
วางระบบ-ทบทวน
เหตุแผ่นดินไหวเมื่อบ่ายวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติให้รัดกุมมากกว่านี้ และรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องพัฒนาระดับความสามารถในการบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤตให้ปรากฏเป็นรูปธรรมมากกว่านี้
เหตุแผ่นดินไหวเมื่อบ่ายวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติให้รัดกุมมากกว่านี้ และรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องพัฒนาระดับความสามารถในการบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤตให้ปรากฏเป็นรูปธรรมมากกว่านี้
เมื่อปี 2547 ไทยประสบกับภัยสึนามิเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และมีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 5,000 คน ครั้งนั้นเราไม่มีประสบการณ์ในการจัดการภัยพิบัติประเภทนี้แม้แต่น้อย แต่ก็ได้พยายามปรับปรุงเครื่องไม้เครื่องมือและสร้างระบบเตือนภัย ตลอดจนฝึกซ้อมให้ประชาชนได้เข้าใจถึงแนวปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุ แต่เมื่อเกิดขึ้นอีกในหนนี้ ปรากฏว่า ความรู้ ความเข้าใจของคนและแนวปฏิบัติหลายอย่างยังมีปัญหา อาทิ เมื่อเกิดเหตุผู้อยู่ในตึกสูงกลางเมืองจำนวนมากกลับใช้ลิฟต์เป็นช่องทางออกจากตึก หรือออกจากตึกแล้ว ยังมายืนอยู่ใกล้ตึกสูงซึ่งเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากกระจกแตกใส่ ฯลฯ
ที่สำคัญที่สุด ระบบการสื่อสารกลับไม่ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น สาเหตุสำคัญของเรื่องนี้เกิดจากผู้รับผิดชอบและฝ่ายบริหารไม่ตัดสินใจเปลี่ยนการถ่ายทอดสดเข้ามาสู่การรายงานสถานการณ์
โชคดีที่คราวนี้ธรรมชาติยังปรานี ลักษณะการเกิดแผนดินไหวไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงตามมา ไม่เช่นนั้นชีวิตผู้คนจำนวนมากต้องตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะการที่ต่างได้รับข้อมูลเบื้องต้นแล้วว่า เกิดเหตุขึ้น แต่ยังไม่รู้ข้อมูลที่ชัดเจน ย่อมนำไปสู่การสื่อสารที่สับสน ดังที่ปรากฏว่า ระบบสื่อสารทางโทรศัพท์ถึงกับล่มไปชั่วขณะ
ในช่วงเกิดมหาอุทกภัยเมื่อปีที่แล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีบางคนเคยโอดครวญว่า รัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารงานไม่มีประสบการณ์รับมือเรื่องเช่นนี้มาก่อน แต่หนนี้ไม่น่าจะผิดพลาดซ้ำอีก
เป็นที่ชัดแจ้งแล้วว่า ในยุคสมัยนี้ประเทศอยู่ท่ามกลางภัยพิบัติทั้งที่เป็นภัยธรรมชาติในสารพัดรูปแบบและภัยร้ายใหม่ๆ รัฐบาลต้องเตรียมแผนและมีการบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤตอย่างมืออาชีพ ไม่เช่นนั้นประเทศชาติจะเสียหายสุดคณานับ และประชาชนจะล้มตายจำนวนมาก ดังที่เกิดมาแล้วในเหตุอุทกภัยเมื่อปี 2554
ข้อมูลทางวิชาการใหม่ๆ ก็บ่งชี้แล้วว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงในเรื่องภัยแผ่นดินไหวและสึนามิมากกว่าที่คาด เพราะอาจจะเกิดปัญหาในแถบตะวันตกด้านหมู่เกาะนิโคบาร์ และจะว่าไปภัยพิบัติที่เกิดในระยะหลังก็ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ที่คุ้นเคย เช่น ภัยแล้งหรืออุทกภัยต่อไป
ควรที่รัฐบาลจะประเมินสถานการณ์ด้านภัยพิบัติใหม่ วางระบบและจัดสรรงบประมาณให้ถูกที่ถูกจุด รวมทั้งประเมินศักยภาพในการบริหารจัดการในยามวิกฤตใหม่ ในเบื้องต้นควรจะมีการชี้แจงให้สาธารณชนทราบถึงเหตุผลของการตัดสินใจที่ผ่านมา เพื่อที่มิให้เกิดความเข้าใจผิด
เรื่องนี้มิใช่ขยะที่กวาดซุกไว้ใต้พรมได้ เพราะมีชีวิตของประชาชนเป็นเดิมพัน







