนวโน้มเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในปี 2552 อาจจะค่อยๆ สูงขึ้นตามลำดับเหมือนรูปตัวยู ลักษณะเหตุการณ์ดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูง หากรัฐใช้แต่วิธีกดดันทางการทหารอย่างเดียว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาพื้นฐานในประเด็นใหญ่ๆ
4.สถานการณ์อาจจะยังคงลดลงและเพิ่มขึ้นสลับกันไปเป็นรูปฟันปลา โดยจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีความรุนแรงและการก่อเหตุความไม่สงบอยู่ต่อไปอีกยาว อาจจะสูงขึ้นและลดลงอีกสลับกันไป มีลักษณะความรุนแรงแบบคงที่ (Constant Violence) หรืออาจจะเป็นรูปตัวดับเบิลยู (WShape) แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นตามตัวแบบนี้ก็มากเช่นเดียวกันกับตัวแบบที่ 3 เพราะการแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังทหาร การควบคุมพื้นที่ด้วยมาตรการทางกฎหมายพิเศษ เช่น กฎอัยการศึกและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินสามารถลดระดับความรุนแรงได้ส่วนหนึ่ง แต่ยังคงมีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในบางครั้ง และความรู้สึกไม่พอใจของประชาชนในท้องถิ่น
5.เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐอาจจะเลือกตัวแบบที่ 4 นี้ โดยใช้กำลังมากเข้ากด ไม่เจรจา ไม่ปฏิรูปการเมืองการปกครองและสังคม ในขณะที่ใช้เงินโครงการการพัฒนาซื้อใจประชาชนบางส่วน และดึงเวลาออกไปจนฝ่ายที่ก่อเหตุอ่อนตัวไปเอง แต่วิธีนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง มีปัญหาทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวก็คือ จะเกิดความเสี่ยงที่สถานการณ์จะกลายรูปเป็นแบบตัวแบบที่ 2 ถ้าพลาดพลั้งสถานการณ์ก็จะขยายตัวไปและกลายเป็นกรณีระหว่างประเทศ ความเสี่ยงในอีกด้านหนึ่งก็คือการยึดเวลาด้วยการทุ่มกำลังคนและเงิน จะมีต้นทุนด้านความมั่นคงสูงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นต้นทุนจม (Sunk Costs) จึงมีโอกาสมากที่ทหารจะถูกกดดันทางการเมืองเรื่องการใช้งบประมาณและความยืดเยื้อของปัญหา และการถูกกล่าวหาว่าเป็นการหาผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมของความไม่มั่นคง เกิดความไม่ไว้ใจอย่างที่เป็นปัญหาในเรื่องเครื่องจีที 200 และการใช้งบประมาณสูงมาซื้ออุปกรณ์เรือเหาะ ซึ่งทำให้ทหารกลายเป็นเป้าของการตรวจสอบทางสังคมอย่างหนักหน่วงในอนาคต
6.การก่อความไม่สงบหรือการก่อความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้เกิดวาทกรรมทางการเมืองซึ่งเป็นอำนาจที่เปลี่ยนแปลงความคิดของคนไทยและการตัดสินใจทางการเมืองของประเทศไทยในปัจจุบัน
วาทกรรมหลักในการต่อสู้ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จนนำไปสู่การก่อความไม่สงบก็คือการต่อสู้ของขบวนการที่อาศัยฐานของการเมืองแห่งอัตลักษณ์ในเรื่องประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และศาสนา ปัญหาอื่นที่มาประกอบกัน เป็นตัวเร่งความรุนแรงก็คือเรื่องความยุติธรรมและปัญหาความด้วยโอกาสในการพัฒนา ความยากจน นี่เป็นเหตุให้รัฐพยายามสร้างวาทกรรมใหม่ว่าด้วยผู้ก่อความรุนแรง (Perpetrators of ViolencePV) มาใช้แทนคำว่าการก่อความไม่สงบ (Insurgency) เป็นการพยายามสร้างจินตกรรมของความรุนแรง (New Imagined Violence) ในแบบใหม่เพื่อลบล้างความหมายของวาทกรรมเดิมว่าด้วยการเกิดความไม่สงบ กล่าวในอีกแง่หนึ่ง
การสร้างจินตกรรมใหม่ก็เพื่อลดความหมายของความรุนแรงที่เกิดจากการก่อความไม่สงบในแบบการเมืองอัตลักษณ์ที่ขยายตัวไปทั่วโลก แต่การก่อตัวของวาทกรรมว่าด้วยการก่อความไม่สงบเป็นความรุนแรงที่มีปฏิบัติการที่เป็นจริงและมีความต่อเนื่องยาวนาน เป็นความจริงทางการเมืองที่ปรากฏในชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดระยะเวลานับหลายสิบปี การสร้างจินตนาการใหม่ว่าด้วยความรุนแรงอันเป็นเรื่องส่วนตัว
ผลประโยชน์และยาเสพติดอาจจะเป็นความพยายามในการปฏิเสธที่จะยอมรับความเป็นจริงอีกด้านที่กำลังดำเนินอยู่ในพื้นที่ด้วยการใช้คำอธิบายใหม่และความรู้สึกใหม่ แต่ความรุนแรงก็คือความรุนแรง มีความหมายของตนเองและมีอำนาจในชีวิตจริง ดังนั้นจินตกรรมความรุนแรงอาจจะไม่ได้เกิดจากการอธิบายเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมีปฏิบัติการวาทกรรมของความรุนแรงในพื้นที่ความสัมพันธ์ทางสังคมและการเมือง สถานการณ์ไฟใต้ 6 ปีที่ผ่านมา และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นตัวชี้ว่าที่จริงแล้วสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้คือการก่อความไม่สงบหรือเป็นเพียงแค่การกระทำของผู้ก่อความรุนแรงธรรมดา?







