
ภาษาไม่ได้-วัฒนธรรมต่าง โจทย์ใหญ่ เออีซี ที่ไทยต้องแก้
อีก 3 ปีเท่านั้น สมรภูมิด้านเศรษฐกิจและสังคมของไทยจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
อีก 3 ปีเท่านั้น สมรภูมิด้านเศรษฐกิจและสังคมของไทยจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง ขนาดของตลาดการค้าขายจะไม่ใช่แค่เรื่องของคน 60 กว่าล้านคนเฉพาะในไทย แต่จะหมายถึงการขยายตัวไปสู่ตลาดการค้าที่มีจำนวนผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าตัว หรือกว่า 680 ล้านคน เมื่อ 10 ประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนร่วมกันในปี 2558 หรือที่เรียกกันว่า “เออีซี” (Asean Economic Community)
ทั้งการเงินการลงทุนจะถูกเปิดพรมแดนขึ้นอย่างเสรี แรงงานในหลายสาขาวิชาชีพ อาทิ วิศวกร สถาปนิก แพทย์ พยาบาล จะเคลื่อนที่ไปมาหาสู่กันได้อย่างอิสระ
จึงไม่แปลกใจที่ภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ธุรกิจ วิชาการ และประชาชนที่สนใจ ต่างให้ความสนใจและมีความกระตือรือร้นที่จะเร่งปรับตัวต่อสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงกันอย่างที่สุด โดยเห็นได้จากการที่ธุรกิจภาคเอกชนหลายรายได้เริ่มโครงการไปลงทุนในหลายประเทศอาเซียนแล้ว ตลอดจนสถาบันการศึกษาหลายแห่งก็เริ่มจัดหลักสูตรการศึกษาให้รองรับการเป็นเออีซีแล้วด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนจะเริ่มพูดถึงเออีซีกันมากขึ้น จนแม้กระทั่งแม่ค้าขายข้าวแกงข้างถนนก็เริ่มพูดถึงกันแล้วก็ตาม แต่ทว่ายังมีหลายประเด็นที่ยังน่าเป็นห่วง
หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นปัญหาหนักใจที่สุด คือ การรับรู้ของประชาชนส่วนใหญ่นั้นยังเป็นเพียงแค่การรู้ที่เพียงผิวเผินเท่านั้น
จินตนา ชัยยวรรณาการ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ของกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในระหว่างการประชุมระดมสมองแผนสร้างโรดแมปสู่ประชาคมอาเซียน ที่จัดโดยศูนย์ศึกษาอาเซียน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า แม้ว่าในขณะนี้ภาคส่วนราชการจะพยายามสื่อสารและเร่งประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเออีซีอย่างมาก แต่ทว่าในเรื่องของความเข้าใจอย่างแท้จริง และการนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ปรับใช้และวางแผนในอนาคตกลับยังเป็นปัญหาที่น่าห่วง
สาเหตุเพราะประชาชนส่วนใหญ่กว่า 60% ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความสำคัญอะไรกับตัวเองและจะต้องปรับตัวอย่างไร รวมถึงต้องเดินไปทางในทิศทางไหนเมื่อเกิดเออีซีขึ้นมา
นอกจากนี้ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเออีซีอย่างถ่องแท้มักจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มหรือภาคส่วนของหน่วยราชการและภาคธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่เสียเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น
จึงน่าเป็นห่วงว่าประชาชนคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพทำมาค้าขายในภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี อาจจะปรับตัวไม่ทันเมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดและเปิดกว้างขึ้นจากต่างชาติ จนอาจทำให้ธุรกิจเหล่านี้ซึ่งเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศให้ต้องล้มหายตายจากไปในที่สุด
ไม่ใช่เฉพาะความรู้ความเข้าใจของประชาชนคนส่วนใหญ่ที่ยังตื้นเขินต่อการเปิดเออีซีเท่านั้น ความรู้ความเข้าใจโลกและตลาดภายนอกในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรไทยยังถือว่ายังอ่อนด้อยไร้เดียงสาที่กำลังจะเผชิญหน้ากับโลกกว้างในครั้งนี้ เช่น ในเรื่องความเข้าใจที่ยังฝังใจและเชื่อมั่นว่าไทยยังคงครองความเป็น 1 ในตลาดผู้ส่งออกข้าว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เวียดนามกำลังไล่แซงขึ้นมา และหากเปิดเออีซีขึ้นมาข้าวของเวียดนามอาจจะเข้ามาตีตลาดไทยได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้น บรรดาภาคธุรกิจเอสเอ็มอีและเกษตรกรควรต้องหันมาปรับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และควรเลิกพึ่งพิงและแบมือขอความช่วยเหลือจากรัฐเหมือนที่ผ่านมาได้แล้ว !
แน่นอนว่า สำหรับภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่บุกลุยไปในตลาดโลกพร้อมกับประสบการณ์อันเต็มเปี่ยมนั้น ถือว่าไม่น่าเป็นห่วง เอสเอ็มอีและรายย่อยต่างหากที่อาการไม่สู้ดีนัก
“การเข้าสู่เออีซีนั้นในแง่ของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ไม่น่าเป็นห่วง แต่จะห่วงในภาคธุรกิจเอสเอ็มอีมากกว่า ที่อาจจะแข่งขันกับชาติอื่นๆ ไม่ได้” พัฒนพงศ์ กู้ประเสริฐ ตัวแทนจากสมาคมธนาคารไทย กล่าว
นั่นเป็นเพราะการขาดความรู้ความเข้าใจว่าอะไรคืออาเซียน และอะไรคือ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะเนื้อหาที่ค่อนข้างยากสำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะคนรากหญ้าในต่างจังหวัดที่มองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว
อีกปัจจัยสำคัญที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้การเตรียมพร้อมของไทยอ่อนด้อยลงไปนั้นก็คือ ปัญหาการร่วมมือกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ นั้นที่ไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันเท่าที่ควร
“การผลักดันของภาคประชาสังคมที่จะทำให้ประชาชนคนรากหญ้าส่วนใหญ่เข้าใจเออีซีนั้นเป็นไปอย่างยากลำบากมาก และในฐานะที่ได้คลุกคลีกับการผลักดันด้านการเป็นประชาคมอาเซียนมานานหลายปี มีความรู้สึกว่าการได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐนั้นไม่ค่อยจะดีสักเท่าไร ทำให้บ่อยครั้งการดำเนินการในโครงการต่างๆ จึงเป็นไปอย่างจำกัดจำเขี่ย ตามสภาพการณ์และทรัพยากรที่มีอยู่ในขณะนั้น” ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ตัวแทนภาคประชาสังคมให้ความเห็น
อีกทั้งบ่อยครั้งที่การทำงานประสานงานระหว่างภาคประชาสังคมและหน่วยราชการมีการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันเอง เนื่องจากหน่วยงานรัฐไม่เปิดเผยข้อมูลการเคลื่อนไหวที่กำลังจะทำอยู่ให้ทราบเลย
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การผลักดันของภาคประชาสังคมนั้นมีความสำคัญอย่างที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับคนเป็นจำนวนมากหลายล้านคนในสังคมและภาคท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลหรือจังหวัด ตลอดจนเครือข่ายวิทยุชุมชนในต่างจังหวัดเองก็มีความรู้สึกกระตือรือร้นอยู่ไม่น้อยต่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจในเรื่องเออีซี
“หากมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนว่า เออีซีมีความสำคัญอย่างไรต่อชีวิตและการทำมาหากินในชีวิตประจำวันแก่หน่วยงานท้องถิ่น หน่วยงานเหล่านี้จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนรากหญ้าได้อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายวิทยุชุมชนที่จะสามารถเข้าถึงประชาชนได้มากกว่า” ชลิดา กล่าว
ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีการกล่าวถึงกันอยู่บ่อยครั้งว่า การเป็นประชาคมอาเซียนนั้นคนไทยควรจะต้องเร่งหันมาเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการสื่อสารกันมากขึ้น เนื่องจากอาเซียนได้ระบุให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสารระหว่างกัน
ทางด้าน ดร.พิภพ อุดร จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลับเห็นว่า การจะบรรลุเป้าหมายให้คนไทยหันมาพูดภาษาอังกฤษดังกล่าวนั้น ก็ดูจะเป็นเรื่องยากเกินไปในระยะเวลาอันสั้น
“อยู่ๆ จะให้หันมาฝึกภาษาอังกฤษให้ได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี กับคนหลาย 10 ล้านคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และในชีวิตประจำวันคนไทยส่วนใหญ่ก็มีโอกาสไม่มากนักที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสาร”
ทางออกที่น่าจะมีประสิทฺธิภาพมากกว่า คือ การข้ามไปสู่การเรียนรู้และใช้ภาษาของประเทศเพื่อนบ้านในการสื่อสารแทน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในแง่ของความคุ้นเคยอยู่ก่อนแล้ว
“พื้นที่จังหวัดที่อยู่ใกล้ชายแดน เช่น อยู่ติดกับลาว ก็ฝึกภาษาลาวให้คล่องไปเลย หรืออยู่ติดกับเขมร ก็ฝึกภาษาเขมร ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการมุ่งเน้นไปที่ภาษาอังกฤษ” ดร.พิภพ กล่าว
แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าต้องทิ้งภาษาอังกฤษไปเลย เพราะภาษาอังกฤษก็ยังจำเป็นอยู่ แต่คงจะหวังเอาจากคนในรุ่นเจเนอเรชันต่อไปมากกว่า
และไม่ใช่เพียงแค่การปรับตัวเฉพาะเรื่องของภาษาเท่านั้นที่คนไทยจะต้องปรับตัว
แต่ในแง่ของการทำความเข้าใจวัฒนธรรมและความคิดทัศคติที่หลากหลายและแตกต่าง คนไทยเองก็จะต้องเร่งปรับตัวและสร้างความอดทนอดกลั้นต่อความหลากหลาย และการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมเหล่านั้นให้มากขึ้นเช่นกัน
ต้องไม่ลืมว่า ภูมิภาคอาเซียนมีความหลากหลายสูงในแง่ของภาษาวัฒนธรรม ดังนั้นความไม่รู้ไม่เข้าใจ และการกระทำบางอย่างอาจนำไปสู่การเข้าใจผิดและขัดแย้งกันได้ง่ายๆ
ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะว่า การก้าวเข้าสู่การเป็นเออีซีนั้น จะส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนมาก โดยเฉพาะในภาคสถาบันการศึกษาที่จะต้องหันมาทบทวนในเรื่องการผลิตทรัพยากรบุคคลกันใหม่ได้แล้ว ซึ่งปัจจุบันสถาบันการศึกษาในไทยยังคงมุ่งผลิตเพื่อตอบสนองตลาดแรงงานในประเทศเป็นหลักเท่านั้น
“แต่ต่อไปนี้ควรจะหันมาตั้งโจทย์ว่า เราจะผลิตคนอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากการเข้าสู่เออีซีมากที่สุด” ดร.จุลชีพ กล่าว ซึ่งในขณะเดียวกันก็ต้องคิดอีกด้วยว่า จะทำอย่างไรที่ผลิตคนเหล่านี้แล้วสามารถเข้าไปช่วยดึงคนที่ไม่สามารถแข่งขันได้จากการเข้าสู่เออีซีสามารถลุกขึ้นมาและกลับเข้าสู่การแข่งขันได้ ซึ่งนั่นจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมาก
แต่สำหรับไทย ต้องบอกว่ายังไม่พร้อมจริงๆ!







