
โอกาสสำเร็จเป็นศูนย์
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
ผมใช้เวลาวันหยุดสงกรานต์อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้ไปเล่นน้ำกับเขานะครับ ได้แต่ดูอยู่ห่างๆ
บ่ายวันหนึ่ง ผมขับรถผ่านสี่แยกใหญ่ใจกลางกรุงแห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงการเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์แต่ไกล มองไปข้างหน้าก็เห็นสิงห์มอเตอร์ไซค์กลุ่มใหญ่ปิดถนนและซิ่งรถแข่งกัน
ผมเหลียวมองหาตำรวจจราจรกับเจ้าหน้าที่จากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน หรือ ศปถ. แต่ก็ไร้วี่แวว
ศปถ.เป็นเจ้าของโครงการ “สงกรานต์ปลอดภัย ตายเป็นศูนย์” และกำลังอยู่ในช่วง “ปฏิบัติการแบบเข้มข้น”
ก่อนอื่นผมต้องบอกว่า ผมเห็นใจคนที่ตั้งใจทำงานทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมูลนิธิกับองค์กรการกุศลต่างๆ ที่พยายามช่วยคิด ช่วยทำ และช่วยประชาสัมพันธ์โครงการโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ขอเพียงให้คนไทยด้วยกันบาดเจ็บล้มตายเพราะความเมาและความประมาทน้อยลง
แต่ผมอยากติงภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง ศปถ. ว่าควรเสนอให้มีการกำหนดเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้และมีโอกาสทำสำเร็จ แทนที่จะเป็นเป้าหมายที่สูงเกินเอื้อม ซึ่งอาจทำให้คนทำงานหมดกำลังใจตั้งแต่ลงมือทำงานวันแรก
นอกจากนี้ เมื่อเป้าหมายไม่สมจริง ความสนใจและความใส่ใจของประชาชนก็อาจจะมีน้อยลงไปด้วย จากการที่ผมได้ติดตามดูบรรยากาศเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างกว้างๆ สังเกตว่าปีนี้คนสนใจเรื่องอุบัติเหตุสงกรานต์น้อยกว่าปีก่อนๆ และอาจจะด้วยเหตุนี้ก็ได้ที่ทำให้จำนวนคนตายเพิ่มขึ้น
เมื่อลองย้อนกลับไปดูสถิติหลายๆ ปีเป็นการเปรียบเทียบ ทุกอย่างก็สอดคล้องกับข้อสังเกตข้างต้น กล่าวคือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขคนตายเพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉลี่ยวันละประมาณ 33 คน โดยในช่วงสงกรานต์จะเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 55 คน
สงกรานต์ปีที่แล้ว การรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุค่อนข้างจะได้ผล ตัวเลขเฉลี่ยช่วง 7 วันอันตรายลดลงเหลือวันละ 39 คน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งปีเพียงประมาณ 20%
สำหรับปีนี้ ผมยังไม่มีตัวเลขสุดท้ายของ 7 วันอันตราย แต่เพียง 5 วันแรกก็ตายพอๆ กับยอดรวม 7 วันของปีที่แล้วเข้าไปแล้ว
หากบอกว่า ยอดคนตายปีที่แล้วสะท้อนความสามารถของรัฐบาลประชาธิปัตย์ และยอดคนตายปีนี้สะท้อนความสามารถของรัฐบาลเพื่อไทย ก็ต้องสรุปว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ทำงานเก่งกว่า แต่ประชาสัมพันธ์ไม่เป็น สังคมส่วนใหญ่จึงไม่ได้รับรู้ผลงานชิ้นนี้
ในขณะที่รัฐบาลนี้ผลงานไม่ใคร่ดี แต่อีกไม่กี่วันก็คงจะมีการจัดงานแจกโล่และแจกรางวัลให้กับจังหวัดที่ไม่มีคนตาย หรือตายเป็นศูนย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ลุ้นกันว่าจะมีจำนวนจังหวัดมากกว่าปีที่แล้ว จะได้อวดอ้างผลงานได้เต็มปาก แต่เข้าใจว่าตัวเลขล่าสุดจะต่ำกว่าปีที่แล้ว 12 จังหวัด
ผมอยากถือโอกาสนี้ชี้ให้เห็นว่า การพุ่งเป้าไปที่จำนวนจังหวัดที่ตายเป็นศูนย์เป็นความผิดพลาดในการบริหารจัดการ เพราะวัตถุประสงค์ที่แท้จริงควรเป็นการลดจำนวนคนตายในภาพรวมของทั้งประเทศมากกว่า
ในช่วงเทศกาลจังหวัดที่ไม่มีคนตายหรือตายน้อยมักจะเป็นจังหวัดเล็กหรือจังหวัดที่อยู่นอกเส้นทางหลักของการเดินทางของประชาชน การตั้งเป้าแบบนี้จึงเป็นการให้ความสำคัญผิดที่ จังหวัดไหนพอเริ่มมีคนตาย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็จะเลิกให้ความสนใจ และหันไปทุ่มเทให้กับจังหวัดที่เหลือแทน
ผมมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลนำไปพิจารณา สำหรับการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างเป็นระบบ ดังนี้
หนึ่ง ควรศึกษามาตรการต่างๆ ที่เคยทดลองใช้ในอดีต และนำมาตรการที่เคยใช้ได้ผลมาต่อยอด รวมทั้งอาจนำมาตรการที่ดีมาใช้ตลอดทั้งปีด้วย ไม่เฉพาะในช่วงเทศกาล
สังเกตว่าที่ผ่านมามักจะทำแบบต่างคนต่างทำ พยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งมีผลเพียงระยะสั้น ไม่ถาวร
ความพยายามในการลดอุบัติเหตุไม่ควรเป็นแค่นโยบายฉาบฉวย แต่ควรเป็นวาระแห่งชาติที่แท้จริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไม่เฉพาะ ศปถ.กับหน่วยงานอื่นในสังกัดกระทรวงมหาดไทย
สอง ผมอยากเห็นการเพิ่มบทลงโทษและการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังมากขึ้น เช่น การยึดใบขับขี่ทั้งแบบที่มีกำหนดเวลา และหากทำผิดซ้ำหลายครั้งก็อาจห้ามขับแบบถาวร หากมีการฝ่าฝืน เจ้าของรถจะต้องได้รับโทษด้วย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย หากปล่อยปละละเลยอย่างเห็นได้ชัด ก็ควรถูกลงโทษเช่นกัน
สาม ให้มีการจำกัดขนาดเครื่องยนต์ของยานพาหนะแต่ละประเภท รวมทั้งให้บริษัทผู้ผลิตล็อกความเร็วของรถตั้งแต่ก่อนออกมาจากโรงงาน
ผมทราบดีว่าเรื่องนี้จะมีแรงต่อต้านมาก แต่โปรดลองนึกภาพดูให้ดีว่า เครื่องยนต์สมัยนี้แรงมาก ความเร็วสูงสุดของยานพาหนะส่วนใหญ่ในปัจจุบันเกินความเร็วสูงสุดที่ติดประกาศบนทางหลวงและทางด่วนทุกสายเป็นอันมาก
ตีความอีกนัยหนึ่งได้ว่า เครื่องยนต์แรงๆ มีไว้เพื่อช่วยให้คนทำผิดกฎหมายเท่านั้น
รถยิ่งวิ่งได้เร็ว โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็ยิ่งสูง และอุบัติเหตุที่เกิดมีความรุนแรงยิ่งขึ้น
เรื่องสุดท้าย ผมอยากเห็นมาตรฐานความปลอดภัยของยวดยานพาหนะในบ้านเรามีความเป็นสากลยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการต่อเติมและดัดแปลงสภาพรถ ตลอดจนการทำตัวถังใหม่ครอบซากรถเก่า ซึ่งทำกันอย่างแพร่หลายโดยแทบจะไม่มีการควบคุม
รถเหล่านี้เมื่อประกอบกับการบรรทุกน้ำหนักเกินที่ทำกันเป็นประจำ พอวิ่งด้วยความเร็วสูง โอกาสที่จะเบรกไม่อยู่หรือเสียการทรงตัวก็จะมีมากขึ้น
หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงคือกรมการขนส่งทางบก ซึ่งแทบจะไม่มีใครกล่าวถึงในการพยายามลดอุบัติเหตุ ทั้งๆ ที่กฎระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับยานพาหนะเกือบทั้งหมดมาจากหน่วยงานนี้







