
เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจด้วยเศรษฐกิจสรางสรรค์
ข่าวต่างๆที่ทางรัฐบาลประกาศออกมาเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ข่าวต่างๆที่ทางรัฐบาลประกาศออกมาเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ดูๆ แล้วก็น่าจะมีอะไรที่ทำให้ยิ้มออกกันได้บ้าง ทั้งตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีการปรับตัวเลขจีดีพี (Gross Domestic Production) กันใหม่ว่าจะมีถึง 5.5% ตัวเลขการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ที่ประเทศออกมาก็เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้ว แต่ที่จริงคงลืมเปรียบเทียบกับการส่งออกในเดือนเดียวกันเองปีที่ผ่านมาทั้งปี พ.ศ. 2553 และปี พ.ศ. 2554 หรืออาจจะไม่อยากเปรียบเทียบก็ได้
แต่ที่จริงรัฐบาลไม่ว่าสมัยไหนๆ ก็ไม่อยากให้เศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ก็ยังแก้ไขกันไม่สำเร็จสักที
คราวนี้ถึงไม่ได้ตั้งใจแก้ไขแต่การส่งออกก็กลับลดเอาๆ จะทำไงดีล่ะ ผู้เขียนเสนอไปในฉบับที่แล้วให้เอาเรื่องของเศรษฐกิจสีเขียวเข้ามาช่วย ตามแนวคิดของกูรูทางเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อ ครึกแมน (Krugman) ถึงแม้ตามทฤษฎีและประสบการณ์ทางเศรษฐศาสตร์จะยังคงยืนยันว่า ตัวที่ทั้งผลักทั้งดันทั้งดึงให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตได้ดีคือ ตัวส่งออกนี้เอง (ExportLed Growth) แต่ถ้าจำเป็นก็คงต้องมองปัจจัยอื่นๆ หรือคว้าเอาพระรอง นางรองมาเป็นพระเอก นางเอกแทนกันบ้าง
อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจว่าน่าจะเป็นนางรองหรือพระรองได้ ก็คือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพราะถ้าดูตัวเลขจากรายงานเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของอังค์ถัด (UNCTAD : United Nations Conference on Trade and Development) เมื่อปี พ.ศ. 2553 จะเห็นว่าไทยส่งออกงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งมีทั้งสินค้าและบริการไปสู่ตลาดโลกเป็นอันดับที่ 19 หรือถ้าดูเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 6 หรือถ้าดูเฉพาะอาเซียน (ASEAN : Association of South East Asian Nations) ไทยก็จัดเป็นอันดับ 1 ในการส่งออกสินค้าและบริการประเภทนี้ ซึ่งถ้าดูมูลค่าการส่งออกของไทยในปี พ.ศ. 2553 จะอยู่ที่ประมาณ 5,077 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 1.2% นอกจากนี้สินค้าและบริการส่วนใหญ่ของไทยในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์นี้ ยังเกิดจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งหากสร้างให้เข้มแข็งขึ้นก็จะเป็นรากฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม หลายคนบอกว่าคงต้องมาให้คำจำกัดความของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้ชัดเจน ของไทยเราค่อนข้างจะให้คำจำกัดความไว้กว้างมาก ยิ่งในยุคที่ผ่านมาอะไรๆ ก็เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปหมด ในยุคนี้เมื่อนโยบายของรัฐบาลแผ่วลง ก็น่าจะมาจำกัดความกันให้ชัดเจน ที่แน่ๆ คือเรื่องของภาพยนตร์ เสื้อผ้าแฟชั่น การพิมพ์และสิ่งพิมพ์ แอนิเมชัน หรือที่เขาเรียกรวมๆ กันว่า Digital Content และอัญมณี ก็น่าจะรวมเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ ที่จริงเพียงแค่นี้ก็เยอะแยะมากมายแล้ว เห็นทีว่ารัฐบาลจะต้องเร่งมือในเรื่องนี้อีกเรื่องแล้ว
การที่เราจะเป็นตลาดเดียวในปี พ.ศ. 2558 เพราะรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แถมไทยเรายังเป็นผู้ส่งออกสินค้าและบริการทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน ก็อย่าให้ไทยเสียแชมป์ในเรื่องนี้ไปเชียว เพราะไม่ใช่แต่ไทย ประเทศอาเซียนอื่นๆ ก็มีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biological Diversity) และความหลากหลายในการแสดงออกทางวัฒนธรรม (Diversity of Culture Expression) เหมือนกัน ดังนั้นการเป็นตลาดเดียวจะมีผลได้ทั้งการร่วมมือกันและการแข่งขันกันเอง
การที่ไทยเราจะเข้มแข็งในเรื่องนี้ได้นั้น ไม่ใช่แค่รัฐบาลจะสนับสนุนทางการเงินอย่างเดียว แต่การวางโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลักๆ ก็คือกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา
ท่านผู้อ่านคงบอกนั่นแน่ กลับมาเข้าเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากันอีกแล้ว ผู้เขียนก็คงต้องยอมรับว่า มองไปมองมาก็จ๊ะเอ๋แต่กับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เพราะดูๆ ไปยิ่งในอนาคตทรัพย์สินทางปัญญาก็แทบจะแยกไม่ออกกับชีวิตประจำวันของเราแล้ว เพียงแต่ว่าอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรานัก เราก็ไม่ค่อยสนใจเท่านั้นเอง
ในกรณีของเศรษฐกิจสร้างสรรค์นี้ ทรัพย์สินทางปัญญาก็เหมือนเครื่องมือที่จะไปจับเอามูลค่าที่เกิดจากนวัตกรรมหรือการสร้างสรรค์นั้นๆ เพื่อดึงออกมาทำให้เป็นตัวเงิน เป็นการเปลี่ยนแปลง หรือถ่ายโอนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมมาเป็นทรัพย์สินทางพาณิชยกรรม พูดอย่างนี้อาจจะยิ่งงงไปกันใหญ่ แต่ถ้านึกถึงผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่มีรากฐานมาจากศิลปวัฒนธรรมของไทย โดยมีการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกให้สวยงาม ก็จะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายสิทธิบัตรออกแบบ และถ้าผลิตภัณฑ์นั้นมีกระบวนการผลิตภายในที่ใหม่ ไม่เหมือนใคร ก็จะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ หรืออนุสิทธิบัตร และถ้านำมาขายเป็นยี่ห้อเป็นที่รู้จักกันในตลาดก็จะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายเครื่องหมายการค้า หรือกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และยิ่งถ้าเป็นการแสดงออกทางวัฒนธรรม (Cultural and Creative Expression) ก็จะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายลิขสิทธิ์ด้วย
ท่านผู้อ่านลองนึกภาพว่า ถ้าผู้อ่านอินเทอร์เน็ตเรื่องหนึ่ง (Subscriber) อยู่ในอินโดนีเซีย ข้อมูลต่างๆ นั้นอยู่ในเมืองไทย แต่ผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ตอยู่ในหลายๆ ประเทศในอาเซียน เมื่อเราเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อมีใครทำอะไรผิดสักอย่าง จะทำอย่างไร คราวนี้ผู้เขียนขอจบไว้ด้วยตัวอย่างคำถามนี้ก็แล้วกัน







