posttoday
เกาหลีโมเดล สกัดประท้วงรายวัน ปั่นเศรษฐกิจให้มั่นคง

เกาหลีโมเดล สกัดประท้วงรายวัน ปั่นเศรษฐกิจให้มั่นคง

09 มีนาคม 2553

8...ทีมข่าวต่างประเทศ

ความโกลาหลที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมประท้วงย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย

จะมาก จะน้อย จะทำให้บ้านเมืองพินาศมากแค่ไหน ล้วนขึ้นอยู่กับเป้าประสงค์ของการประท้วงในแต่ละครั้งที่ต่างกัน หากเรียกร้องผลเฉพาะกลุ่ม ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจอยู่ในวงจำกัด แต่หากเป้าหมายในระดับชาติ การชุมนุมและการเผชิญหน้าอาจบานปลาย และสุ่มเสี่ยงที่จะแปรสภาพเป็นความรุนแรงยืดเยื้อ

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแผ่นดินสยามกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “ม็อบรายวัน” อย่างเต็มตัว เดินตามรอยเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์หรืออินโดนีเซีย ไม่เท่านั้น เราอาจก้าวเข้าสู่สังคมแห่งการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงในสมรภูมิแห่งการชุมนุมประท้วง เหมือนกับที่เกิดขึ้นหลายครั้งในเกาหลีใต้และฝรั่งเศส

เมื่อวัดมวยกับเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ สถานการณ์ของไทยมีความคล้ายคลึงอยู่ไม่น้อย เนื่องจากการชุมนุมครั้งใหญ่ใน 2 ประเทศมักเกี่ยวข้องกับกระแสขับไล่ผู้นำรัฐบาล ไม่ว่าจะด้วยความไม่พอใจประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ หรือความโกรธแค้นที่ผู้นำมีพฤติกรรมฉ้อราษฎร์บังหลวง

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียไม่เคยเผชิญกับการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ถึงขนาดที่ทั้งประเทศแทบเป็นอัมพาตหรือหวุดหวิดจะนองเลือดเหมือนเมืองไทย

ที่ฟิลิปปินส์มวลชนไม่มีแรงขับเคลื่อนมากเพียงพอที่จะปลดรัฐบาล การชุมนุมแต่ละครั้งอย่างมากมีผู้ชุมนุมหลักไม่กี่พันคน ขณะที่กองทัพไม่คิดปฏิวัติ มิหนำซ้ำยังมีการจับกุมนายทหารที่สมคบคิดจะก่อการเมื่อปี 2550 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยปกป้องไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างมวลชน รัฐบาล และกองทัพ คือศาสนจักรคาทอลิกแห่งฟิลิปปินส์ ที่มีบทบาทสูงในการชี้นำมวลชน และ/หรือสนับสนุนรัฐบาล

ผลก็คือการชุมนุมประท้วงในฟิลิปปินส์มักไม่ต่อยอดไปสู่ความรุนแรง เป็นเพียงการประท้วงที่แทบไม่จำเป็นต้องอาศัยแรงของตำรวจปราบจลาจล

ที่อินโดนีเซียเคยผ่านการประท้วงใหญ่มาหลายครั้ง บางครั้งถึงกับเลือดนองแผ่นดิน แต่บัดนี้การชุมนุมประท้วงแม้จะเกิดขึ้นรายวันและประปรายไปทั่วประเทศ แต่เป้าหมายของการชุมนุมมีความแตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่ประท้วงประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน จนถึงการประท้วงการมาเยือนอินโดนีเซียของประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ

การกระจายประเด็นประท้วงจนสลายเป็นรายย่อย แม้จะรบกวนการบริหารประเทศอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับทำให้เศรษฐกิจสะดุดตัวลงอย่างสิ้นเชิง ตรงกันข้าม วันนี้เศรษฐกิจอินโดนีเซียกำลังขยายตัวอย่างคึกคัก ไม่เพียงรอดพ้นจากภาวะถดถอย แต่ยังถูกจับตาในฐานะความหวังของภูมิภาค

จะเห็นได้ว่า แม้จะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเริ่มมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากไทยที่มีการแบ่งขั้วๆ ใหญ่ และจัดตั้งเป็นกลุ่มมวลชนขนาดมหึมาอย่างชัดเจนไม่กี่กลุ่ม และมีแนวโน้มที่จะเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง

ด้วยเงื่อนไขและปัจจัยเช่นนี้ ทำให้กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดสำหรับไทยในขณะนี้ คือ เกาหลีใต้ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 802000 ซึ่งเป็นช่วงที่การชุมนุมประท้วงและเหตุปะทะรุนแรงเป็นภาพชินตาชาวโลกที่สุด

วันนี้การชุมนุมประท้วงด้วยเหตุผลต่างๆ ยังเกิดขึ้นบ่อยครั้งในเกาหลีใต้ ตั้งแต่การนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานที่มีสมาชิกราวครึ่งแสนคนเพื่อเรียกร้องสวัสดิการที่ดีขึ้น ไปจนถึงการประท้วงประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม การประท้วงในวันนี้ “อ่อนกำลัง” ลงอย่างมากหากเทียบกับเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว

คำถามสำคัญก็คือ เกาหลีใต้ใช้สูตรอะไรในการรับมือและสลายความรุนแรงจากการประท้วงที่ถือเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจ โดยที่พัฒนาการทางเศรษฐกิจกลับยังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ?

ก่อนหน้านี้เกาหลีใต้ใช้มาตรการรุนแรงจัดการกับปัญหานี้ ซึ่งการใช้มาตรการปราบจลาจลอย่างเด็ดขาดในช่วงทศวรรษที่ 80 อาจกล่าวได้ว่าเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ครั้งที่เกาหลีใต้อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 จนถึงกลางทศวรรษที่ 80 ระหว่างนั้นการชุมนุมประท้วงแม้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ภายใต้กฎอัยการศึกทำให้รัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงและเด็ดขาด ทำให้สถานการณ์ไม่บานปลายมากนัก

แต่เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือ การสังหารหมู่ผู้ประท้วงที่เมืองควังจูเมื่อปี 2523 หลังจากเหตุการณ์นั้น ความโกรธแค้นของสาธารณชนต่อรัฐบาลทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนยังผลให้ตลอดทศวรรษที่ 80 เกาหลีใต้เต็มไปด้วยจลาจลปาระเบิดเพลิงตามท้องถนน การบุกรุกเผาสถานที่ราชการ จนถึงการสังหารเจ้าหน้าที่ปราบจลาจล ขณะที่ฝ่ายรัฐใช้วิธีการ “ไม่ซื่อ” จัดการกับผู้ชุมนุมเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเข้าแทรกซึมเพื่อปั่นป่วนการชุมนุม

จะเห็นได้ว่ามาตรการป้องกันและปราบปรามของรัฐจะไร้ประโยชน์ในที่สุด และจะยิ่งเป็นการโหมเพลิงโทสะของผู้ชุมนุม หากรังแต่จะใช้ความรุนแรงกำราบความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม การใช้ความรุนแรงจัดการกับผู้ชุมนุมต้องยุติลงเมื่อมวลชนโค่นล้มรัฐบาลทหารเมื่อปี 2530 หลังจากเจ้าหน้าที่ปราบจลาจลใช้วิธีการที่มีมนุษยธรรมมากขึ้นตามกติกามารยาทของประเทศประชาธิปไตย

แต่ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ ความเบื่อหน่ายของสาธารณชนต่อการชุมนุมประท้วงที่ถี่เกินไป และมักจบลงด้วยความรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออกหรือถึงแก่ชีวิต ที่สำคัญก็คือ ในเวลาต่อมาเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจนทำให้แรงกดดันทางการเมืองค่อยๆ คลายตัวลงจากการใช้ความรุนแรง เพราะประชาชนหันมาหมกมุ่นกับการกอบโกยความมั่งคั่งเป็นหลัก

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ขณะนี้ก็คือ การชุมนุมประท้วงลดระดับความรุนแรงในเชิงการเผชิญหน้าแบบตัวต่อตัว แต่ไม่ลดระดับในเชิงเจตนารมณ์ เพียงแต่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงกลุ่มต่างๆ หันมาใช้วิธีที่กระตุ้นเร้าความสนใจของสาธารณชนมากกว่าที่จะยั่วยุเจ้าหน้าที่ปราบจลาจล

ไม่ว่าจะเป็นการแสดงพฤติกรรมประหลาดๆ อย่างถอดกางเกงล่อนจ้อน หรือกัดกินธงชาติของประเทศคู่กรณี ไปจนถึงการทำร้ายตัวเอง เช่น ตัดนิ้วประท้วง หรือทรมานสัตว์บางชนิดที่อุปโลกน์เป็นสัญลักษณ์โจมตีฝ่ายตรงข้าม

วันนี้การชุมนุมในกรุงโซลหรือที่ใดก็ตาม จึงปราศจากภาพของผู้ชุมนุมที่มาพร้อมกับไม้กระบองหรือระเบิดขวดพร้อมประจันหน้ากับทุกอย่างที่ขวางหน้า

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้เกาหลีใต้จะเผชิญกับการชุมนุม แต่ทำไมเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงจึงไม่กระทบเศรษฐกิจ?

เหตุผลสำคัญก็เพราะเกาหลีใต้มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนจากภายนอกน้อยกว่าหากเทียบกับไทย มีการวางโครงสร้างที่เน้นการส่งออกอุตสาหกรรม “ของตนเอง” แทนที่จะเป็นฐานให้กับทุนนอกเข้ามาใช้เป็นพื้นที่ส่งออกอุตสาหกรรมของประเทศนั้นๆ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดการประท้วงถึงขั้นนองเลือดเผาบ้านเผาเมือง จึงไม่ต้องกังวลมากนักหากทุนนอกจะไหลออก เพราะทุนภายในมีความเข้มแข็งมากพอที่จะพยุงเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้ได้ ทุนภายในที่ว่านี้คือกลุ่มธุรกิจขนาดมหึมา หรือ “แจบอล” ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 ไม่ว่าจะเป็น ฮุนได ซัมซุง หรือแอลจี

เหตุผลอีกส่วนหนึ่ง การประท้วงไม่กระทบเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ เพราะก่อนหน้านี้ผู้ประท้วงส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปที่มีอาชีพการงานประจำอันเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ ดังเช่นที่กำลังเกิดขึ้นกับไทยในขณะนี้ นอกจากนี้ การนัดหยุดงานประท้วงของแรงงานเกาหลีใต้ยังมีกำหนดเวลาแน่นอน ไม่ยืดเยื้อจนนักลงทุนไม่กล้าเข้ามาเสี่ยง

ท้ายที่สุดแล้ว ไทยสามารถเรียนรู้อะไรได้จาก “เกาหลีโมเดล”

แม้เงื่อนไขของทั้งสองประเทศจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยที่ปราศจากความแข็งแกร่งภายใน และยังพึ่งพิงทุนภายนอกที่เปราะบางอย่างมากกับความไร้เสถียรภาพทางการเมือง

แต่อนุสติประการหนึ่งที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ คือ การรามือด้วยกันทั้งสองฝ่ายหากไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าได้ หาไม่แล้วไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ยืดเยื้อนับทศวรรษดังที่เคยเกิดขึ้นกับเกาหลีใต้ ทั้งๆ ที่รากฐานทางเศรษฐกิจของไทยสั่นไหวได้ง่ายกว่าเกาหลีใต้

และจะต้องไม่ลืมว่าผลลัพธ์ของตาต่อตาฟันต่อฟัน

คือความวอดวายด้วยกันทุกฝ่าย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ