
การคุ้มครองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระหว่างประเทศ
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ฉบับที่แล้วได้ยกตัวอย่างเป็นเชิงคำถามไป ท่านผู้อ่านคงจะเห็นภาพได้ว่า ถ้าเกิดปัญหาขึ้นก็คงจะยุ่งเหยิงแน่ ยิ่งประเทศสมาชิกอาเซียนเมื่อรวมกันเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว ทำท่าจะไม่มีพรมแดนเป็นเครื่องขวางกั้น แต่ประเทศต่างๆ ยังมีกฎหมายในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาค่อนข้างน้อย แถมความตกลงระหว่างกันที่จะใช้เป็นกฎระเบียบระหว่างประเทศก็ไม่มีอีก แผนที่นำทางหรือ Road Map สำหรับ 10 ปีข้างหน้าส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องการอ้างอิงความตกลงต่างๆ ภายใต้องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO : World Intellectual Property Organization) ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะหากสมาชิกอาเซียนเข้าเป็นสมาชิก ความตกลงเหล่านั้นก็ต้องปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศให้สามารถรองรับและปฏิบัติตามความตกลงเหล่านั้นให้ได้ในที่สุด พูดง่ายๆ ว่าถ้ายึดถือและเข้าเป็นสมาชิกความตกลงเหล่านั้นก็จะถูกบีบให้เข้ารูปเข้ารอยไปเอง
ดังนั้น ณ ขณะนี้หรือแม้แต่ในปี 2558 หากเกิดกรณีพิพาทขึ้นมาตามตัวอย่างที่ผู้เขียนยกขึ้นมา คือ ผู้อ่านอินเทอร์เน็ต (Subscriber) อยู่ในอินโดนีเซีย ข้อมูลต่างๆ อยู่ในเมืองไทย แต่ผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ตอยู่ในหลายๆ ประเทศในอาเซียน เมื่อมีใครทำผิดสักอย่างจะเกิดอะไรขึ้น
คราวนี้ผู้เขียนขอเพิ่มคุณสมบัติไปอีกนิดว่า ประเทศในอาเซียนต่างก็มีความหลากหลายในการแสดงออกทางวัฒนธรรม (Diversity of Culture Expression)
คราวนี้อีกเหมือนกัน ถ้าผู้สร้างภาพยนตร์ไทยได้สร้างภาพยนตร์โดยประยุกต์เอาวัฒนธรรมมาใช้ประกอบในภาพยนตร์ แล้วขายให้กับสิงคโปร์และมาเลเซีย โดย 2 ประเทศนั้นเป็นผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต (Service Provider) มาเลเซียนำไปประยุกต์ต่อและให้บริการแก่ผู้รับในอินโดนีเซีย ผู้รับเห็นแล้วมีความรู้สึกว่าบางส่วนของวัฒนธรรมของชาติตนถูกนำไปประยุกต์ใช้แบบผิดๆ ในภาพยนตร์จะทำอย่างไร ผู้เขียนตอบได้เพียงว่ายุ่งและยุ่งมากๆ นี่แหละการขาดความคุ้มครองทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา และไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้
หากความหลากหลายทางการแสดงออกด้านวัฒนธรรมอยู่ในวงการของตัวเองก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อไรที่นำมาปะปนกับเทคโนโลยีและการตลาดมากขึ้น โดยไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขายละก็ ยุ่งแน่ๆ เรียกว่าเมื่อเรื่องของเงินๆ ทองๆ เข้าไปที่ไหน ก็ควรจะสร้างกฎระเบียบขึ้นให้เป็นกรอบปฏิบัติให้ตลาดและการสร้างมูลค่าจากวัฒนธรรม โดยทำเทคโนโลยีเข้ามาจับด้วย เดินไปด้วยกันได้ ดังนั้นหากเราจะใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยดึงและดันเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เจริญเติบโตต่อไปได้แทนการส่งออกที่ชะลอตัวลง ก็ต้องไปดูความตกลงต่างๆ ระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดี
การประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญที่มีอยู่แล้วในขณะนี้ก็คือการประชุมว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Biological Diversity) และการประชุมว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมความหลากหลายในการแสดงออกทางวัฒนธรรม (Protection and Promotion of the Diversity of Culture Expression) ผู้เขียนนำเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพมารวมอยู่ด้วย เพราะเป็นความร่ำรวยของประเทศแถบเรา และก็มักจะปนเปอยู่กับการแสดงออกทางวัฒนธรรมด้วย
ยิ่งกว่านี้ ถ้ากลับไปดูตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมาตอนต้น ก็ยิ่งงงชีวิตกันเข้าไปใหญ่ เพราะเอาความหลากหลายของการแสดงออกทางศิลปวัฒนธรรมไปบวกเข้ากับ “Digital Environment” (ขอเรียกทับศัพท์ดีกว่า) ซึ่งกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพังจะครอบคลุมไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราจะให้มีกฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพในเรื่องนี้ ก็ต้องอาศัยความตกลงระหว่างประเทศอีกเช่นกัน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ให้ความตกลงระหว่างประเทศเหล่านี้มาล่วงล้ำก้ำเกินอธิปไตยของเรา
ได้ทราบจากผู้อำนวยการใหญ่ WIPO ว่าขณะนี้กำลังมีการเจรจาจัดทำความตกลงเพื่อคุ้มครอง “AudioVisual Performance” หรือการคุ้มครองสิทธิของนักแสดงนั่นเอง โดยจะมีการประชุมครั้งสุดท้ายเพื่อจัดทำความตกลงดังกล่าวในเดือน มิ.ย. ปีนี้ที่ปักกิ่ง ไทยก็ควรติดตามเรื่องนี้ให้ดี เพราะเราก็มีนักแสดงดังๆ ระหว่างประเทศเอเชียด้วยกันหลายคน อย่างเช่น นิชคุณ เป็นต้น
นอกจากนี้ การประชุมที่ WIPO ในเรื่องการพิมพ์งานในส่วนที่เกี่ยวกับผู้มีปัญหาทางการมองเห็นก็มีความคืบหน้าไปมาก ที่สำคัญก็คือการเจรจาจัดทำความตกลงเกี่ยวกับการแสดงออกทางศิลปวัฒนธรรม ความรู้ดั้งเดิมและทรัพยกรทางพันธุกรรม (Cultural Expression, Traditional Knowledge and Genetic Resource) ก็เริ่มจะมีความคืบหน้าไปได้แล้ว
มีคำพูดของผู้อำนวยการใหญ่ WIPO กล่าวไว้ว่า เราจะต้องมีทั้งกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดตลาด Digital ที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงงานสร้างสรรค์ได้ทางอินเทอร์เน็ตอย่างถูกกฎหมาย ไม่ใช่อย่างผิดกฎหมายเช่นทุกวันนี้ เราจะต้องมีระบบที่ดี เช่น สามารถแสดงได้ว่าใครเป็นเจ้าของงานนั้น และให้ผู้บริโภค หรือผู้ที่ประสงค์จะทำงานนั้นไปใช้ต่อสามารถได้รับอนุญาต (License) ได้โดยง่าย แต่กว่าจะทำให้เกิดได้ก็คงหืดขึ้นคอ (ประโยคหลังนี้ผู้เขียนเติมเอง)







