posttoday
สภาผู้เสื่อมเกียรติตัวถ่วงปรองดอง

สภาผู้เสื่อมเกียรติตัวถ่วงปรองดอง

26 เมษายน 2555

นับว่าเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับประเทศไทยไปแล้วสำหรับเรื่องความไร้ระเบียบวินัยของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยเฉพาะสมาชิกรัฐสภา

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

นับว่าเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับประเทศไทยไปแล้วสำหรับเรื่องความไร้ระเบียบวินัยของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยเฉพาะสมาชิกรัฐสภา ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอันทรงเกียรติ หลังจากทุกวันนี้มีพฤติกรรมสวนทางกับที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้

ทั้งนี้ ในทางกฎหมายหลายฉบับได้มีข้อบัญญัติมากมายเพื่อเป็นตัวกำกับพฤติกรรมของนักการเมืองไม่ให้ทำตัวแตกแถวหรือออกนอกลู่นอกทาง โดยเฉพาะมาตรา 123 ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมว่า “ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่าข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ถ้อยแถลงดังกล่าวเสมือนหนึ่งเป็นการให้สัญญาประชาคมต่อประชาชนของนักการเมืองว่าจะทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ขณะเดียวกัน ยังมีประมวลจริยธรรมของ สส. และ สว. เพื่อเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง และกระตุ้นเตือนให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องประพฤติปฏิบัติตามที่ได้ให้สัตย์ปฏิญาณเอาไว้

สภาผู้เสื่อมเกียรติตัวถ่วงปรองดอง

“ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญทุกประการ รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับการประชุมโดยเคร่งครัด” สาระสำคัญของประมวลจริยธรรม

ไม่เพียงเท่านี้ รัฐธรรมนูญ 2550 ยังกำหนดสภาพบังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องมีจริยธรรมด้วย โดยผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ตามติดหรือจับปูใส่กระด้งนักการเมืองไม่ให้ทำตัวล้ำเส้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญ หากนักการเมืองคนใดไม่ได้ปฏิบัติตามกรอบของจริยธรรม จะมีผลให้ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการถอดถอนตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญด้วย

ทั้งหมดเป็นลายลักษณ์อักษรที่รัฐธรรมนูญพยายามให้ผู้ทรงเกียรติพึงระลึกทำแต่ความดีและประโยชน์สาธารณะ แต่ดูเหมือนว่าในทางปฏิบัติกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น หนำซ้ำมีพฤติกรรมอันอาจเรียกได้ว่าเป็นการดูหมิ่นย่ำยีรัฐธรรมนูญและประมวลจริยธรรมแบบไม่แยแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม

พฤติกรรมยอดแย่สุดฮิตของบรรดาสมาชิกรัฐสภาคงหนีไม่พ้น “การโดดประชุม” โดยผลของความโอหังนี้ทำให้การประชุมสภาผู้แทนราษฎรต้องล่มหลายครั้ง

อย่างที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติต้องสะดุดอยู่บ่อยครั้ง เช่นกันรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพราะเคยเกิดเหตุการณ์องค์ประชุมรัฐสภาล่มขายหน้าไปทั่วโลกระหว่างการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีมาแล้ว

“การเสียบบัตรแทนกัน” เป็นอีกหนึ่งความล้มเหลวของการมีประมวลจริยธรรม และเป็นรูปธรรมของการไม่เห็นถึงความเอาใจใส่ในการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร เพราะเทียบกับพนักงานเอกชนก็มีข้อห้ามไม่ให้เสียบบัตรเข้าทำงานแทนกัน ถ้าฝ่าฝืนอาจมีโทษถึงไล่ออก แต่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ควรต้องกระทำตัวเป็นตัวอย่าง กลับไม่ให้ความสำคัญ

ในประเด็นเหล่านี้ “ชัย ชิดชอบ” ขณะดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา เคยกล่าวอย่างหัวเสียถึงความไม่เอาไหนของสมาชิกรัฐสภาว่า “ถ้าไม่มาประชุมแล้วจะเป็น สส.ทำไม เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องมาพิจารณากฎหมายและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทุกคนเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เรื่องการทำหน้าที่ในสภาเป็นเรื่องจิตสำนึกของแต่ละคน ผมคงไปบอกอะไรไม่ได้”

นอกเหนือไปจากความถดถอยของรัฐสภาจากสองพฤติกรรมนี้แล้วยังได้ผลิตซ้ำ “วิวาทะ” ระหว่างพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ในช่วงที่ทั้งสองพรรคผลัดกันเป็นรัฐบาลเข้ามาเป็นตัวรั้งการแก้ไขปัญหาประเทศผ่านกลไกนิติบัญญัติด้วย

เนื่องจากมีหลายครั้งที่ฝ่ายการเมืองพยายามใช้รัฐสภาเป็นเวทีนำเสนอทางออกของปัญหาความขัดแย้งในหลายๆ ประเด็นตามเจตนารมณ์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือปัญหาการสร้างความปรองดอง แต่สุดท้ายแทนที่ “ทุกปัญหามีทางออกแต่กลับเป็นทุกทางออกมีแต่ปัญหา”

โดยแต่ละฝ่ายมักจะกล่าวพาดพิงกันไปกันมาว่าต้นเหตุปัญหามาจากการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดของรัฐบาลพรรคการเมืองใดมากกว่าจะวิเคราะห์ปัญหามีต้นตออย่างไร เช่น ถ้าพูดถึงเรื่องปัญหาไฟใต้ฝ่ายประชาธิปัตย์มักระบุว่าเพราะรัฐบาลทักษิณ หรือถ้าพูดถึงปัญหาการปรองดองฝ่ายพรรคเพื่อไทยจะโยนไปว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์มีส่วนสำคัญต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา

ทุกปัญหาพรรคการเมืองในสภาไม่เคยส่งสัญญาณแสดงถึงการหาทางออกร่วมกัน ตรงกันข้ามกลับใช้เวทีรัฐสภาเป็นเครื่องมือหลอกด่ากันออกอากาศ เพียงแค่ต้องการเอาชนะกันในทางการเมืองเท่านั้น

ที่สุดแล้วปัญหาของประเทศจึงถูกซุกอยู่ไว้ใต้พรมเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าเมื่อฝ่ายการเมืองในฐานะผู้กุมอำนาจบริหารประเทศจะนำมาแก้ไขเป็นรูปธรรม

ความเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อระบบรัฐสภานับวันเริ่มจะทวีความรุนแรงมากขึ้นดังจะเห็นได้จากการแสดงความคิดเห็นผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ พร้อมกับตั้งคำถามว่า บรรดานักการเมืองเหล่านี้ทำงานคุ้มค่ากับภาษีของประชาชนที่ต้องเอามาจ่ายเป็นเงินเดือนเพื่อจ้างมาทะเลาะกันในสภาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ารัฐสภาจะไม่เล็งเห็นถึงสารพัดปัญหานี้ เพราะไม่ว่าใครจะมาทำหน้าที่ประมุขนิติบัญญัติได้พยายามจะสร้างกลไกให้รัฐสภาตรวจสอบกันเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่เหมาะสมซ้ำอีก

ทว่าระบบการตรวจสอบกันเองนั้นเป็นไปอย่างลูบหน้าปะจมูกไม่เคยเอาผิดหรือลงโทษใครได้ ความบกพร่องระบบนี้อยู่ที่โครงสร้างของกลไกเอง เพราะคณะกรรมการตรวจสอบก็ล้วนมาจาก สส.แต่ละพรรคการเมือง ประกอบกับธรรมชาติของนักการเมืองในสภาจะยึดถือคติว่า “ไม่ฆ่ากันเองในสภา” ทำให้กลไกเหล่านี้มีค่าเป็นแค่ “เสือกระดาษ” เท่านั้น และนับวันยิ่งเป็นตัวฉุดรั้งให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อรัฐสภาต่อไป

สำหรับทางออกของปัญหานี้เชื่อว่าสังคมอยากให้รัฐสภาเป็นพื้นที่สาธารณะของการร่วมกันแก้ปัญหา ไม่ใช่เวทีต่อปากต่อคำอย่างไม่สร้างสรรค์ เพื่อให้รัฐสภาเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างความปรองดองอย่างแท้จริง

ถ้าในสภายังปรองดองไม่ได้ฉันใด ประเทศไทยคงไม่สามารถปรองดองได้ฉันนั้น แต่จะกลายเป็นสภาผู้เสื่อมเกียรติแทน

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว