posttoday
นโยบายกินแห้วจุดเสื่อมรัฐบาลปู

นโยบายกินแห้วจุดเสื่อมรัฐบาลปู

12 เมษายน 2555

เสียงอื้ออึงตามมาโดยพลัน หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ปรับฐานเงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท

โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว

เสียงอื้ออึงตามมาโดยพลัน หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ปรับฐานเงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ในปี 2557 นี่ไม่ใช่แค่ตอกย้ำนโยบายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ตรงตามสัญญาที่หาเสียง แต่ยังเขย่าอารมณ์ประชาชนไม่มั่นใจการดำเนินนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาลจะเข้าอีหรอบ “คิดง่ายแต่ปฏิบัติยาก”

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งพรรคเพื่อไทยหาเสียง นอกจากหยิบนโยบายประชานิยมยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มาสานต่อ พรรคเพื่อไทยยังเน้นจุดขายขึ้นป้ายชูแคมเปญสัญญาจะให้ประชาชนทุกกลุ่มถ้วนหน้า ทั้งปลดหนี้ลดค่าครองชีพขึ้นค่าจ้างปรับเงินเดือนข้าราชการ เอกชน ฯลฯ

จะโหมโฆษณาด้วยลีลาแหวกแนวขนาดไหน แต่สุดท้ายปรากฏหลักฐานบันทึกไว้นั่นคือ การแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา ระบุ “หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก “กำหนดไว้ข้อ 1.8.2 ดำเนินการให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า 300 บาท และผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า 1.5 หมื่นบาท”

กล่าวสำหรับการขึ้นเงินเดือนข้าราชการแรกเข้าระดับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท มีความพยายามนำเสนอ ครม.ตั้งแต่ปลายปี 2554 แต่มีหน่วยงานการเงินการคลังท้วงติงหลายระลอก สอดคล้องตรงกันขึ้นเงินเดือนแบบก้าวกระโดดย่อมสะเทือนทั้งระบบ ทั้งภาคธุรกิจเอกชนรับพนักงานปริญญาตรียังปรับตัวไม่ทัน มีผลต่อค่าครองชีพจะขยับ

แต่เหนืออื่นใดเหตุผลสำคัญส่งสัญญาณเตือนขืนเดินหน้าขึ้นเงินเดือนตามแบบฉบับเร่งด่วนย่อมกระทบภาระงบประมาณประเทศ ในขณะที่กำลังต้องใช้งบประมาณไปฟื้นฟูปัญหาทางเศรษฐกิจและแก้ปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ พูดง่ายๆ ระวัง “ถังเงินประเทศใกล้แตกต้องประหยัด” ในที่สุดวิธีการขึ้นเงินเดือนจึงต้องสรรหาแนวทางใหม่ ด้วยวิธีปรับเพิ่มรายได้แบบว่าใครมีอัตราเงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท ครม.เพิ่มค่าครองชีพโปะเข้าไปให้ครบ 1.5 หมื่นบาท

นโยบายกินแห้วจุดเสื่อมรัฐบาลปู

 

ถือเป็นเทคนิคหลบเลี่ยงปรับฐานเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท

เหตุผลออกลูกนี้ เพราะเป็นช่วงปีแรกของการบริหารประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากทุกฝ่ายจับตาดูการทำงานรัฐบาลจะคลอดนโยบายต่างๆ ออกมาตามที่สัญญาหาเสียงได้หรือไม่ ประกอบกับสถานการณ์ค่าครองชีพที่กำลังปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องหาวิธีแก้ปัญหาเพิ่มค่าครองชีพให้ข้าราชการ อย่างน้อยสร้างความมั่นใจทำได้แล้วในเบื้องต้น ด้วยการเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ข้าราชการ เพียงแต่วิธีนี้ไม่ใช่เป็นภาพระยะยาว เพราะการโปะรายได้จะบอกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ หากเปลี่ยนรัฐบาลก็ออกมติ ครม.ยกเลิกได้

ในเมื่อไม่ใช่การปรับฐานเงินเดือน แต่เป็นการเพิ่มรายได้ให้ครบ 1.5 หมื่นบาทเท่านั้น ทำให้รัฐบาลต้องแก้กับดักหาเสียงของตัวเองต่อ ทว่าการปรับฐานเงินเดือนมีความเห็นจากสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ ส่งสัญญาณว่า ถ้าคิดจะปรับฐานเงินเดือนทั้งระบบ 1.5 หมื่นบาท มีปัญหาสะเทือนการเงินการคลังประเทศ ในที่สุด ครม. 10 เม.ย. จำต้องเคาะสูตรปรับฐานเงินเดือนแบบสองขยัก ขยักแรก ปรับให้ 1.3 หมื่นบาท มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 2556 ขยักสอง ปรับฐานครบ 1.5 หมื่นบาท มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 2557

สรุปนโยบายขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการแรกบรรจุระดับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทในปีแรก อาจเป็นจริง แต่เป็นจริงในแง่โปะเงินให้มีรายได้ครบ 1.5 หมื่นบาท แต่ถ้าบอกว่าเป็นการปรับฐานเงินเดือนให้ได้ 1.5 หมื่นบาทในปีแรก ก็บอกได้อีกเช่นกันว่า ทำไม่สำเร็จ เพราะมติ ครม. 10 เม.ย. บอกชัด กว่าฐานเงินเดือนแตะ 1.5 หมื่นบาท ต้องรอไปถึงปี 2557 หรือพูดตามประสาชาวบ้าน “อย่างนี้ผิดสัญญา”

ถึงแม้จะบอกว่า ทำได้แล้ว 1.5 หมื่นบาท แต่ในแง่ผลกระทบตามมามีความแตกต่างกัน ผลพวงจากการโหมโฆษณาขึ้นเงินเดือนข้าราชการในปีแรก และมีการกำหนดวัน ว. เวลา น. ไว้ 1 ม.ค. 2554 ส่งผลให้มีการปรับตัวของราคาอุปโภคบริโภคไปล่วงหน้า ขณะเดียวกันเมื่อไปกำหนดฐานเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท มีผลในปี 2557 เกิดคำถามมั่นใจได้อย่างไรว่า การขยับตัวทั้งราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าครองชีพ จะไม่สูงกว่านี้ไปอีก ฐานเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท อีกสองปีข้างหน้าจะสามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ข้าราชการดีขึ้นจริงหรือ เมื่อปัจจัยแวดล้อมปรับตัวเร็วและต่อเนื่อง

นี่ไม่ใช่นโยบายแรกและนโยบายเดียวที่ออกไปทำนองพลิ้วไหว

กรณีของนโยบายการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมีการขึ้นป้ายกำหนดอัตรา 300 บาททั่วประเทศ แต่เคาะออกมารอบสุดท้ายให้ปรับขึ้นค่าจ้างแค่ 7 จังหวัด ด้วยการอ้างว่าเป็นการนำร่อง หรือกรณีประกาศต่อมหาประชาชนในชามยักษ์สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อได้เป็นรัฐบาลจะกระชากค่าครองชีพประชาชน ด้วยการยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ผ่านมา 8 เดือน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำไม่ได้ กลับกลายเป็นการพลิกพลิ้ว แค่ลดราคาในระยะแรก ก่อนหันกลับมาจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันตามเคย มิพักกล่าวถึงสัญญา การกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคาเดียวที่ 20 บาทตลอดสาย จนถึงวันนี้ไม่มีวี่แววนโยบายนี้ นอกจากคำชี้แจงจากกระทรวงคมนาคมต้องสร้างให้ครบ 10 สายก่อน จึงใช้นโยบายนี้ได้

ลงไปถึงการหาเสียงเอาใจผู้ปกครอง เด็กนักเรียน ด้วยการแจกแท็บเล็ตเด็กนักเรียนประถมศึกษายืนยันให้ทันใช้ในปีการศึกษา 2555 หรือทันเปิดเทอมวันที่ 23 พ.ค.นี้ ก็ปรากฏการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปมา แม้แต่การลงนามเซ็นเอ็มโอยูเกิดความคลุมเครือใครจะเซ็นจะผิดกฎหมายระเบียบสำนักนายกฯ เกี่ยวกับการจัดซื้อหรือไม่ ในที่สุดโยนให้ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ลงนาม กระทบถึงคำมั่นต้องแจกแท็บเล็ตทันเปิดเทอมหรือไม่ ล่าสุด น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที แถลงอาจทันเปิดเทอม แต่เป็นเดือน มิ.ย. ตอกย้ำอีกเช่นเคยถึงความพลิ้วไหวทางนโยบาย

สารพัดนโยบายเร่งด่วนในปีแรก หากนำมาเทียบเคียงนโยบายเร่งด่วนทางการเมือง กลับมีผลสัมฤทธิ์ตรงเป้าหมายตามการออกแบบของพรรคเพื่อไทย ตามการวางปฏิทินครบทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในการประชุมสภาสมัยนี้ หรือแผนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมมีขั้นตอนไปด้วยความรวดเร็ว จากการประชุมสภารับรองรายงาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน ปรากฏว่าถูกส่งผ่านเข้า ครม.มีมติเมื่อวันที่ 10 เม.ย. สดๆ ร้อนๆ รับทราบรายงานเพื่อดำเนินการขั้นต่อไป

เมื่อภาพความแตกต่างระหว่างนโยบายเพื่อปากท้อง พลิ้วไหวส่อกินแห้ว ไม่เป็นไปตามที่หาเสียง ประชาชนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า ขณะที่นโยบายทางการเมืองโดดเด่นชัดแจ้งล็อกเป้าตามเสียงวิจารณ์เอื้อประโยชน์ให้คนคนเดียว

ยิ่งจะเป็นจุดอ่อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตกอยู่ในสภาพเสื่อมอย่างรวดเร็ว

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก