
จีนเร่งปรับกลยุทธ์ดันเศรษฐกิจโต สู้อสังหาฯรับมือประชากรแก่
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
แม้บรรดานักลงทุนจะเริ่มเบาใจตลอดจนมั่นใจได้แล้วว่า เศรษฐกิจของจีนจะสามารถหนีจากภาวะเศรษฐกิจดิ่งลงอย่างรุนแรง (ฮาร์ดแลนดิง) มาเป็นการชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (ซอฟต์แลนดิง) หลังจากที่ดุลการค้าของจีนในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา กลับมาเกินดุลอีกครั้งที่ 5,350 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.61 แสนล้านบาท) ขณะที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้น 8.4% โดยยอดการส่งออกที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการสินค้าภายในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียนเป็นสำคัญ
แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐ ศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่า สัญญาณดังกล่าวอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะวางใจว่าเศรษฐกิจของจีนจะเดินหน้าเติบโตได้อย่างมั่นคงแข็งแกร่งอีกครั้งภายในปี 2555 นี้
ล่าสุด ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ตอกย้ำความกังขาดังกล่าวด้วยการออกมาลดการคาดการณ์การเติบโตของจีนในปีนี้ลงจากเดิมที่คาดไว้ 8.4% ในเดือน ม.ค. เหลือ 8.2% ในเดือน เม.ย. อันเป็นผลจากปัจจัยภายนอกอย่างสหรัฐและยุโรป ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของจีนยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ และปัจจัยภายในที่รัฐบาลจีนมีแนวโน้มจะคุมเข้มนโยบายทางการเงินอีกครั้ง หลังจากที่ตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน มี.ค.พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 3.6% จากเดิมในเดือน ก.พ. ซึ่งอยู่ที่ 3.2% อันเป็นผลมาจากการที่รัฐเลิกควบคุมราคาสินค้าและบริการและหันกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ตัวเลขการจ้างงานที่น่าผิดหวังของสหรัฐในเดือน มี.ค. ซึ่งมีแค่เพียง 1.2 แสนตำแหน่ง ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มวิตกกังวลต่อปริมาณความต้องการสินค้าในตลาดของผู้บริโภค ซึ่งเป็นพื้นฐานและเป็นความหวังสำคัญในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของสหรัฐ และแน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าจากจีน
สหรัฐและจีน ถือเป็นพันธมิตรคู่ค้ารายใหญ่ของกันและกัน โดยสหรัฐเป็นตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญของจีน เช่นเดียวกับจีนที่เป็นตลาดส่งออกหลัก โดยเฉพาะสินค้าจำพวกอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมของสหรัฐ ดังนั้นความต้องการที่ลดน้อยลงย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนที่ยังคงพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักไม่ได้
เช่นเดียวกับภูมิภาคยุโรปที่ถือเป็นตลาดส่งออกสินค้าใหญ่อันดับที่ 2 ของจีน ที่ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป ซึ่งกำลังเผชิญหน้าอยู่มีแต่ทรงกับทรุด ส่งผลให้ความต้องการสินค้าในตลาดดังกล่าวจากจีนลดน้อยลง แม้ว่าจะมีราคาถูกแค่ไหนก็ตาม
อาร์โด แฮนส์สัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลกประจำกรุงปักกิ่ง กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่เสี่ยงต่ออันตรายรอบด้านเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จีนจะผงาดโดดเด่นราวกับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยได้
แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจประจำเดือน มี.ค.ของจีนออกมา แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งก็คาดการณ์ไว้ว่าตัวเลขเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) และตัวเลขผลผลิตโรงงานอุตสาหกรรมน่าจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาจากเดือน ก.พ.
ขณะที่ปัจจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคิดเป็น 54% ของจีดีพีจีน ซึ่งชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2555 จาก 23.8% ในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 21.5% ในเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่สิ้นปี 2545 แต่ เฉินเจี่ยนกวง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียจากมิซูโฮ ซีเคียวริตี เอเชีย ในฮ่องกง ระบุว่า สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังไม่เกิดขึ้น โดยตลาดมีสิทธิได้เห็นตัวเลขการลงทุนในตลาดอสังหาฯ จีนลดลงอีกอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้
สำหรับปัจจัยกระทบการเติบโตของจีนในปีนี้ประการสุดท้ายก็คือ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งชี้ชัดว่าประชากรในวัยทำงานจะลดลง ขณะที่คนสูงอายุจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้จีดีพีของจีนในระยะยาวมีการขยายตัวลดลงตามไปด้วย โดยเวิลด์แบงก์ ระบุว่า การเติบโตของจีนในช่วงปี 25542558 จะอยู่ที่ 8.5% และจะเหลือเพียง 5% ภายในปี 2573
อุปสรรคขัดขวางการเติบโตของจีนข้างต้น ทั้งสภาพแวดล้อมที่ยังไม่ปลอดภัย ทั้งตลาดอสังหาฯ ที่ยังไม่ดีขึ้น ตลอดจนปัญหาจีดีพีจากโครงสร้างประชากร ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักพร้อมใจกันออกมาเตือนว่าจีนจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์อย่างจริงจัง โดยหลักสำคัญอยู่ที่ความยืดหยุ่น พิจารณาข้อมูลแบบเดือนต่อเดือน และพร้อมลงมือทำได้ทันที
เรียกได้ว่า ต้องรับมือกับสถานการณ์ได้รวดเร็ว พลิกแพลงได้ และทำได้โดยไม่ต้องรออนุมัติหรือการตัดสินใจใดๆ จากภาครัฐ
ทั้งนี้ แม้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าของจีนจะออกมาประกาศชัดเจนหนักแน่นว่า จีนพร้อมจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น น้ำ ไฟ ถนน พร้อมหามาตรการส่วนลดทางภาษีให้กับบรรดาผู้ประกอบการส่งออกเพื่อชดเชยปริมาณความต้องการที่ลดลง และพร้อมรักษาสภาพคล่องให้มีเงินหมุนเวียนในตลาดด้วยการลดปริมาณเงินทุนสำรองของธนาคารควบคู่ไปกับการลดอัตราดอกเบี้ย
แต่ แฮนส์สัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลกประจำกรุงปักกิ่ง ติงว่า บางมาตรการที่จีนหมายมั่นจะใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็มีข้อจำกัด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบให้เกิดผลที่ไม่พึงประสงค์เอาได้
ตัวอย่างเช่น การลดอัตราดอกเบี้ยที่แฮนส์สัน แนะว่าจีนควรนำมาใช้ในฐานะตัวเลือกสุดท้าย เพราะจะกลายเป็นการบ่มเพาะเงินเฟ้อจนกลายเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจจีนในภายหลังได้ง่ายๆ
ทั้งหมดทั้งมวลจึงกลายเป็นปัจจัยเร่งรัดสำคัญที่นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดการณ์กันว่า โลกน่าจะได้เห็นจีนมีการปรับเปลี่ยนนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ในเร็ววันนี้แน่นอน อย่างน้อยก็เพื่อให้เศรษฐกิจมีการเติบโตต่อไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ ก็ตาม
ทั้งนี้ ในฐานะที่อาเซียนคือคู่ค้าทางเศรษฐกิจลำดับที่ 3 ของยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย และเริ่มมีการส่งออกไปยังจีนมากขึ้น อันเป็นผลมาจากนโยบาย “ภาษีเป็นศูนย์” สำหรับสินค้า 91.5% จาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน การเปลี่ยนแปลงใดๆ ของจีนจึงส่งผลกระทบต่ออาเซียนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน
และอาจถึงเวลาแล้ว ที่อาเซียนจำต้องเตรียมตัวเตรียมใจตั้งรับการปรับกลยุทธ์ครั้งใหม่ของจีน ควบคู่ไปกับการรับมือปัญหาจากสหรัฐและยุโรป
อย่างน้อยก็เพื่อช่วยไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในการที่จะต้องมาเจ็บตัวกับวิกฤตอีกระลอก







