
วิกฤตหนี้ยุโรป ลมสงบก่อนพายุใหญ่
ในที่สุดนักลงทุนทั่วโลกก็ได้เห็นรอยยิ้มชื่นมื่นกอปรด้วยความมั่นใจของบรรดาผู้นำในกลุ่มประเทศ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ในที่สุดนักลงทุนทั่วโลกก็ได้เห็นรอยยิ้มชื่นมื่นกอปรด้วยความมั่นใจของบรรดาผู้นำในกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินสกุลยูโรโซนอีกครั้ง หลังจากที่หน้าดำคร่ำเครียดกับปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะกรีซ ที่จวนเจียนจะลุกลามบานปลายทำลายระบบการเงินของภูมิภาค
ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องยกความดีความชอบให้กับความสำเร็จล่าสุดของบรรดาผู้นำในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ที่สามารถหาข้อตกลงเรื่องเงินช่วยเหลือกรีซรอบที่ 2 ได้ทันเส้นตาย
ยิ่งเมื่อบวกกับการที่ธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) ประกาศใช้นโยบายเสริมสภาพคล่องด้วยการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จนส่งผลให้ตลาดการเงินของภูมิภาคกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากซบเซามานาน
ความสดใสคล้ายกับฟ้าหลังฝน จึงนับเป็นสัญญาณบวกที่ทำให้ อังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี หัวเรือใหญ่ของกลุ่มย้ำแบบมั่นอกมั่นใจ ว่าวิกฤตหนี้ของภูมิภาคได้ลดระดับความรุนแรงลงแล้ว ขณะที่ มาริโอ มอนติ นายกรัฐมนตรีอิตาลี ก็ยืดอกด้วยความเชื่อมั่นแบบเต็มเปี่ยมกับการเอ่ยว่า วิกฤตครั้งใหญ่ของกลุ่มยูโรโซนได้ผ่านพ้นไปแล้วและกำลังจะจบลง
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ตลอดจนนักวิเคราะห์ ซึ่งจับตาเฝ้ามองสถานการณ์หนี้สาธารณะของยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง ความคืบหน้าที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ไม่ต่างอะไรกับบรรยากาศคลื่นลมสงบก่อนที่พายุรุนแรงลูกใหญ่จะเข้าถล่ม
เพราะหนี้กรีซยังไม่หายไปไหน ขณะที่เงินกองทุนช่วยเหลือก็ยังตกลงกันไม่ได้ และกลไกนโยบายแก้ปัญหาก็ยังไม่ชัดเจนใดๆ
ทั้งนี้ แม้กรีซจะสามารถเจรจาตกลงกับบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายให้สมัครใจยอมขาดทุนมากกว่า 70% ด้วยการเข้าโครงการสวอปพันธบัตร ช่วยตัดลดยอดหนี้สาธารณะที่สูงเกินกว่า 160% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หนี้กรีซจะหมดไป เพียงแต่วิธีดังกล่าวได้ช่วยให้ภูเขาหนี้กรีซลดขนาดลง และยืดระยะเวลาในการชำระหนี้ให้มีเวลาหายใจหายคอมากขึ้น
หรือพูดให้ง่ายขึ้นก็คือวิธีการดังกล่าว ก็คือยาบรรเทาอาการแต่ไม่ได้รักษาอาการให้หายขาดจากโรค เพราะในท้ายที่สุด กรีซก็ยังต้องหาเงินมาจ่ายหนี้ตามกฎมาตรฐานการค้าสากลที่ว่า “มีหนี้ต้องจ่าย” อยู่ดี
ต้องยอมรับว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซาได้ฉุดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของกรีซซึมตามไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ผลลัพธ์ก็คือ จนแล้วจนรอดเศรษฐกิจของกรีซก็ยังไม่กระเตื้องตามความคาดหวังของบรรดารัฐมนตรีสักที และมีเงินไม่พอใช้หนี้จนต้องขอความช่วยเหลือจากภายนอกที่ต้องแลกกับเงื่อนไขที่แสนเจ็บปวดอย่างมาตรการรัดเข็มขัด
นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้วิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซทุเลาแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับรังแต่จะทำให้เศรษฐกิจของกรีซที่จำเป็นต้องใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจย่ำแย่หนักกว่าเดิม
เพราะมาตรการรัดเข็มขัดประหยัดค่าใช้จ่าย หมายรวมถึงการตัดลดเงินเดือน ลดสวัสดิการ เพิ่มภาษี และปลดลูกจ้างคนงาน
เรียกได้ว่ารัฐบาลกรีซยังมีโจทย์ปัญหาข้อใหญ่ที่ต้องหาทางแก้ให้ตก เพื่อให้มีหนทางหาเงินมาใช้จัดการหนี้และบริหารประเทศ
กิคาส ฮาร์โดเวลิส ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ ลูคัส ปาปาเดมอส นายกรัฐมนตรีกรีซยอมรับในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับแคปิตอล ดอทจีอาร์ เว็บไซต์ด้านการเงินว่า ห้วงเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะนิ่งนอนใจ เพราะรัฐบาลกรีซมีเวลาเหลือเพียงแค่ 7-8 เดือนที่จะหาทางฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากทั้งหนี้สาธารณะและภาวะเศรษฐกิจซึมเซา ไม่เช่นนั้นกรีซจะกลับเข้าสู่วงจรเดิม สร้างความหวาดผวาให้กับนักลงทุนอีกระลอก
ปัญหาหนักอกของกรีซและของอียูประการต่อมา ก็คือปริมาณเงินในกองทุนแก้หนี้ที่จะใช้เงินจากกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) มูลค่า 2 แสนล้านยูโร (ราว 8 ล้านล้านบาท) ซึ่งกำลังจะหมดอายุลง ควบคู่ไปกับกองทุนช่วยเหลือถาวรอย่างกองทุนกลไกสร้างเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) ซึ่งมีความสามารถในการปล่อยกู้ได้มากถึง 5 แสนล้านยูโร (ราว 20 ล้านล้านบาท)
ประเด็นที่ยังคงถกเถียงกันอย่างดุเดือด ก็คือปริมาณเงินในกองทุนแก้หนี้ โดยบรรดานักวิเคราะห์ รัฐมนตรีและองค์กรชั้นนำของโลกต่างเห็นตรงกันว่า เงินช่วยเหลือดังกล่าวไม่น่าจะเพียงพอที่จะจัดการวิกฤตหนี้กรีซในอนาคตได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในสถานการณ์หนี้ท่วมที่กรีซและยุโรปกำลังต้องการความเชื่อมั่นจากนักลงทุนอย่างยิ่งยวด การเพิ่มเงินในกองทุนช่วยเหลือยังนับเป็นอีกหนึ่งทางที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่ายุโรปมีมาตรการช่วยเหลือที่แข็งแกร่ง และมีความสามารถต้านทานกับวิกฤตหนี้ในอนาคต
ล่าสุด องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) อีกหนึ่งองค์กรตามหลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ออกมาเร่งให้บรรดาผู้นำในกลุ่มยูโรโซนเพิ่มเงินในกองทุนแก้หนี้อย่างเร่งด่วน โดยมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านยูโร (ราว 40 ล้านล้านบาท)
ทว่า การที่เงินในกองทุนเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นมาได้นั้น ต้องได้รับความยินยอมเห็นชอบจากประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างเยอรมนี เนื่องจากเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนรายใหญ่
แต่ท่าทีในปัจจุบันของผู้นำเยอรมนีที่ยังยืนกรานจะไม่เพิ่มเงินกองทุน เพราะเท่าที่จ่ายสมทบให้ทุกวันนี้ก็แทบจะกระอักแล้ว นับเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้เห็นแล้วว่า วิกฤตหนี้คงไม่อาจจบลงได้ง่าย
ยิ่งมีแววว่าสเปนกำลังเสี่ยงกับการเป็นวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปอีกหนึ่งประเทศ จากการขาดดุลงบประมาณที่สูงเกินเป้าที่กำหนดไว้ที่ 4.4% และตัวเลขคนว่างงานที่สูงถึง 22% ก็ยิ่งทำให้สัญญาณพายุลูกใหม่ของยุโรปเด่นชัดขึ้น
ปัญหาชวนปวดหัวประการสุดท้าย ก็คือนโยบายแก้ปัญหาระยะยาวอย่างข้อตกลงควบคุมวินัยการคลังของชาติสมาชิกอียู (Fiscal Pact) ให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันวิกฤตหนี้สินแบบเดียวกับกรีซไม่ให้ซ้ำรอยเกิดขึ้นอีก โดยบังคับให้ประเทศที่ร่วมลงนามต้องรักษาการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่าร้อยละ 0.5 ต่อจีดีพี ซึ่งจะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายของประเทศนั้นๆ
อังกฤษและสาธารณรัฐเช็ก คือสองชาติแรกและสองชาติเดียวที่ส่ายหน้าไม่เอาแผนดังกล่าว ขณะที่ชาติสมาชิกที่เหลือได้เซ็นยินยอมในเบื้องต้น เหลือแต่ต้องเอากลับไปพิจารณาอนุมัติรับรองกับสภาของประเทศนั้นๆ อีกทอดหนึ่ง
เพียงแค่เริ่มต้นที่ชาติสมาชิกไม่เห็นด้วย ก็ส่อเค้าให้เห็นความแตกแยกเสียแล้ว ขณะที่ขั้นตอนพิจารณาอนุมัติก็สะท้อนให้เห็นได้ชัดแล้ว ว่ากว่าโลกจะได้ยลโฉมข้อบังคับใหม่นี้ก็คงอีกนาน
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนที่จะวางใจหอบเงินมาลงทุนในยุโรปในระยะยาว ซึ่งแน่นอนว่าความไม่แน่นอนดังกล่าว ย่อมส่งผลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาค โดยยังไม่นับถึงปัญหาภายในของแต่ละประเทศทั้งจำนวนหนี้สาธารณะของหลายชาติสมาชิกที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น การขาดดุลงบประมาณที่ห่างไกลเกินกว่าเป้าที่กำหนด และบรรดาธนาคารที่ยังอ่อนแออยู่
ทั้งนี้ แม้ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาของยุโรปจะช่วยให้ตลาดทุนกลับเข้าสู่ภาวะสงบมากขึ้น แต่ตราบใดที่อียูยังแก้ปัญหาหนี้ ปัญหากองทุนเงินแก้หนี้และปัญหานโยบายสหภาพการคลังไม่ตก
โลกก็คงต้องลุ้นระทึกกับพายุวิกฤตยุโรปต่อไป







