
ไม้แรก....งัดกม.ป้องกันภัยพลเรือน
8...ทีมข่าวการเมือง
การซักซ้อมแผนรับมือกลุ่มคนเสื้อแดงระหว่างวันที่ 1214 มี.ค. ดูเหมือนว่าจะมีความพร้อมมากกว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงแดงเผาเมืองเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว โดยเฉพาะการอาศัยเครื่องมือทางกฎหมายมาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
สารพัดกฎหมายจะถูกเฟ้นออกมาปฏิบัติกับกลุ่มบุคคลที่เตรียมก่อความรุนแรงให้บ้านเมือง ท่ามกลางคำถามว่า รัฐบาลถึงเวลาหรือยังที่จะใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามด้วย พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือไต่ระดับไปถึงกฎอัยการศึก
เบื้องต้นในการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) วันที่ 8 มี.ค. นี้ จะมีการประเมินสถานการณ์การเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม การจับกุมกลุ่มบุคคลที่ส่อจะสร้างความรุนแรงให้บ้านเมือง รวมถึงการรายงานสถานการณ์อาวุธสงครามหายจากคลังแสง กองพันทหารช่างที่ 401 จ.พัทลุง จะเชื่อมโยงต่อการนำมาเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่
โดยทั้งหมดจะนำมาวิเคราะห์ถึงความจำเป็นในการออกกฎหมาย พ.ร.บ.ความมั่นคง
ถึงแม้ฝ่ายรัฐมีความหวั่นวิตกจะเกิดเหตุรุนแรง แต่ระยะเวลาเกือบสัปดาห์ก่อนถึงวันที่ 14 มี.ค. รัฐบาลมั่นใจถึงการจัดเตรียมกำลังไว้พร้อมแล้ว อีกทั้งการปรับสภาพ คตม. ให้เป็นศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ตามโครงสร้างกฎหมายความมั่นคง ก็สามารถทำได้โดยทันที จึงเห็นว่าระหว่างนี้มีตัวเลือกที่ควรนำมาใช้ ซึ่งนอกจากประมวลกฎหมายวิอาญา อีกกฎหมายในภาวะปกติ คือ การใช้ พ.ร.บ.ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน 2550 ซึ่งตามตัวบทกฎหมายฉบับนี้ มิใช่เฉพาะแค่การบรรเทาสาธารณภัยทั่วไปอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงการเข้ามาจัดระเบียบความสงบเรียบร้อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีผลกระทบทางการเมืองด้วย
ดังปรากฏในมาตรา 4 ให้นิยาม
“การก่อวินาศกรรม” หมายความว่า การกระทำใดๆ อันเป็นการมุ่งทำลายทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ หรือสิ่งอันเป็นสาธารณูปโภค หรือการรบกวน ขัดขวางหน่วงเหนี่ยวระบบการปฏิบัติงานใดๆ ตลอดจนการประทุษร้ายต่อบุคคลอันเป็นการก่อให้เกิดวามปั่นป่วนทางการเมือง การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของรัฐการจัดโครงสร้างการทำงานคล้ายคลึงกับ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่จะต้องแต่งตั้งผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ตั้งศูนย์อำนวยการ ซึ่งผู้บังคับบัญชาระดับนโยบายหนีไม่พ้น สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขณะที่หน้าที่โดยตรงในการจัดการสถานการณ์จะเป็นบทบาทของผู้บริหารหน่วยงานพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นต่างจังหวัด กทม. ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าฯ กทม. เจ้าหน้าที่รัฐตำรวจทหาร อาสาสมัครภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการคลี่คลายสถานการณ์
ขณะเดียวกันมีการกำหนดไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับปฏิบัติหน้าที่ของผู้บัญชาการ ลงไปถึงเจ้าพนักงานจะได้รับการคุ้มครองพ้นความผิดทั้งปวงในกรณีการปฏิบัติหน้าที่มิได้ประมาทเลินเล่อ อีกทั้งมีการกำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานไว้ด้วย ตั้งแต่การระวางโทษจำคุก ทั้งจำทั้งปรับ
สอดรับกับการให้สัมภาษณ์ของสุเทพว่า ได้รับรายงานอาจมีการก่อวินาศกรรมในช่วงการชุมนุมใหญ่ พร้อมกับการเรียกประชุมข้าราชการกรุงเทพมหานครบ่ายวันที่ 8 มี.ค. นี้ ที่ทำเนียบฯ
เหตุผลของการนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า 1.รัฐบาลมีเครื่องมือทางกฎหมายที่จะควบคุมดูแลสถานการณ์จากเบาไปหาหนัก 2.ลดเสียงวิจารณ์การใช้กฎหมายเข้มข้นในเมื่อสถานการณ์ความรุนแรงยังไม่เกิด และ 3.สามารถสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชาติ ที่จะเข้ามาร่วมกันดูแลบ้านเมือง







