
นักวิชาการจุฬาฯปลุกพลังเงียบต้านความรุนแรง
นักวิชาการจุฬาฯปลุกพลังเงียบร่วมกันปฏิเสธความรุนแรงหลังมีประสบการณ์เมษาทมิฬ
นักวิชาการจุฬาฯปลุกพลังเงียบร่วมกันปฏิเสธความรุนแรงหลังมีประสบการณ์เมษาทมิฬ
รศ.สุริชัย หวันแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาคสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากวัดจากประสบการณ์ครั้งที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯที่ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองตอนเหตุการณ์เดือนเม.ย.ปีที่แล้วนั้น ตอนนั้นเป็นเพราะตัวเองถูกกระทำ ในลักษณะจะถูกเผาบ้านเผาเรือน เป็นคนที่เดือดร้อนโดยตรงจากเหตุการณ์นั้น โดยตอนที่ยังไม่เกิดเหตุการณ์ก็ไม่มีใครแสดงท่าทีปฏิเสธความรุนแรง ทั้งที่ควรลุกขึ้นก่อนเกิดเหตุการณ์ใช่หรือไม่ ตรงนี้กลายเป็นคำถามว่าแท้ที่จริงแล้ว คำว่า “พลังเงียบ”ยังมีอยู่หรือไม่
อย่างไรก็ตามเท่าที่ประมวลสถานการณ์ตอนนี้เริ่มมีกลุ่มที่ไม่อยากเห็นความรุนแรงออกมาพูดบ้างแล้ว เช่น กลุ่มธุรกิจต่างๆ จนทำให้กลุ่มที่มีแนวโน้มว่าจะทำความรุนแรง รีบออกมาแถลงว่า จะไม่มีการก่อเหตุความรุนแรง ถ้าทำถือว่าเป็นฝีมือกลุ่มอื่น แต่ถือว่ายังน้อยมาก ดังนั้น หากจะให้พลังเงียบมีมากกว่านี้ คิดว่า สื่อมีบทบาทสำคัญที่ต้องเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็น กลุ่มคนทำงาน นักท่องเที่ยว เชื่อว่าหากมีการเปิดพื้นที่กันอย่างจริงจังจะทำให้คนเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นมากขึ้น อย่างไรก็ตามส่วนตัวเห็นว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นจะผ่านไปได้ ไม่เกิดกลียุค แต่ก็จะประมาทไม่ได้
ด้าน นายเวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาฯ กล่าวว่า เหตุที่คนเมืองหลวงยังไม่ออกมามีท่าที่ในขณะนี้ เป็นเพราะคนกรุงเทพฯมีไม่แน่นอนและเอนเอียงไปตามสื่อกระแสหลัก ซึ่งในขณะนี้สื่อกำลังมองว่าฝ่ายรัฐบาลกำลังได้เปรียบ ทำให้คนกรุงเทพฯรู้สึกไว้วางใจว่าไม่น่าจะเกิดความรุนแรงเพราะรัฐบาลกำลังได้เปรียบ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาจจะมีการตั้งข้อสังเกตว่า ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นมาจากคนที่มาชุมนุมหรือมาจากฝ่ายที่ต้องการสร้างสถานการณ์รุนแรง และเหมือนว่าขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายโหมกระแสว่าจะเกิดความรุนแรงมากกว่า รวมถึงการปล่อยข่าวต่างๆ เช่น การกักตุน สินค้า นำมันฯ รัฐบาลตั้งใจทำให้ภาพการชุมนุมน่ากลัวเกินไปหรือไม่ ทั้งนี้ส่วนตัวเชื่อว่าผู้ชุมนุมไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงเพราะมีประสบการณ์และถูกปราบจนเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดมาแล้ว จะชุมนุมแล้วทำให้เกิดความรุนแรงเพื่อให้คนเกลียดทำไม
อย่างไรก็ตามยังมีข้อถกเถียงว่าเหตุการณ์ในเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว ที่มีการรุกขึ้นมาปกป้องตัวเองนั้นเป็นชุมชนจริงๆหรือเปล่า หรือเป็นการจัดตั้ง โดยเฉพาะที่ ถนนเพชรบุรี ซอย 7 ดังนั้น ต้องจับตาดูว่าอีกด้านหนึ่งของคำว่า “พลังเงียบ” ในตอนนี้ว่าจะเป็นกลุ่มอีกกลุ่มที่ต้องการใช้ความรุนแรง และมีการสะสมอาวุธ โดยไม่ได้อยู่ทั้ง 2 ฝ่ายหรือไม่ จนทำให้สถานการณ์มันเงียบอยู่แบบนี้ ดังนั้น พลังเงียบที่น่าจับตามองจริงๆเป็นพลังเงียบที่ตั้งใจก่อความรุนแรงมากกว่า เพราะเหมือนกับว่ารัฐบาลมีการกระพือสถานการณ์ว่าจะเกิดความรุนแรง เหมือนปูพื้นสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงไว้แล้ว รัฐบาลต้องดูแลตรงนี้อย่างใกล้ชิด







