
ยืดเวลารื้อโครงสร้างภาษีรถ
รัฐบาลปูไม่กล้าขยับ ขยายเวลาศึกษาปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ต่ออีก 4 เดือน
รัฐบาลปูไม่กล้าขยับ ขยายเวลาศึกษาปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ต่ออีก 4 เดือน
นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย. มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ออกไปเป็นเวลา 4 เดือน หรือสิ้นสุดวันที่ 15 ก.ค. 2555 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันหาข้อสรุปที่ชัดเจนและเสนอ ครม.ต่อไป
ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2554 มีมติให้ขยายระยะเวลาการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์เป็นเวลา 4 เดือน และการขยายเวลารอบนี้เป็นการขยายเวลาครั้งที่ 2
นายชลิตรัตน์ ระบุว่า การพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ครม.มอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันพิจารณา โดยคำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของรถยนต์ การใช้พลังงานทดแทน และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ทั้งนี้ เมื่อเดือน พ.ค. 2554 รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เห็นชอบในหลักการภาษีรถยนต์ครั้งใหญ่ โดยหัวใจของโครงสร้างภาษีใหม่อยู่ที่การนำเรื่องการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เข้ามาเป็นเงื่อนไขของการเสียภาษี โดยมีการกำหนดกรอบไว้ว่า รถยนต์ที่ปล่อย CO2 ต่ำกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร จะได้รับแรงจูงใจได้ลดอัตราภาษีรถยนต์ 5%
ขณะที่รถยนต์ที่ปล่อย CO2 เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร ก็จะถูกทำโทษ ต้องเสียภาษีเพิ่ม 5% ส่วนรถยนต์ที่ปล่อย CO2 ระหว่าง 150200 กรัมต่อกิโลเมตร ไม่ได้ไม่เสีย
ทั้งนี้ การจัดกลุ่มเสียภาษีรถยนต์ ในส่วนของรถยนต์นั่งก็จะมีการรวบรถยนต์ที่ไม่เกิน 3,000 ซีซี เสียภาษี 30% และรถยนต์นั่งไฮบริด ต่ำกว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 20% หลังจากนั้นก็มาดูการปล่อย CO2 ว่าอัตราภาษีจะได้ลดหรือเพิ่ม 5% หรือว่าเสียในอัตรากลางที่กำหนด รถยนต์นั่งที่เกิน 3,000 ซีซี ต้องเสียภาษีในอัตราเดียวทั้งหมดคือ 50%
ทั้งนี้ มีการประเมินกันว่ารถยนต์นั่งยังไม่ผ่านการปล่อย CO2 ต่ำกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จะทำให้มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นคันละ 2-3 หมื่นบาท
กลุ่มรถยนต์ที่มีพื้นฐานกระบะเกินกว่า 3,250 ซีซี เสียภาษี 3% หากปล่อย CO2 เกินกว่า 200 กรัม เสียภาษีเพิ่มอีก 2% รวมเป็น 5% กรณีรถยนต์กระบะ 4 ประตู เสียภาษี 12% หากปล่อย CO2 เกินกว่า 200 กรัมต้องเสียภาษีที่ 15%







