posttoday
เปิดจม.'สถาบันพระปกเกล้า' ถึง'บิ๊กบัง'

เปิดจม.'สถาบันพระปกเกล้า' ถึง'บิ๊กบัง'

23 มีนาคม 2555

ล้มเสียงข้างมากลากปรองดอง

ล้มเสียงข้างมากลากปรองดอง

หมายเหตุ :นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานหัวหน้าคณะผู้วิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า ได้ทำหนังสือถึงพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ให้ทบทวนการมีมติของกมธ.ในประเด็นการให้อภัยผ่านการนิรโทษกรรมและการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยมีเนื้อหาดังนี้

 

เปิดจม.'สถาบันพระปกเกล้า' ถึง'บิ๊กบัง'

จาก "รายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ" ของสถาบันพระปกเกล้าที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาฯนั้น คณะผู้วิจัยได้มีข้อสรุปชัดเจนว่า ภายใต้สภาวะความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันที่ต่างฝ่ายต่างยังคงยึดมั่นอยู่ในจุดยืนและความต้องการของตนเองจนไม่สามารถแสวงหาทางออกร่วมกันได้นั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการในโอกาสแรกซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและความสำเร็จในการสร้างความปรองดอง คือ การสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดองในสังคมไทยด้วยการริเริ่มกระบวนการพูดคุยเสวนา (Dialogue) ภายในคณะกรรมาธิการฯ

เพื่อหาข้อสรุปเบื้องต้นร่วมกันต่อข้อเสนอในรายงานฯโดยไม่ใช้เสียงข้างมากในการตัดสิน หลังจากนั้นจึงขยายผลการพูดคุยสู่สังคมในวงกว้างโดยการเปิดเวทีเสวนาระดับพรรคการเมือง กลุ่มผู้สนับสนุน และประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและพิจารณาหาแนวทางการสร้างความปรองดองในชาติที่ยอมรับได้ร่วมกัน
               
บัดนี้ได้ปรากฏตามอ "(ร่าง)รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร" ซึ่งจัดทำโดยสำนักกรรมาธิการ 3 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ณ วันที่ 20 มี.ค.2555ว่าทางคณะกรรมาธิการฯได้ใช้เสียงข้างมากในการให้ความเห็นชอบในประเด็นดังต่อไปนี้
               
1.การให้อภัยผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองโดยรวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่รัฐและผู้บังคับบัญชา ตลอดจนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเห็นชอบในทางเลือกที่ 1 คือ ออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดทุกประเภท ทั้งคดีการกระทำความผิดตามพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ.2548 และคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ด้วยเสียงข้างมากจำนวน 23 ท่าน ในขณะที่คณะผู้วิจัยได้ระบุไว้ในรายงานชัดเจนว่าอย่างน้อย สิ่งที่ต้องดำเนินการ คือ การพูดคุยเสวนาในวงกว้างถึงคำจำกัดความของคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองเสียก่อน
           
2.การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและเป็นการลดเงื่อนไขของข้อกล่าวอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในส่วนของการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาโดยกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยเห็นชอบในทางเลือกที่3 คือ ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดยคตส.ทั้งหมดและไม่นำคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง ด้วยเสียงข้างมาก 22 ท่าน ในขณะที่คณะผู้วิจัยได้ระบุไว้ในรายงานชัดเจนว่าทางเลือกนี้จะทำให้ความปรองดองเป็นไปได้ยากและมีบางฝ่ายเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาในกรณีการทุจริตหรือใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบนั้นยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
           
ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการใช้คะแนนเสียงข้างมากในการตัดสินใจดังกล่าวของคณะกรรมาธิการฯหรือของสภาฯโดยที่บรรยากาศแห่งความปรองดองซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญ ยังไม่เกิดขึ้นในสังคม และเชื่อว่าการใช้เสียงข้างมากในการกำหนดแนวทางการสร้างความปรองดองจะเป็นเพียงการสร้าง "ความยุติธรรมของผู้ชนะ" เท่านั้น ซึ่งรายงานวิจัยได้ระบุว่า การยึดถือเสียงข้างมากโดยละเลยความเห็นที่แตกต่างนั้นถือเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงรอบใหม่ได้อีกในอนาคต อันขัดกับเจตนารมณ์ของคณะผู้วิจัยอย่างชัดเจน
               
ด้วยเหตุนี้ เพื่อดำรงคุณค่าและหลักการสำคัญของการปรองดอง ตลอดจนป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีกครั้งในสังคม คณะผู้วิจัยจึงขอให้คณะกรรมาธิการฯพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอในส่วนของการริเริ่มกระบวนการพูดคุยเสวนาทั่วประเทศ เพื่อให้ได้ข้อสรุปต่อการสร้างความปรองดองในชาติที่ทุกฝ่ายยอมรับในระดับที่ทำให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปได้ตามที่ได้เสนอไว้แล้วในรายงานวิจัยโดยไม่จำกัดเวลาและวาระการทำงานของคณะกรรมาธิการฯเพื่อให้ภารกิจมีความต่อเนื่อง
           
แต่หากคณะกรรมาธิการฯหรือสภาฯมีการลงมติเลือกแนวทางหนึ่งแนวทางใดอย่างรวบรัดด้วยเสียงข้างมากโดยเฉพาะในประเด็นการให้อภัยผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมและการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยมิได้ดำเนินการตามข้อเสนอของคณะผู้วิจัยในส่วนของกระบวนการดังกล่าวที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วเสียก่อน คณะผู้วิจัยจะขอถอนรายงานวิจัยที่ได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการฯเพื่อมิให้มีการนำผลการวิจัยไปใช้ในการอ้างอิงเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองที่ไม่เอื้อต่อการสร้างความปรองดองในชาติได้อีกต่อไป
              
 จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา จักขอบพระคุณยิ่ง
 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก