posttoday
'จีน'รุกหนักกระชับอาเซียน สัมพันธ์นี้ไม่มีวันปล่อยให้'ขม'

'จีน'รุกหนักกระชับอาเซียน สัมพันธ์นี้ไม่มีวันปล่อยให้'ขม'

23 เมษายน 2555

ข่าวความขัดแย้งระหว่างจีนและบางประเทศอาเซียนในเขตทะเลจีนใต้นั้น นับเป็นข่าวใหญ่ที่สื่อทั่วโลกให้ความสนใจเป็นพิเศษ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

[email protected]

ข่าวความขัดแย้งระหว่างจีนและบางประเทศอาเซียนในเขตทะเลจีนใต้นั้น นับเป็นข่าวใหญ่ที่สื่อทั่วโลกให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ที่อาเซียนจะลุกขึ้นมางัดข้อกับจีน ในขณะเดียวกับที่สหรัฐประกาศคัมแบ็ก กลับมาทวงอิทธิพลในถิ่นเดิมอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ด้วยการประเดิมขยายฐานทัพในฟิลิปปินส์ และยังมีการซ้อมรบทางน้ำร่วมกับเวียดนามเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

และที่ย่ำแย่ยิ่งไปกว่าก็คือ กรณีของพม่าที่หันไปสร้างทางเลือกใหม่กับประชาคมโลก แทนที่จะผูกขาดกับจีนเหมือนที่ผ่านๆ มา

ความสัมพันธ์ของอาเซียนที่เคยหวานชื่นกับจีน ในฐานะพี่ใหญ่ของกลุ่มประเทศความร่วมมือเอเชียตะวันออก จึงถูกตีความทันทีว่ากลายเป็นน้ำผึ้งขม ที่กำลังเขย่าอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้

ทว่า กรณีกับ “ไทย” นั้นดูจะแตกต่างออกไป เมื่อผู้นำระหว่างทั้งสองฝ่ายมีการเดินทางเยือนระหว่างกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ท่ามกลางการบรรลุข้อตกลงและความร่วมมือกันในหลายด้าน

จนดูราวกับว่าไทยแลนด์กำลังถูกวางตัวให้เป็นคนกลางเชื่อมสัมพันธ์จีน-อาเซียน ให้กลับมาหวานชื่นอีกครั้ง

และที่จริงแล้ว หากพิจารณาตัวเลขทางเศรษฐกิจและปัจจัยอื่นประกอบด้วย นอกเหนือไปจากข่าวคราวเรื่องทะเลจีนใต้ ก็จะพบว่าการสรุปเหมารวมว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนอาเซียน กำลังย่ำแย่หนักนั้น อาจไม่จริงเสมอไป

'จีน'รุกหนักกระชับอาเซียน สัมพันธ์นี้ไม่มีวันปล่อยให้'ขม'

รองประธานาธิบดีและว่าที่ผู้นำคนใหม่ของจีน สีจิ้นผิง เดินทางมาเยือนไทยเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ก่อนที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการบรรลุข้อตกลงและความร่วมมือระหว่างกันหลายด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค ที่คาดหวังให้มิตรเก่าแก่อย่างไทยเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างอินโดจีนกับชาติอาเซียนอื่นๆ

เหล่านี้ยังไม่นับรวมการเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ รวมถึงงานเลี้ยงต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อสานสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ อาทิ การเยือนไทยของ เจี่ยชิ่งหลิน ประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติของจีน (CPPCC) ระหว่างวันที่ 20-25 เม.ย. ซึ่งเจี่ยนั้นยังมีความสำคัญเป็นถึงผู้นำอันดับ 4 ในคณะกรรมการกลางประจำกรมการเมืองผู้ทรงอิทธิพลทั้ง 9 คน (Politburo Standing Committee) เป็นรองเพียง หูจิ่นเทา อู๋ปังกั๋ว และเวินเจียเป่า

และผู้นำจีนรายนี้ก็ได้ประกาศชัดเจนในงานเลี้ยงต้อนรับ เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ว่าจีนจะเดินหน้าเพิ่มความร่วมมือกับอาเซียนให้มากขึ้นอีก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือเอเชียตะวันออก

เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ทางการจีนได้ประกาศข้อเสนอความร่วมมือ 6 ด้าน โดยแบ่งเป็น ด้านการค้าและการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่างกัน การเงิน ความร่วมมือทางทะเล เทคโนโลยี และความร่วมมือทางด้านสังคม

โดยที่ประเทศไทยจะเป็นประเทศผู้ประสานความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียน-จีน ในปีนี้

การประสานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้จากความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนในหลายด้าน ตั้งแต่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมอาเซียน ความร่วมมือในการลาดตระเวนทางน้ำ การใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าชายแดน และความสัมพันธ์อันดีของกลุ่มธุรกิจทั้งสองประเทศ

หลังการเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรี มีรายงานว่ามีบริษัทจีน 15 ราย ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนนับแสนล้านบาท

หนังสือพิมพ์พีเพิลส์ เดลี รายงานอ้างคำกล่าวของเจี่ยว่า จีนพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยและประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เพื่อส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ รวมถึงสันติภาพ เสถียรภาพ ความเท่าเทียม ความเชื่อใจ และการได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

แม้ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้จะเริ่มสร้างความร้าวฉานหนักมาได้ระยะหนึ่ง ทว่าจากข้อมูลในปี 2554 ซึ่งเป็นปีครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียน-จีนปีที่ 20 กลับพบว่าอาเซียนและจีนมีมูลค่าการค้าทวิภาคีสูงที่สุดทุบสถิติที่เคยมีมาอยู่ที่ 3.628 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 10.8 ล้านล้านบาท) โดยที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของอาเซียน

จางเหว่ย รองประธานคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของจีน ระบุว่า การมีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียนจีนนั้น ยังคาดว่าจะช่วยให้มูลค่าการค้าทวิภาคีพุ่งไปถึงกว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 15 ล้านล้านบาท) ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ด้วย

จีนยังมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการค้าทวิภาคีกับอาเซียน ให้อาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีนภายในปี 2558 ทีเดียว

ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจนั้น ยังนับเป็นความสัมพันธ์ด้านที่แน่นแฟ้นที่สุด ในช่วงหลายปีมานี้ไปจนถึงในอนาคตอันใกล้ ท่ามกลางปัญหาหนี้สาธารณะยุโรปที่ยังจบไม่ลงด้วย

และยังนับเป็นจุดแข็งทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่อาเซียนทั้ง 10 ประเทศ อาจตระหนักได้ดียิ่งกว่าประเทศใดๆ

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ