
แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (2)
โดย...วุฒิสาร ตันไชย
โดย...วุฒิสาร ตันไชย
วันนี้!! ความปรองดองยังไม่เกิดขึ้น เพราะยังไม่มีฝ่ายใดที่ยอมลดถอยจุดยืน และที่สำคัญยังไม่มีการสร้างภาพอนาคตของประเทศ ซึ่งต้องเป็นภาพอนาคตร่วม อันเป็นการบอกว่าประเทศจะไปในทิศทางใด ดังนั้น นอกเหนือจากข้อเสนอระยะสั้นทั้ง 4 ประเด็นที่ได้กล่าวมาแล้ว จะต้องเร่งดำเนินการใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
การสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย : อันเป็นการแก้ปัญหาในเชิงความเข้าใจในกระบวนการกล่อมเกลาทางการเมืองว่าความเห็นที่แตกต่างกันนั้น สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมโดยปราศจากความรุนแรง และจะต้องเปลี่ยนทัศนะต่อคำว่าประชาธิปไตยว่ามิได้หมายถึงเพียงเสียงข้างมากเท่านั้น แต่ต้องมีคุณภาพและคุณธรรมไปพร้อมกัน ซึ่งการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยต้องเริ่มทำทันทีเพื่ออนาคต
การวางรากฐานของประเทศเพื่อความเป็นธรรม : ปัญหาอันเป็นรากที่สั่งสมและเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องความแตกต่างในสถานะ ความเหลื่อมล้ำสังคม เศรษฐกิจ ปัญหาการเข้าถึงการบริการของรัฐ และการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไข เพราะเป็นการวางรากฐานของสังคมในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความปรองดองโดยต้องเริ่มจากการนำสังคมไทยกลับคืนสู่สภาวะปกติ และต้องร่วมกันสร้างภาพอนาคต
การสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดองเป็นเรื่องสำคัญ และตัวเร่งสำคัญของความรุนแรงมีหลายส่วน ดังนั้น จะต้องร่วมกันในการไม่ปล่อยให้ตัวเร่งสำคัญเหล่านี้ “หมุน” เพราะหากไม่หยุดหมุน “เกลียวแห่งความขัดแย้ง” ก็จะแน่นและความขัดแย้งในสังคมไทยก็จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดอง ดังนี้ :
รัฐบาลต้องมีเจตจำนงที่ชัดเจนทางการเมืองว่า ต้องการให้เกิดความปรองดองในชาติ
รัฐบาลต้องสร้างให้สังคมตระหนักร่วมกันว่า “เรา” ต้องการความปรองดองของชาติ โดยต้องชี้ให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่สั่งสมมา และต้องฉายให้เห็นภาพในอนาคตร่วมกัน
รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการเยียวยาแก่บุคคล หรือกลุ่มบุคคลผู้สูญเสีย ทั้งที่เป็นผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ของรัฐ และภาคเอกชนที่ได้รับความเสียหาย โดยในการเยียวยาต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรม และนอกเหนือจากการเยียวยาด้วยตัวเงินแล้ว จะต้องมีการเยียวยาทางสังคม ความรู้สึก และคุณภาพชีวิต
ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้อง “หยุด” การกระทำที่ทำให้สังคมรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม รู้สึกว่าสังคมไม่มีนิติธรรม และที่สำคัญกระบวนการอันเป็นการกดดัน เรียกร้องด้วยวีธีการอันผิดกฎหมายทั้งหมดต้องยุติ เพื่อให้เห็นว่าสังคมอยู่ได้ด้วยการเคารพในกติกาเดียวกัน (ไม่ได้หมายรวมถึงการกดดันหรือการเรียกร้องตามสิทธิ ซึ่งสามารถดำเนินการได้)
ทุกฝ่ายต้องหยุด หรือลดความพยายามที่จะกระทำและกลไกต่างๆ อันเป็นสิ่งที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อไม่ให้เกิดตัวเร่งในบรรยากาศที่ไม่วางใจซึ่งกันและกัน
สื่อมวลชนต้องมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมกระบวนการปรองดองแห่งชาติ และต้องช่วยคลายบรรยากาศแห่งความหวาดระแวงในสังคมด้วยการนำเสนอความคิดเห็นทางการเมืองจากฝ่ายต่างๆ อย่างรอบด้านและเป็นกลาง
สังคมต้องเลิกความคิดที่จะเอาผิดกับผู้ทำรัฐประหารที่ผ่านมา หรือคนที่ทำผิดในในอดีตเพราะเป็นการรื้อฟื้นความคิดที่ไม่ตรงกัน
ดังกล่าวแล้วข้างต้นนั้น “ตัวเร่ง” ในสังคมต้องหยุดการกระทำให้อันสิ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงและความแตกแยก ขณะเดียวกันต้องทำหน้าที่ “สมาน” ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเพื่อสร้างความปรองดองแห่งชาติจะประสบผลสำเร็จได้ต้องอาศัยปัจจัยแห่งความสำเร็จหลายประการประกอบกัน ทั้งการดำเนินการหาข้อยุติผ่านกระบวนการเจรจาหารือ สนทนาหารือในทุกระดับ เพื่อหาจุดสมดุลในสังคม กระบวนการสร้างความปรองดองแห่งชาติต้องทำอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่น และต้องมีกลไกมารองรับแนวทางในการสร้างการปรองดอง และต้องชี้ให้สังคมเห็นถึงความจำเป็น และเห็นอนาคตร่วมกัน ซึ่งในกระบวนการหาข้อยุติดังกล่าวต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนเป็นระบบ และต้องทำทุกเรื่อง รวมทั้งการให้อภัยแก่การกระทำที่เกี่ยวข้อง การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และการกำหนดกติกาการเมืองร่วมกัน ซึ่งการกระทำเหล่านี้ต้องกระทำไปพร้อมกัน
การที่กระบวนการสร้างความปรองดองในชาติจะบรรลุเป้าหมายได้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องก้าวข้ามไปให้ไกลกว่าการถกเถียงกันเพียงแต่ในข้อกฎหมาย กล่าวคือ ต้องพิจารณาให้กว้างและลึกถึงเหตุแห่งความขัดแย้ง คำนึงถึงมิติความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคม รวมถึงการมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาและสร้างความปรองดองที่ทุกฝ่ายในสังคมให้การยอมรับ ภายใต้บรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตยที่ทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่ามีบทบาทและพื้นที่ในการเสวนาถกเถียงถึงภาพอนาคตของประเทศ อันเป็นเสมือนหลักหมุดปลายทางที่ทุกฝ่ายจะร่วมเดินทางไปภายใต้กติกาที่สังคมเห็นพ้องต้องกัน
วันนี้... ยังไม่มีบรรยากาศแห่งความปรองดอง ฉะนั้น การจะก้าวไปสู่ “ความปรองดองแห่งชาติ” จึงต้องเริ่มจากการสร้างบรรยากาศร่วมกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนทุกฝ่าย







