posttoday
วาระซ่อนเร้นทางการเมือง

วาระซ่อนเร้นทางการเมือง

28 มีนาคม 2555

ผมเข้าใจว่ารากเหง้าความขัดแย้งในสังคมไทยที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นนั้น

โดย...โกวิทย์ พวงงาม

ผมเข้าใจว่ารากเหง้าความขัดแย้งในสังคมไทยที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งล้วนมาจากผู้กุมอำนาจรัฐทั้งในอดีตและในปัจจุบันมี “วาระซ่อนเร้นทางการเมือง” ที่เข้ามาบริหารประเทศ จนทำให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมเกิดความเคลือบแคลงและค้างคาใจในสิ่งที่กระทำ หรือพูดให้รวบรัดก็คือขาดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน

แม้ว่าจะมีข้อเสนอให้หาทางออกลดความขัดแย้งทางการเมืองโดยการแสวงหา “แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ” ที่หลายฝ่ายเห็นด้วยก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายฝ่ายก็ไม่ได้เล่นด้วยกับวิธีการและแนวทางการสร้างความปรองดอง ทั้งนี้เพราะว่าผู้เสนอแนวทางความปรองดองถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้นในแนวทางปรองดองว่าเป็นการช่วยเหลือบุคคลโดยสร้างกระบวนการลบล้างความผิดเพียงเพื่อหาประโยชน์ให้บางคนหรือบางกลุ่มเท่านั้น และที่สำคัญยังไม่เห็นภาพรวมของการตกผลึกของกลุ่มนักการเมืองทั้งฝ่ายที่กุมอำนาจทางการเมืองและฝ่ายที่สูญเสียอำนาจทางการเมืองไปแล้ว ต่างก็ยังมี “วิวาทะในการกล่าวโทษซึ่งกันและกันอยู่เป็นระยะๆ” โดยเฉพาะฝ่ายนักการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์

แม้แต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ และได้มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าไปทำวิจัยแนวทางการสร้างความปรองดองก็ตาม ก็ยังพบว่ามีฝ่ายที่ขานรับและฝ่ายที่คัดค้านแนวทางปรองดองที่ได้ศึกษา และในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยและฝ่ายรัฐบาลที่กุมอำนาจรัฐใช้เสียงข้างมากรวบรัดผลักดันญัตติการปรองดองของ กมธ. เข้าสภา ทั้งๆ ที่หลายฝ่ายก็มองอีกว่ารัฐบาลควรจะเอาเวลาไปแก้ปัญหาเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินค้าแพงขึ้น น้ำมันแพงขึ้น และค่าครองชีพก็สูงขึ้นตามลำดับ จนทำให้ถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้นในทางการเมืองอยู่หรือไม่อย่างไร

ส่วน พล.อ.สนธิ ที่ดำเนินการเรื่องแนวทางการสร้างความปรองดอง อาจจะถูกหลายฝ่ายเคลือบแคลงโดยมองว่ากำลังร่วมมือกับรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยหรือไม่ในการหยับยกข้อเสนอให้เพิกถอนและยุติคดีที่เกิดขึ้นจากการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งทำให้เป็นประเด็นที่คนในสังคมมีความเคลือบแคลง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาเหตุการณ์ที่ พล.อ.สนธิ อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ได้ออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 1 มีใจความโดยสรุปว่า ...

ด้วยเป็นที่ปรากฏโดยแน่ชัดว่า การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน (คงหมายถึงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งแบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะด้วยวิธีการหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยประชาชนส่วนใหญ่เคลือบแคลงอันส่อไปในทางทุจริตอย่างกว้างขวาง..

หน่วยงานองค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถตอบสนองเจตนารมณ์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นผู้เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง แม้หลายภาคส่วนสังคมจะได้พยายามประนีประนอมคลี่คลายสถานการณ์มาโดยตลอดต่อเนื่องแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยุติลงได้

แม้ว่าปรากฏการณ์การทำรัฐประหารที่เกิดขึ้น มีทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร และฝ่ายที่มองว่าการรัฐประหารเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การเห็นด้วยตามที่คณะรัฐประหารได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 แต่ในเวลาต่อมาก็เห็นว่ารัฐบาลที่ตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และมี คมช.สนับสนุนอยู่เบื้องหลังนั้น ก็มิได้ดำเนินการบริหารจัดการและทำความจริงให้ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับการจาบจ้วงและหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือแม้กระทั่งการบริหารราชการแผ่นดินของผู้นำที่ถูกปฏิวัติว่ามีความเคลือบแคลงอันส่อไปในทางทุจริตก็ตาม รวมทั้งการที่องค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมืองก็เช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่าการหาทางออกของความขัดแย้งจะดำเนินไปโดยการเสนอแนวทางปรองดองก็ตาม ผมก็ยังเห็นว่าแนวทางการปรองดองที่กำลังดำเนินการอยู่เป็นการดำเนินการโดยฝ่ายนักการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐเป็นหลัก อาจจะทำให้สังคมเกิดการเคลือบแคลงสงสัยว่าแนวทางการปรองดองที่ดำเนินการโดยนักการเมืองจะมีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ และแนวทางหนึ่งที่น่าจะเป็นจุดที่ทำให้สังคมสบายใจก็คือ นักการเมืองต้องถอยห่างออกมา และไม่ควรจะไปเกี่ยวข้องทั้งในเรื่องแนวทางการปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มองเห็นว่า คนกลางที่เป็นภาคส่วนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและไม่มีวาระซ่อนเร้น พร้อมที่จะทำความจริงให้ปรากฏนั้น เป็นทางออกในเรื่องความปรองดองของสังคมไทย

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก