
ธปท.ไร้น้ำยาคุมค่าต๋ง
...ทีมข่าวการเงิน
สร้างความฮือฮา และรับคำสรรเสริญกันไปพอสมควร หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำท่าเอาจริงเอาจังลุกขึ้นมาปรับปรุงโครงสร้าง จัดระเบียบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการชำระเงินและบริการทางการเงินให้เป็นธรรมมากขึ้น
เพราะผลของการศึกษานั้น มีข้อมูลฟ้องเอาไว้ชัดเจนว่า การจัดเก็บค่าธรรมเนียมของสถาบันการเงินในระบบที่เป็นอยู่นั้น ไม่เป็นธรรมกับประชาชนผู้บริโภค
เพราะธนาคารส่วนใหญ่เรียกเก็บในอัตราที่เต็มเพดาน มากกว่าที่จะหันมาแข่งขันกันอย่างแท้จริง เพื่อให้ราคาถูกลง
ที่สำคัญกว่านั้น ยังพบว่าธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมในลักษณะเข้าข่าย
“ฮั้ว” กันด้วยซ้ำไปนั้นมันโดนใจประชาชนปฏิบัติการปัดกวาดการโขกค่าต๋งของ ธปท. และกระทรวงการคลังจึงสร้างความชื่นชมกับประชาชนจำนวนมาก ที่ปัจจุบันไม่มีทางเลือกในการใช้บริการจากสถาบันการเงินมากนัก
แบงก์บอกให้ชำระค่าธรรมเนียมเท่าใดก็ต้องจ่ายเท่านั้น
แต่พลันเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังสถาบันการเงินทุกแห่ง ให้เปิดเผยข้อมูลอัตราค่าธรรมเนียมของธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ให้ละเอียดต่อสาธารณชนยิ่งขึ้นอีก 24 รายการ จากปัจจุบันที่กำหนดให้เปิดเผยค่าธรรมเนียมอยู่ 54 รายการ รวมเป็น 78 รายการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น และช่วยให้ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบอัตราค่าบริการได้สะดวกขึ้นเท่านั้น
ก็สะท้อนว่า ธปท. มิได้ให้ความสำคัญกับค่าต๋งที่สถาบันการเงินเรียกเก็บจากลูกค้ามากนัก คำสรรเสริญเยินยอก็กลายเป็นก้อนหินปาเข้าใส่ ธปท. ตูมตาม
เพราะการออกมาประกาศเช่นนี้ของ ธปท. ก็เท่ากับเป็นการเปิดให้
“เจ้ามือ” ประกาศอัตราที่จะ “กิน” จาก “ลูกค้า” โดยอิสระจากนั้นก็ให้
“ลูกค้าที่ไม่มีทางเลือก” ตัดสินเอาเองว่าจะเลือกใช้บริการหรือไม่ใช้บริการสถาบันการเงินที่คิดจากลูกค้าแพงเกินเหตุแล้ว หันไปใช้บริการธนาคารที่คิดต่ำกว่าแต่ค่าบริการนั้นอาจคิดแพงเกินกว่าที่ควรจะเป็นก็ได้
แม้หนึ่งในคณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การกำหนดให้สถาบันการเงินจัดทำรายการคิดค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้ละเอียดขึ้น เป็นแยกเป็นหมวดหมู่มากขึ้น ตามแบบฟอร์มใหม่ข้างต้นนั้น ถือเป็นการเริ่มต้นการจัดระเบียบโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้มีความโปร่งใสเป็นธรรมมากขึ้น
ขณะเดียวกันยังช่วยกระตุ้นให้ระบบสถาบันการเงินมีการแข่งขันมากขึ้นด้วย
เพราะการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จะทำให้ลูกค้าหรือประชาชนผู้บริโภคได้ประโยชน์มากขึ้น
ถ้าสถาบันการเงินเปิดเผยข้อมูลโปร่งใสมากขึ้น ลูกค้าก็สามารถเปรียบเทียบอัตราค่าบริการก่อนใช้บริการได้ ช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวกเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน
ที่สำคัญยังสามารถทำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
กรรมการระบบการชำระเงินเล็งผลเลิศว่า
“ต่อไปใครคิดค่าบริการแพง ผู้บริโภคก็อาจจะไม่เลือกใช้บริการ ดังนั้นการเปิดเผยนี้จะเป็นแรงกดดันให้สถาบันการเงินที่คิดแพงกว่าระบบ ต้องไปปรับปรุงค่าบริการของตัวเองให้เหมาะสม เพื่อให้แข่งขันได้”ชัดเจนโดยไม่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลใดๆ ก็บอกได้ว่า ประชาชนผู้ใช้บริการสถาบันการเงินเชิญใช้วิจารณญาณตัดสินใจเอาเองก็แล้วกันว่า จะใช้หรือไม่ใช่
ส่วน ธปท. นั้นจะไม่ลงไปกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรม เพราะต้องการให้ตลาดมีความเสรีในการแข่งขัน
เสรีกันตามสบาย 3 เดือน ระบบสถาบันการเงินจะฟันรายได้ค่าธรรมเนียม 2.12.4 หมื่นล้านบาท 4 ไตรมาส หรือ 12 เดือน จะฟาดฟันรายได้ไปเป็น 89 หมื่นล้านบาท ก็ช่างปะไร
ข้อมูลที่นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ผู้อำนวยการด้านนโยบายการแข่งขันทางการค้าและคุ้มครองผู้บริโภค ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจรายสาขา ทีดีอาร์ไอ ผู้ศึกษาข้อมูลครั้งนี้ ออกมาบ่งชี้ว่า การกำหนดราคาค่าธรรมเนียมมีปัญหาค่อนข้างมาก
การให้บริการโอนเงินเข้าบัญชีระหว่างธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์ (Bulk Payment) ที่ลูกค้าจะเป็นธุรกิจหรือเป็นบริษัทจ่ายเงินเดือนให้พนักงานหรือจ่ายเงินให้ผู้ผลิต ที่ระบบสถาบันการเงินจะคิดราคามาตรฐานเดียวกันหมด คือ 12 บาท 40 บาท และ 100 บาท ขึ้นอยู่กับวงเงินที่จะโอน ไม่ว่าจะธนาคารไหน ราคาค่าธรรมเนียมก็คิดเหมือนกันหมด ก็ไม่เป็นไร
การโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม หรือผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีต้นทุนการบริการแสนถูก แต่ก็เรียกเก็บในราคาค่อนข้างสูง คือ ถ้าโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มในวงเงินไม่เกิน 1 หมื่นบาท จะเสียค่าธรรมเนียม 25 บาท
ถ้าเกิน 1 หมื่นบาท จะเสียเงิน 35 บาท ไม่ว่าจะไปธนาคารไหน ตู้เอทีเอ็มไหน ลูกค้าผู้บริโภคก็ต้องจ่ายในอัตราเดียวกันหมด
เชิญประชาชนทนทุกข์กับการคิดค่าทวงหนี้กันโหดกันต่อไป
ธนาคารไทยพาณิชย์ประกาศเป็นระเบียบชัดเจนว่าจะเก็บค่าทวงถามหนี้บัตรเครดิตที่ค้าง 12 รอบบัญชี คิด 250 บาทต่อรอบบัญชี หากค้าง 2 รอบบัญชีขึ้นไป จะเก็บ 300 บาทต่อรอบบัญชี
ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจะคิดค่าทวงถามหนี้ครั้งแรก และครั้งที่ 2 ครั้งละ 267.50 บาท ครั้งที่ 3 จะเรียกเก็บเพิ่มเป็น 321 บาท
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) คิด 310.30 บาทต่อรอบบัญชี
ไฟแนนซ์รถยนต์ในสังกัดธนาคารบางแห่งคิดค่าทวงหนี้โหดสุดๆ เฉพาะค่าออกหนังสือทวงถามอย่างเดียวขูดโขกสับกันฉบับละ 1,500 บาท
สูงเกินกว่าค่าแรงของกรรมกร ลูกจ้างแรงงานคนหนึ่งที่ทำงานมาตลอดทั้งวันแล้วได้ค่าแรงค่าจ้างไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานแค่วันละ 180210 บาท ก็ช่างมันปะไร
ธปท. เลือกแล้วว่า จะไม่กระโจนเข้าไปเป็นผู้กำกับดูแล แต่จะปล่อยให้กลไกตลาดการเงินเสรีที่สถาบันการเงินทั้ง 1415 ราย เป็นผู้กำหนดเป็นผู้ดำเนินการ
นัยว่า เพื่อประโยชน์ของระบบ เพราะถ้าทำอย่างนี้แบงก์คงไม่ถึงกับเข้าเนื้อ
วิธีคิดของ ธปท. แบบนี้ฟันธงไปได้เลยว่า การเดินหน้าแก้ไขปัญหาค่าธรรมเนียม โดยการใช้กลไกลตลาดจะไม่ได้ผล
เชิญเตรียมรับก้อนอิฐจากประชาชนผู้บริโภคกว่า 60 ล้านคน เป็นรางวัลตอบแทนในผลงานได้เลย







