
พวกหรีดแด่กวี
ฤดูกาลของการประกาศรางวัลกวีซีไรต์กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบกริบ แทบปราศจากสายตาของสาธารณชนที่เฝ้ามองด้วยความใจจดใจจ่อ ปราศจากความสนใจของสื่อทั้งกระแสหลักและกระแสรอง และแม้กระทั่งวงการขีดๆ เขียนๆ ก็ยังแทบปราศจากปฏิกิริยาตื่นเต้น
มีเพียง
“นักกลอน” และ “กวี” (แน่ล่ะ ย่อมรวมถึงสำนักพิมพ์ต่างๆ ด้วย!) เท่านั้น ที่รอคอยการเวียนมาถึงของการมอบรางวัลอันทรงเกียรติที่มีกำหนดทุก 3 ปี หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกับซีไรต์ประเภทเรื่องสั้น และประเภทนวนิยายบรรยากาศกวีซีไรต์เงียบเหงา คล้ายแจ๊ซบาร์ที่มีเพียงรักดนตรีคลอเพลงเนือยแผ่ว และปราศจากเงาของผู้ฟัง
“
นักกลอนกับกวีต่างกันยังไง?” ผมเงยหน้าจากรวมบทกวีนิพนธ์บางเล่ม มองหญิงสาวนักอ่าน เจ้าของคำถามโลกแตก ท่าทางของเธอไม่กระทั่งจะไยดีกับเนื้อหาสาระ เพียงแค่ความกังขาทำให้ความรู้สึกลอยละล่องในแจ๊ซบาร์แห่งหนึ่งต้องสะดุดลงก็คงเท่านั้นความแตกต่างระหว่างนักกลอนกับกวี?
มันเป็นคำถามเดียวกับที่หลายคนเคยตั้งกระทู้ซักฟอกกับอีกหลายคน และผมเคยถามตัวเองนับไม่ถ้วนครั้ง ด้วยคำตอบที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง กวีกับนักกลอนบางคนถกเถียงจนเอ็นในลำคอปูดโปนแทบกระเด็นออกมาเป็นชิ้นๆ ราวกับว่า หากแสวงหานิยามไม่ได้ ก็ไม่ควรเขียนจรดปากการำพันกาพย์กลอนอีกต่อไป
ผมตอบหญิงสาวไปว่า
“กวีน่าจะหมายถึงนักร้อยเรียงถ้อยคำที่เน้นเนื้อหาจริงจัง ส่วนนักกลอนมุ่งปฏิภาณในเชิงฉันทลักษณ์กับถ้อยคำมากกว่า”เธอพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ แต่ผมรู้ว่าเธอไม่คิดจะใส่ใจมากนัก แต่หลังจากวันนั้นดูเหมือนหญิงสาวจะไม่สนใจกวีนิพนธ์อีกต่อไป
ตรงกันข้ามในอีกหลายคืนต่อมาผมเดินทางมาพบกับกวีหนุ่มคนหนึ่ง ท่ามกลางหมอกควันหมองเศร้าของบลูส์บาร์ไม่ไกลริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงกวีนับไม่ถ้วนตั้งแต่ศรีปราชญ์แห่งอยุธยา จนถึงคุณพุ่มบุษบาท่าเรือจ้างแห่งกรุงเทพฯ
บทสนทนาของเราวนเวียนอยู่กับฉันทศาสตร์และกวีซีไรต์ เขาปรับทุกข์ด้วยสีหน้าจริงจังว่า นักเล่นแร่แปรธาตุทางภาษาส่วนใหญ่ไม่ไยดีกับรางวัลซีไรต์ที่เขาโจมตีว่า
“จอมปลอม” มากนัก แต่กลับเป็นกังวลถึงความสนใจของคนไทยที่เริ่มเหินห่างจากกาพย์กลอนมากขึ้นทุกทีเขาโอดครวญ
“อย่าว่าแต่หนังสือบทกวีจะขายไม่ได้เลย แม้แต่คนอ่านยังหาแทบไม่ได้ ในวงการกวีก็สนใจกันแต่เรื่องใครเป็นกวีไม่เป็นกวี ใครเป็นนักกลอน นักกลอนต่างกับกวียังไง หรือไม่ก็เปิดสงครามน้ำลายกันเอง อะไรกัน! กวีมีฉันทลักษณ์หรือกวีกลอนเปล่า มันก็กวีเหมือนกัน ถ้ามันกระทบความรู้สึกของใครบางคน หากเรายังว้าวุ่นและไม่ไยดีกับสาธารณชน หาไม่แล้วท้ายที่สุดบทกวีจะตาย และเหลือพื้นที่ให้กับสิ่งที่เรียกว่าเนื้อเพลง” น้ำเสียงของเขาขมขื่นอย่างเห็นได้ชัด และผมเห็นว่าเขาพูดถูก วงการกวีนิพนธ์ไทยกำลังถูกกัดกร่อนจากภายใน และความหมางเมินจากภายนอกความโศกเศร้าของกวีหนุ่มยิ่งเพิ่มบรรยากาศหม่นสลัวของบลูส์บาร์ให้ยิ่งรู้สึกอึดอัด มันชวนให้ผมนึกถึงกวีซีไรต์บางคนที่เพื่อนฝูงให้ฉายาว่า
“กวีขี้ร้อง” ซึ่งหมายถึงความเป็นคนเจ้าน้ำตาและความอ่อนไหวในอารมณ์ของกวีผู้นั้น ไม่ได้หมายถึงอากัปกิริยาร่ำร้องของวัตถุบางอย่างผมปลอบเขาว่า อย่าทุกข์ใจไปเลย กวีทุกประเทศกำลังเผชิญกับหายนภัยเหมือนกัน กวีกำลังหมดความสำคัญในสังคมไปอย่างช้าๆ เหลือฟังก์ชันเพียงแค่ของเล่นสำหรับปัญญาชนที่รู้จักเรียงร้อยศัพท์ให้สละสลวย เพื่ออารมณ์สุนทรีย์ส่วนตน แล้วที่คุณคิดจะใช้บทกวีเลี้ยงชีพมันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าจริงๆ ลองดูสุนทรภู่เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน ไหนจะ ชิต บุรทัต อีก ยังไม่นับ จิตร ภูมิศักดิ์ กับ อัศนี พลจันทร์ และเปลื้อง วรรณศรี ซึ่งคนหนึ่งไปตายในชายป่า ส่วนอีก 2 คนสิ้นชีพบนแผ่นดินอื่น
ผมลืมบอกว่ากวีบางคนก็รวยเอาเรื่องเหมือนกัน โดยเฉพาะพวกที่เดินสายอ่านกวีกับกลุ่มชุมนุมทางการเมือง แต่ก็สายเกินไป เพราะดูเหมือนความทุกข์ของการเป็นกวีผู้ยากไร้และไม่อยู่ในสายตาประชาชน ได้บีบคั้นอารมณ์ของเขาจนท่วมท้น ไม่อาจสะกดกลั้นจนต้องควักปากกาขึ้นมาจดบทกวีแห่งความกำสรดในวินาทีนั้น!
ได้แต่ภาวนาว่า กวีหนุ่ม และไม่หนุ่มจะไม่สิ้นหวังจนต้องปวารณาตัวเองเป็น
“กวีต้องสาป” หรือ Poetes maudits เหมือนดังกวีฝรั่งเศสแห่งศตวรรษที่ 19 ผู้อาศัยสุรานารีพาชีกีฬาบัตรและสารพัดความชั่วร้าย บำบัดความทรมานในจิตใจของตนอนุสนธิจากบทสนทนากับกวีผู้กำสรด ทำให้ผมนึกถึงข้อสังเกตบางประการของนักเดินทางชาวฝรั่งเศสผู้มาเยือนสยามในศตวรรษที่ 17 เขาบันทึกด้วยน้ำเสียงชื่นชมถึงปฏิภาณเชิงกวีของคนไทย ที่เพียงเอ่ยไม่กี่คำก็หลั่งไหลโวหารสละสลวยได้อย่างน่าทึ่ง
กวีราชสำนักไทยเคยได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะนายแห่งภาษา กวีแห่งท้องทุ่งคือนายแห่งภูมิปัญญาพื้นบ้านและนายแห่งชีวิตอิสระ
แต่แทนที่กวีจะได้รับการสวมช่อมงกุฎช่อชัยพฤกษ์ดังในอดีต แต่วันนี้กวีกลับได้รับพวงหรีดเป็นกำนัล ในพิธีศพที่ไม่มีกระทั่งผู้อ่านที่หลงเข้ามาเมียงมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เพราะอะไร?
เพราะบทกวีไม่อาจเชื่อมโยงกับชีวิตเหมือนนักขับขานเพลงกลอนพื้นบ้าน และไร้ผู้อุปถัมภ์เยี่ยงกวีแห่งราชสำนักเหมือนเมื่อครั้งวันวาน
กวีคืออะไร นักกลอนคืออะไร เคร่งครัดกับฉันทลักษณ์ หรือไร้ฉันทลักษณ์ ล้วนแต่เป็นเพียงวิวาทะปลีกย่อยที่ไร้ความสำคัญ หากเทียบกับสถานการณ์ที่วงการกวีนิพนธ์กำลังเผชิญหน้า คือสถานการณ์ที่บทกวีไม่อาจเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตประจำวันได้อีกต่อไป และถูกลืมเลือนอย่างช้าๆ ขณะที่นักเล่นแร่แปรธาตุทางภาษาทั้งหลายได้เพียงเฝ้ารอชะตากรรม
“
นักกลอนกับกวีต่างกันตรงไหน?” น่ากลัวว่าในภายภาคหน้าคำถามนี้จะกลายเป็นอีกคำถามอย่างน่าหดหู่“
บทกลอนและกวีคือสิ่งใด?”






