
ยุดทองของข้าวยุดเศร้าของชาวนา
...ทีมข่าวต่างประเทศ
ปี2553 อาจเป็นอีกปีที่ราคาข้าวและธัญพืชสำคัญของโลกทำราคาสูงขึ้น เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกหลายแห่งของโลกประสบกับภัยธรรมชาติรุนแรง ตั้งแต่อุทกภัยไปจนถึงภาวะแห้งแล้งเป็นประวัติศาสตร์ ต้อนรับการมาเยือนของภาวะเอลนินโญที่กำลังคืบคลานเข้าในหลายส่วนมุมของโลก
เฉพาะในพื้นที่ทางตอนเหนือของโลกต้องประสบกับภาวะอากาศหนาวอย่างรุนแรง ยังผลให้ปริมาณการผลิตธัญพืชสำคัญอย่างข้าวโพดและถั่วเหลืองต้องถีบตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
สภาพอากาศที่ผันผวนของโลกไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ผลักดันราคาธัญพืช แต่ยังรวมถึงเงื่อนไขทางการเงินที่บีบคั้นจนทำให้นักลงทุนหันมาลงทุนกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรตั้งแต่ข้าวจนถึงน้ำตาล และตั้งแต่ข้าวโพดจนถึงยางพารา
ปัจจัยสำคัญก็คือการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่อง กดดันให้นักลงทุนต้องเผ่นหนีมาลงทุนกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีอนาคตดีกว่า
อาจกล่าวได้ว่ายิ่งสภาพอากาศโลกย่ำแย่เพียงใด และยิ่งเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่ามากเพียงใด สินค้าประเภทโภคภัณฑ์ประเภทธัญพืชจะยิ่งอยู่ในความสนใจของนักเก็งกำไรมากเท่านั้น โดยเฉพาะปัจจัยจากสภาพอากาศโลกที่มีแนวโน้มที่จะแห้งแล้งรุนแรงในปีนี้จนทำการเพาะปลูกได้เพียงจำนวนน้อยนิด ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ภาวการณ์เช่นนี้หมายความว่าราคาจะปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูงมาก และค้างอยู่ในระดับนี้ยาวนานกว่าปีที่แล้ว หรือปี 2551 ที่ราคาอาหารพุ่งขึ้นมารวดเร็วและดิ่งลงเร็วพอๆ กันจากฝีมือของนักเก็งกำไร
แต่ในระยะยาวแล้ว ช่วงทศวรรษนี้จะเป็นทศวรรษที่ธัญพืชหลักอย่างข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่วเหลืองจะทำราคาในระดับ
“พีก”กระทรวงเกษตรของสหรัฐ คาดว่าราคาข้าวโพดซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่มีราคาดีที่สุดในสหรัฐ จะทำราคาในระดับสูงสุดในปีนี้ที่ 3.90 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน
ส่วนข้าวสาลีในสหรัฐคาดว่าจะทำราคาขึ้นมาในระยะหนึ่ง เนื่องจากเกษตรกรเก็บข้าวในสต๊อกเพื่อรอให้ราคาถีบตัวขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง
ส่วนถั่วเหลืองมีแนวโน้มที่จะทำราคาเป็นประวัติการณ์เช่นกัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นจะกระตุ้นความต้องการถั่วเหลืองเพื่อนำมาผลิตอาหารมนุษย์ อาหารสัตว์ และพลังงานไบโอฟิวล์ หรือพลังงานชีวภาพ
ในจีน อินเดีย ผลิตผลมีราคาสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรงจนทำให้เกษตรกรไม่อาจเพาะปลูกได้ตามฤดูกาล ส่งผลให้ปริมาณข้าวไม่เพียงพอต่อความต้องการ และราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ราคาพืชผลที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะร่ำรวยเป็นกอบเป็นกำตามไปด้วย ตรงกันข้ามในประเทศกำลังพัฒนา เกษตรกรส่วนใหญ่กลับได้รับประโยชน์เป็นรายท้ายๆ หากข้าวหรือธัญพืชสำคัญทำราคาดี
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อินเดีย ขณะนี้ราคาอาหารในอินเดียพุ่งขึ้นมาถึง 18% เป็นการปรับราคาที่เร็วที่สุดในรอบ 11 ปี เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวได้รับผลกระทบจากภาวะแห้งแล้งรุนแรง แต่ปรากฏว่าเกษตรกรอินเดียยังมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่เลวร้าย
วันดานา ศิวะ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมของอินเดีย เปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า นับตั้งแต่ปี 2540 มีชาวนาในอินเดียตัดสินใจฆ่าตัวตายถึง 2.5 แสนคน เนื่องจากปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว
มูลเหตุที่ชาวนาอินเดียต้องมีหนี้สินรุงรัง เนื่องจากปัจจัยการผลิตของเกษตรกร นั่นคือเมล็ดพันธุ์พืช ตกอยู่ภายใต้การผูกขาดของอุตสาหกรรมไบโอเคมี โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติจากต่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการเพาะปลูกถีบตัวสูงขึ้น
ตัวการปัญหาอีกประการที่ละเลยไม่ได้คือ แนวโน้มของการนำธัญพืชมาผลิตเป็นพลังงานชีวภาพ แนวโน้มนี้เป็นผลพวงมาจากความกระหายพลังงานของประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ จากการเปิดเผยของกระทรวงเกษตรสหรัฐ พบว่าธัญพืชที่ถูกนำไปผลิตพลังงานชีวภาพในสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว เพียงพอที่จะเลี้ยงประชากรได้ถึง 330 ล้านคนภายใน 1 ปี
ความต้องการธัญพืชเพื่อผลิตพลังงานทดแทนไม่เพียงไม่ช่วยเกื้อหนุนเกษตรกรส่วนใหญ่ของโลกเท่านั้น แต่ยังทำให้จำนวนผู้ยากไร้ทั่วโลกที่ขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้นถึง 1,000 ล้านคน คนจนเหล่านี้ก็คือเกษตรกรระดับรากหญ้านั่นเอง
ที่จีนมีปัญหาเฉพาะตัว ขณะนี้ปริมาณการผลิตตกต่ำลงอย่างมากเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง และเนื่องจากชาวนาไม่ยอมเพาะปลูกเพราะไม่คุ้มต้นทุน ส่งผลให้รัฐบาลจีนต้องปรับเพิ่มราคาข้าวรับซื้อสำหรับสต๊อกของภาครัฐอีก 105 หยวนต่อทุกๆ กิโลกรัม เพื่อกระตุ้นให้ชาวนาเพิ่มผลผลิต
แต่การทำเช่นนี้พลอยให้ภาวะเงินเฟ้อในจีนจะยิ่งรุนแรงขึ้น และในท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับผลคือชาวนาที่ต้องซื้อข้าวกินอีกต่อหนึ่ง
ปัญหานี้คล้ายคลึงกับหลายส่วนของโลก รวมถึงในไทยที่ขณะนี้ชาวนาได้ลุกขึ้นมากดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ทั้งๆ ที่รัฐบาลโดยกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ราคาข้าวในปีนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากหลายประเทศประสบกับภัยธรรมชาติ
...แม้แนวโน้มของราคาธัญพืชจะดูสดใส แต่ในท้ายที่สุดเกรงว่าชาวนาไทยและชาวนาโลกจะเป็นเพียงบุคคลกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มที่ว่านี้







