
ยิ่งนานยิ่งแก้ยาก
นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ของรัฐบาลได้เริ่มนำร่อง 7 จังหวัด
นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ของรัฐบาลได้เริ่มนำร่อง 7 จังหวัดไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่เสียงคัดค้านจากเอกชนก็ยังคงดังอย่างต่อเนื่องถึงผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว
7 จังหวัดนำร่องที่นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 40% จากฐานเดิม คือ ภูเก็ต กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีผู้ประกอบการท้งรายใหญ่และรายย่อยเป็นแสนรายและเกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงานเป็นล้านคน
หอการค้าไทย ได้ทำการสำรวจผลกระทบค่าจ้างต่ออุตสาหกรรมเอสเอ็มอี พบว่านโยบายค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 10% ของระบบ หรือ 2 แสนราย จากจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ 2 ล้านราย ต้องล้มหายตายจากไป เพราะไม่สามารถรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้
การขึ้นค่าจ้างของรัฐบาลนั้นไม่มีใครคัดค้าน เพราะนี่เป็นสัญญาเมื่อครั้งที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ ทำให้ได้ใจจากมวลชนคนใช้แรงงานทั่วประเทศ แต่ผลกระทบที่จะตามมาเมื่อดำเนินนโยบายนี้ ก็มีการเตือนไว้ล่วงหน้าแล้วว่า จะเกิดอะไรตามมาบ้าง
วันนี้สิ่งที่ทุกคนได้เตือนรัฐบาลไว้ล่วงหน้านั้น ได้กลับมาเป็นปัญหาให้รัฐบาลตามแก้ไขแล้ว นั่นคือ ปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นสูงจนขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแล้ว ผู้ใช้แรงงานเหมือนแทบจะไม่ได้อะไรเลย เนื่องจากราคาสินค้าไปขึ้นราคาดักหน้าไว้แล้ว
เรื่องราคาสินค้าแพงสูงกว่าค่าแรงนั้น หากเป็นการขึ้นราคาจากต้นทุนที่แท้จริงก็ไม่เป็นไร แต่สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพหลายชนิด เช่น สินค้าอาหาร ราคาจากเกษตรกรออกจากฟาร์มมาต่ำเตี้ย จนเกษตรกรแทบไม่พอกิน แต่มาถึงมือผู้บริโภคกลับสูงจนรับไม่ได้ ซึ่งประเด็นนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ไปดูแลโครงสร้างราคาสินค้าทั้งระบบ
แต่คำสั่งของนายกฯเหมือนลมที่ผ่านหูผู้รับผิดชอบ เพราะไม่เห็นมีผลอะไรออกมา ไม่มีใครรู้ว่าสินค้าแพงเพราะอะไร กระทรวงพาณิชย์ยังยืนยันว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำกระทบราคาสินค้าแค่ 0.01% เท่านั้น
ประเด็นเรื่องสินค้าแพงนั้น พูดไปก็เหมือนประชาชนโกหก เพราะรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐไม่ยอมรับความจริง ยังคงยืนยันว่าสินค้าไม่แพง
หากสินค้าแพงแต่แรงงานมีเงินซื้อ ก็ดีไป การขึ้นค่าจ้างก็เป็นการบรรเทาทุกข์ให้ผู้ใช้แรงงาน ปัญหาก็คือ หากผู้ประกอบการเจ๊งจริง เพราะทนต้นทุนสูงไม่ไหว ขึ้นค่าจ้างไปก็ไม่มีประโยชน์ แถมยังไปเร่งให้เกิดการเลิกจ้างงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเยอะอย่าง ก่อสร้าง ธุรกิจรับจ้างทำความสะอาด เป็นต้น
หลังจากผูกแล้วรัฐบาลก็ต้องตามแก้ในสิ่งที่รัฐบาลทำไว้ก็คือ การเยียวยาผู้ประกอบการ หากจะต้องปิดกิจการเพราะนโยบายรัฐบาล ซึ่งกระทรวงการคลังหามาตรการมาแก้ไข คือ ให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ออกสินเชื่อเพื่อการพัฒนาผลิตภาพแก่เอสเอ็มอี วงเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท
เสนอยกเว้นภาษีเงินได้จากการขายเครื่องจักรเก่าเพื่อการซื้อเครื่องจักรใหม่ โดยให้นำมาหักค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรใหม่ได้ 100% ในปีแรก แทนการทยอยหักค่าเสื่อมภายใน 5 ปี และให้ธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกินปีละ 30 ล้านบาท นำส่วนต่างของอัตราค่าจ้างเดิมและค่าจ้างใหม่ไปหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า
คำถามคือ มาตรการเยียวยาแค่นี้เพียงพอที่จะพยุงเอสเอ็มอีได้หรือ เพราะต้นทุนที่เพิ่มกับสิ่งที่รัฐบาลจะให้ไม่สอดคล้องกัน และไม่ได้ช่วยลดภาระหรือต่ออายุของผู้ประกอบการแต่อย่างใด เมื่อรัฐบาลเรียนผูกแล้วก็ต้องเรียนแก้ การเพิกเฉยจะทำให้ปัญหาใหญ่และแก้ยากยิ่งขึ้น







