
ปัญหาธุรกรรมการเงินลามผู้บริโภค
ทุกวันที่ 15 มี.ค. ของทุกปี ถือเป็น “วันคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคสากล” ซึ่งประเด็นปัญหาที่องค์กรผู้บริโภคทั่วโลกรณรงค์ร่วมกันในปีนี้คือ ปัญหาเรื่องการบริการด้านการเงินการธนาคาร ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นเรื่องใหญ่ที่ใครๆ ก็ให้ความสำคัญ
ทุกวันที่ 15 มี.ค. ของทุกปี ถือเป็น “วันคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคสากล” ซึ่งประเด็นปัญหาที่องค์กรผู้บริโภคทั่วโลกรณรงค์ร่วมกันในปีนี้คือ ปัญหาเรื่องการบริการด้านการเงินการธนาคาร ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นเรื่องใหญ่ที่ใครๆ ก็ให้ความสำคัญ
สำหรับประเทศไทยเราปัญหาเรื่องการเงินการธนาคาร ถือเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของผู้บริโภค โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการใช้บริการบัตรเครดิต ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นปัญหาในเรื่องของการทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรม และการคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป ยิ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝาก จะเห็นว่ามีความแตกต่างค่อนข้างมาก
นอกจากนี้ ธนาคารยังมีการคิดค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค เช่น ค่าธรรมเนียมจากทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็ม ทั้งที่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบัญชีเงินฝากอยู่แล้ว
ทั้งนี้ แนวทางการแก้ปัญหาจำเป็นต้องมีการตั้งคณะทำงานทบทวนมาตรการการกำหนดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งปัจจุบันนโยบายหรือมาตรการที่ออกมาเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการแทบทั้งสิ้น เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต ดอกเบี้ยเงินกู้เงินฝาก การเก็บค่าธรรมเนียมการโอนเงิน การฝากเงิน การเก็บเงินจากการใช้บริการตู้เอทีเอ็ม ทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระส่วนนี้โดยไม่เป็นธรรม
ภาครัฐจึงต้องหันกลับมามองสถานะความมั่นคงของเงินในกระเป๋าของประชาชนบ้าง ไม่ใช่เพียงแต่ดูแลสถานะทางการเงินของธนาคารต่างๆ เท่านั้น
ลองมาดูปัญหาเรื่องการเงินการธนาคารของประเทศอื่นๆ ว่าเขาประสบปัญหาอะไรกันบ้าง
สหรัฐอเมริกา
ปีที่แล้ว Bank of America ประกาศจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายเดือน เดือนละ 5 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 150 บาท) จากผู้ใช้บัญชีเงินฝากที่รองรับบัตรเดบิต ตั้งแต่เดือน ม.ค.ปีนี้เป็นต้นไป ผู้บริโภคกว่า 4 หมื่นคน จึงร่วมกันเขียนอีเมลถึงสภาคองเกรส ร้องขอให้มีการตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือไม่ ในที่สุดแผนการนี้ล้มเลิกไปในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา
อังกฤษ
มีเสียงเรียกร้องให้มีการแยกให้ชัดเจนระหว่างธนาคารทั่วไปกับธนาคารเพื่อการลงทุน เพราะระดับความเสี่ยงมันต่างกัน เมื่อธนาคารเพื่อการลงทุน (ซึ่งสมควรเป็นผู้เชี่ยวชาญ) เก็งกำไรผิด ตัดสินใจพลาดเอง รัฐก็สมควรปล่อยให้ล้มไปเอง ไม่ต้องนำเงินสาธารณะเข้าไปอุ้มการลงทุนส่วนบุคคล
l สถิติความอัดอั้นตันใจ
อังกฤษ เฉพาะครึ่งหลังของปี 2553 มีเรื่องร้องเรียนบริการการเงิน/ ธนาคาร กว่า 1.7 ล้านเรื่อง
อินเดีย ระหว่างปี 2552-2553 มีเรื่องร้องเรียนบริการการเงิน/ธนาคาร เกือบ 8 หมื่นเรื่อง
จีน มากกว่า 40% ของผู้ใช้บริการธนาคาร ไม่พอใจกับค่าธรรมเนียมอัตราปัจจุบัน







