posttoday
ดับไฟภายในก่อนจะไปดับไฟภายนอก

ดับไฟภายในก่อนจะไปดับไฟภายนอก

07 มีนาคม 2553

 

ท่านผู้อ่านที่เคารพ ในโลกของเรานี้มีธรรมชาติ 2 อย่างที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ ความดี กับ ความชั่ว เสมือนกับความมืดตรงข้ามกับความสว่าง ธรรมชาตินี้เกิดขึ้นภายในใจเราเป็นนามธรรม ที่ทำให้เราทำดี ทำชั่ว ทางวาจาด้วย ทางกายด้วย น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยใส่ใจกับความมืดภายใน เพิ่มความสว่างภายใน กลับไปพยายามดับความมืดภายนอก พยายามหาความสว่างภายนอก ตัวเราไม่อยากเปลี่ยนแต่อยากเปลี่ยนคนอื่น นั่นเป็นธรรมชาติหนึ่งที่ทำให้สังคมและโลกวุ่นวาย ทำให้เราทั้งหลายยังไปไม่ถึงฝั่งโน้น คือ พระนิพพาน กันเสียที

ในวันที่สังคมวุ่นวายเช่นวันนี้ MQ อยากให้เราหันมามองภายใน อย่าคิดแต่ว่าการเมืองวุ่นวาย มาดูภายในจะเห็นว่าใจเรานั่นแหละวุ่นวายเสียยิ่งกว่า ก่อนจะไปดับไฟภายนอก มาดับไฟภายในกันเสียก่อนจะไม่ดีกว่าหรือ อาจไม่ต้องอาศัยพลพรรคมากมาย ไม่ต้องเสียเงินทอง ไม่ต้องทำร้ายกัน ไม่ต้องคิดหาข้อมูลว่าใครผิดใครถูก เพราะที่ผิดแน่ คือกิเลส อกุศล คือความชั่วที่เกิดในใจเรานั่นเอง

การที่เราจะดับไฟในใจของเราได้ ก็ต้องทำลายสิ่งที่เรียกว่า เครื่องกั้นขวางความดี ไม่ให้ความดีเกิดขึ้นในใจเราลงเสียก่อน สิ่งนั้นมีชื่อว่า “นิวรณ์”

นิวรณ์ มีอยู่ 5 ประเภท คือ กามฉันทะ (ความพอใจในกาม) พยาบาทะ (ความปองร้าย) ถีนมิทธะ (ความหดหู่ซึมเซา) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) เรื่องนิวรณ์นั้นไม่ต้องอธิบายมาก ใครเล่าจะไม่รู้จักนิวรณ์ 5 เหล่านี้ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่กีดขวางความเจริญก้าวหน้าของการปฏิบัติธรรมและการทำความดีต่างๆ ถ้าแม้นิวรณ์เพียงหนึ่งตัวเกิดขึ้น ก็ไม่ต้องพูดถึงการสร้างบุญกุศล การคิดดี พูดดี ทำดีกันแล้ว

เริ่มจากนิวรณ์ตัวแรก คือ กามฉันทะ ความพอใจในกามสุข ไม่ว่าจะเป็น รูปสวยๆ เสียงเพราะๆ กลิ่นหอมๆ รสอร่อยๆ สัมผัสดีๆ ล้วนทำให้เกิดความเพลิดเพลิน สิ่งดีๆ เหล่านี้เรียกว่า สุภะสัญญา เมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้วไม่คิดให้ดี ไม่แยบคายปล่อยใจสนุกสนานเพลิดเพลิน กามฉันทะนิวรณ์ก็จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย เมื่อเกิดแล้วเราก็นั่งชื่นชมเสวยสุขด้วยโลภะ กระทำให้เพิ่มพูน สะสม แสวงหา ในขณะที่กามฉันทะเกิด ก็มีแต่โลภะ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของความโลภ ความปรารถนา ตัณหา หรือความติดข้อง ส่วนความดีไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนา ก็เกิดไม่ได้

ดังนั้น แม้ผู้ที่ทำบุญกุศลมาดี บุญกุศลส่งผลได้มาประสบสิ่งดีๆ แต่ถ้าปล่อยใจเพลิดเพลิน กามฉันทะนิวรณ์ก็เกิดแน่นอน เมื่อเกิดแล้วก็กระทำการต่างๆ เพื่อสนองกิเลสตัณหา ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาไม่รู้จักพอ จนกระทำผิดศีลผิดธรรมได้ เพราะกิเลสมันปิดบังไม่ให้เห็นโทษของกาม คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหล่านั้น ปิดบังไม่ให้เห็น ความเป็นธรรมดา มีเกิดขึ้น ก็ต้องมีเสียไป โลภะตัณหามันมาพร้อมโมหะคืออวิชชาปิดบังไม่ให้เห็นแม้โทษของตัวความโลภ คือ ตัวกามฉันทะเอง

ส่วนผู้ที่ลำบากยากเข็ญ เพราะขณะนั้นกรรมชั่วที่เคยทำไว้กำลังส่งผล ทำให้ได้พบสิ่งไม่ดี ไม่สวยไม่งามไม่ถูกใจ ถูกกระทบกระทั่งไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แทนที่จะได้สติเข้าใจสัจธรรม กลับเกิดพยาปาทะนิวรณ์ คือ ความไม่พอใจ ความปองร้าย ความโกรธ เพราะเขาได้ประสบกับอสุภะสัญญา คือ สิ่งที่ไม่งามไม่ชอบใจ ขณะนั้นโลภะไม่เกิด แต่โทสะเกิด เรียกว่า นิวรณ์ตัวหนึ่งไม่เกิด แต่อีกตัวหนึ่งเกิด

ดังนั้น ไม่ว่าจะประสบสิ่งดีงามน่าพอใจ หรือประสบสิ่งที่ไม่ดีไม่งามไม่น่าพอใจ ก็เกิดนิวรณ์ได้ทั้งนั้น ถ้าไม่คิดให้ดี ไม่ใช้ปัญญาทางธรรม ไม่ลึกซึ้งไม่แยบคาย ก็จะโดนกิเลส โดนนิวรณ์เล่นงาน ทั้งขึ้นทั้งล่องนั่นเอง

ทางแก้ไขที่จะดับไฟภายใน ไล่นิวรณ์เครื่องกั้นความดีให้ออกจากใจนั้นทำได้โดยการฉลาดคิด เข้าใจสภาวธรรมด้วยปัญญา รวมแล้วคือ การคิดโดยแยบคาย เรียกเป็นภาษาธรรมะว่า โยนิโสมนสิการ เมื่อประสบกับสิ่งใดแล้ว มีสติคิดตามหลักธรรมะ ก็จะไม่หลงฟูไปกับอะไรที่สวยงาม ถูกใจ และไม่โกรธไม่พอใจกับสิ่งที่ไม่สวยไม่งาม ไม่ถูกใจ

ซึ่งการที่จะทำให้โยนิโสมนสิการเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นทางธรรมท่านก็ให้ตัวช่วย คือ การสร้างปัญญาด้วย การฟังธรรม แล้วก็หัดคิดพิจารณาถึงธรรมชาติที่เป็นจริง เช่น การเจริญ อสุภกรรมฐาน หัดมองความจริงของร่างกายบ้างว่า ปฏิกูลแค่ไหน แม้แต่อาหารก็มีความปฏิกูล แต่เราไม่เคยมองให้ลึกซึ้งไม่เคยมองด้วยปัญญาทางธรรม จึงไม่เห็นความเสื่อม ความสูญสลายไป ไม่เห็นโทษของการเข้าไปยึดสิ่งเหล่านี้ซึ่งไม่มีแก่นสารที่แท้จริง

เมื่อฝึกหัดตัวช่วยเหล่านี้แล้ว ก็ต้องพยายามระวัง ต้องมีความสำรวม เรียกว่า สังวรด้วย เริ่มตั้งแต่ไม่คบคนชั่วเป็นมิตร ไม่ใช่คิดว่าเราแน่แล้วก็เที่ยวไปคบเพื่อนที่ฝักใฝ่ในกิเลส จนถึงการสำรวมไม่เที่ยวไปในที่ที่เป็นอโคจรหรือเที่ยวดื่มสุรา เป็นต้น เพราะจะเอาชนะนิวรณ์ได้ต้องทั้งกันทั้งแก้ พยาบาทะนิวรณ์ก็เช่นกัน ต้องฝึกตัวช่วยคือ เจริญเมตตา รู้ว่าเรารักสุขเกลียดทุกข์ คนอื่นก็เช่นกัน จะได้ไม่เป็นคนโกรธง่าย ไม่อาฆาตจองเวร หัดหาความรู้ทางธรรมว่าการที่เราได้ประสบกับสิ่งที่ไม่ถูกใจนั้นก็เพราะผลของกรรมชั่วที่เราได้ทำ เข้าใจเรื่องกรรม จึงไม่ต้องโกรธไม่ต้องเครียด เมื่อกันแล้วแก้แล้ว ก็ต้องส่งเสริมในความดี คบคนดี ทำความดี ให้เคยชินเป็นอุปนิสัย ทำความเข้าใจให้เห็นว่าอะไรเป็นโทษเป็นประโยชน์ที่แท้จริง เพื่อให้เกิดความละอาย (หิริ) และเกรงกลัวต่อการทำชั่ว (โอตตัปปะ) ต่อการเพลิดเพลินบ้าง สนุกสนาน ต่อการโกรธ การพยาบาทปองร้ายบ้าง

วันนี้แค่สองนิวรณ์ก็หมดเนื้อที่แล้ว ฟังดูเหมือนยาก แต่จริงๆ แล้วการรักษาใจก็เหมือนการรักษากาย คือ ต้องทำครบวงจรจึงจะได้ผลสูงสุด ทั้งกันทั้งแก้ทั้งส่งเสริมความดี แต่ถ้าทำได้ ไม่ว่าจะเจอเรื่องที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจถ้าวางใจได้ถูก ใจก็จะสบายไฟในใจก็จะลดลง เบาลงได้บ้าง ถ้าทุกคนดับไฟในใจตนก่อน ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาว่า มาตำหนิ มาช่วยดับ สังคมก็คงจะมีความสุขกว่านี้ สงบกว่านี้ มากมายนัก...

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ