
งบติดท่อ...เศรษฐกิจหัวทิ่ม
เศรษฐกิจไทยกำลังเจอมรสุมราคาน้ำมันพุ่ง สินค้าแพง เล่นงานเช้าเย็น จนเป็นมวยเหมือนที่ถูกชกตอนเข้ามุมจนดิ้นหนีไม่ออก
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจไทยกำลังเจอมรสุมราคาน้ำมันพุ่ง สินค้าแพง เล่นงานเช้าเย็น จนเป็นมวยเหมือนที่ถูกชกตอนเข้ามุมจนดิ้นหนีไม่ออก
ขณะที่ข้างหน้าอีกไม่กี่เดือน เศรษฐกิจไทยต้องลุ้นน้ำท่วมรอบใหม่ จะหนักหนาสาหัสทำให้เศรษฐกิจปีนี้สำลักน้ำตายเหมือนเศรษฐกิจปีที่ผ่านมา ที่คาดว่าจะโตได้ 4-5% แต่ประกาศออกมาจริงเหลือแค่ 0.1% เท่านั้น
เศรษฐกิจที่ส่อเค้าจะสะดุด ทำให้รัฐบาลต้องงัดทุกกลยุทธ์ฉุดลากเศรษฐกิจให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ 4-5%
การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากทำได้ดี มีเงินเข้าระบบ เกิดการจ้างงาน สร้างงานใหม่ เศรษฐกิจไทยปีนี้ก็น่าฉลุย
แต่หากทำได้ตรงข้าม เศรษฐกิจก็จ่อปากเหวตกจากหน้าผาได้ง่าย
นับตั้งแต่หลังน้ำท่วมปลายปี 2554 รัฐบาลตั้งงบด่วนฟื้นฟูน้ำท่วม 1.39 แสนล้านบาท แต่จนถึงวันนี้น้ำจะท่วมรอบใหม่ไม่กี่เดือนงบส่วนนี้เพิ่งเบิกจ่ายผ่านครึ่งทางได้ 7.33 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
ขณะที่งบที่เหลือยังเบิกจ่ายไม่ได้อีก เพราะการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้ ได้มีการเบรกงบทบทวนและยกเลิกโครงการถึง 1.22 หมื่นล้านบาท เนื่องจากไม่มีความพร้อม บางโครงการก็มีความซ้ำซ้อน ไม่ชัดเจน
ประเมินช็อตแรกของการอัดฉีดเงินอัดเศรษฐกิจ ก็ต้องถือว่าลุ่มๆ ดอนๆ จำนวนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ช้า และก็น้อยกว่าที่คาดการณฺ์ไว้
การฟื้นฟูเศรษฐกิจจากน้ำท่วมที่คาดว่าจะทำได้เร็วได้มาก ก็อ่อนแรงทำได้ช้าได้น้อยลงไปด้วย
นอกจากนี้ การอัดเม็ดเงินผ่านงบ ประมาณปี 2555 ที่เป็นเงินก้อนใหญ่ ก็ยังไม่ราบรื่นห่างจากเป้าที่ตั้งไว้ให้ได้ 93% ในงบภาพรวม และ 72% ของงบลงทุน
ถึงตอนนี้จำนวนงบประมาณปี 2555 จำนวน 2.38 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุลถึง 4 แสนล้านบาท กว่าจะใช้ได้จริงเดือน ก.พ.-มี.ค.ที่ผ่านมานี้เอง ล่าช้าไป 4-5 เดือน
สถิติการเบิกจ่ายงบประมาณล่าสุด แม้จะมีการเบิกจ่ายไปแล้ว 1.05 ล้านล้านบาท หรือ 44.15% ของงบประมาณล้วนแล้วแต่เป็นงบประจำหมวดเงินเดือน โครงการเดิม
ส่วนงบลงทุนเบิกจ่ายได้ 1.15 แสนล้านบาท แค่ 28.37%
โจทย์หินของรัฐ คือ เหลือเวลาอีกไม่ถึง 6 เดือนที่เหลือของการเบิกจ่ายจะทำได้ตามเป้าอย่างไร
ในส่วนของการเบิกจ่ายงบประจำไม่มีปัญหา เพราะเป็นค่าเงินเดือนที่ต้องมีการจ่ายเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
อุปสรรคสำคัญอยู่ที่งบลงทุน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ผ่านมาได้ครึ่งทางเบิกจ่ายได้แค่ 1 ใน 4 ทำให้อีกครึ่งทางที่เหลือต้องเบิกจ่ายให้ได้ 2 ใน 4 หรือเงิน 2 แสนล้านบาท จึงถือเป็นงานหินหืดจับ
เพราะการเดินหน้าโครงการลงทุนของไทย ขั้นตอนมาก การเมืองเข้าแทรกแซง หาผลประโยชน์พรรคพวกตัวเอง ทำให้โครงการที่ควรเดินหน้าได้ ไม่ได้เดินหน้า เพราะกลุ่มการเมืองตัวเองไม่ได้ประโยชน์
อีกหลายโครงการเดินหน้าไปแล้วถูกลากกลับมานับหนึ่งใหม่ เพื่อให้คนของตัวเองได้งานได้ประโยชน์ ขณะที่เศรษฐกิจไทยก็ต้องรับกรรมโตแบบเช้าชามเย็นชาม
การที่เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจช้าเป็นเรือเกลือเช่นนี้ ทำให้เศรษฐกิจไม่กระเตื้อง เหมือนคนไข้ที่ได้ยาได้อาหารไม่เต็มที่ไม่ครบหมู่
การบริหารงานของรัฐบาลก็ดูเป็นมือใหม่หัดขับ เพราะในยามเศรษฐกิจที่ไม่ปกติ งบลงทุนถือเป็นตัวขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ไปได้
การที่ตั้งงบประมาณลงทุนไว้ 4 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องตั้งเป้าใส่เกียร์ 5 เบิกจ่ายไว้ให้ได้มากที่สุด
แต่ปรากฏว่า รัฐบาลตั้งเป้าเบิกจ่ายไว้แค่ 72% ไม่ถึง 1 ใน 3 ไปด้วยซ้ำ คิดเป็นเม็ดเงิน 3 แสนล้านบาทเท่านั้น
หากมองอีกด้านหนึ่งก็พบว่างบลงทุนที่ควรเบิกอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ถูกปล่อยทิ้งไปถึง 1 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อย หากสามารถผลักดันเข้าสู่ระบบได้ จะทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากขึ้น เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี
แต่รัฐบาลที่บริหารเศรษฐกิจเหมือนมือสมัครเล่น ไม่สนใจเรื่องสำคัญดังกล่าว และยังพบว่ารัฐบาลสนใจใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคิดโครงการประชานิยม ลด แลก แจก แถม หาคะแนนนิยมใส่ตัวใส่พรรคเป็นสำคัญ
ล่าสุดนโยบายพักหนี้ลูกหนี้ดีของธนาคารรัฐจำนวน 5 ล้านราย ถึงขนาดที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย และวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง เรียกผู้บริหารธนาคารรัฐหารือด่วนวันหยุด ทั้งๆ ที่รู้ว่านโยบายนี้จะทำให้เกิดความเสียหายกับธนาคารรัฐถึงขาดทุนเสียหายเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท ก็ยังพยายามเช้าเย็นเข็นโครงการนี้ออกมาให้ได้
ขณะที่เรื่องราคาสินค้าแพงที่รุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กลับออกมายืนยันว่า ราคาสินค้าไม่แพง หลายรายการถูกกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน ค้านความรู้สึกคนหาเช้ากินค่ำ และยังไม่ตรงกับข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ที่ฟ้องว่าราคาสินค้าเกือบทั้งหมดแพงขึ้นกว่าเดิมทั้งนั้น
การบริหารเศรษฐกิจที่ไม่แก้จุดอ่อนเสริมจุดแข็ง เอาแต่การตอบโต้ชี้แจงข้อมูลเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจที่คาดว่าจะโตได้ 4-5% เป็นฝันที่ห่างไกล
นอกจากการเบิกงบฟื้นฟูน้ำท่วมเร่งด่วนและงบลงทุนปี 2555 เกยตื้นแล้วในส่วนของงบเงินกู้ พ.ร.ก.พัฒนาบริหารจัดการแหล่งน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ก็ส่อเค้าใช้ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ออกมาเปิดเผยว่า ตามแผนการกู้เงินของรัฐบาลปีนี้ จะมีการกู้เพื่อการขาดดุล 4 แสนล้านบาท กู้เงินตาม พ.ร.ก.พัฒนาบริหารจัดการแหล่งน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และกู้ตาม พ.ร.ก.จัดตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติ 5 หมื่นล้านบาท รวมเป็นการก่อหนี้ใหม่ทั้งสิ้น 8 แสนล้านบาท
การกู้ดังกล่าว หากทำได้ตามแผนจะทำให้สัดส่วนหนี้จาก 41-42% ของจีดีพี จะขึ้นไปแตะระดับ 50% ของจีดีพี
อย่างไรก็ตาม จักรกฤศฏิ์ ยอมรับว่า ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เพราะในส่วนของการเบิกจ่ายเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทไม่เชื่อว่าจะทำได้ไวภายในปีนี้หรือปีหน้า เพราะเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ต้องพิจารณาความเป็นไป อนุมัติขั้นตอนต่างๆ กว่าจะได้ใช้เงินได้จริงยังอีกไกล
จะเห็นว่า แม้แต่เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ที่เร่งรัดออกเป็นกฎหมายพิเศษให้ออกมาใช้เงินได้เร็ว แต่พอถึงขั้นตอนใช้เงินจริงเพื่อดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ก็สะดุดช้าไม่ทันการณ์เหมือนเดิม
เศรษฐกิจที่คาดว่าจะโตฟูขึ้นจากเงินส่วนนี้ ก็ต้องแฟบไปยังไม่มีทางช่วย
หากรัฐบาลมือใหม่ยังไม่รีบยกเครื่องปรับการบริหารเศรษฐกิจใหม่ เห็นที่เศรษฐกิจไทยจะสาหัสสะบักสะบอมตั้งแต่น้ำยังไม่ท่วม







