
2540 ปฏิรูปการเมือง...2555 อาฆาตมาดร้าย
ทำไมบรรยากาศการร่างรัฐธรรมนูญปี 2555 ครั้งนี้ ถึงแตกต่างกันสิ้นเชิงกับปี 2540
ทำไมบรรยากาศการร่างรัฐธรรมนูญปี 2555 ครั้งนี้ ถึงแตกต่างกันสิ้นเชิงกับปี 2540 เพราะเต็มไปด้วยอารมณ์ความแตกแยก การไม่เชื่อใจต่อกัน และกำลังเป็นระเบิดเวลาสู่ความขัดแย้งใหญ่ ขณะที่ปี 2540 เป็นความหวังของสังคมที่ร่วมมือกันทุกภาคส่วน สนับสนุนการยกร่าง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง
สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 ถอนหายใจก่อนตอบ “แตกต่างกันตรงที่ปี 2540 เป็นความเคลื่อนไหวเรียกร้องของประชาชนที่อยากจะปฏิรูปการเมือง เพราะก่อนหน้านั้นมันเพิ่งผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และก็มีการทำรัฐธรรมนูญโดยฝ่ายปฏิวัติมา จนสังคมสุกงอมต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำกติกา แต่วันนี้ที่ต่างกันเล็กน้อยคือ รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งใช้มาตั้ง 8 ปี 11 เดือน ถูกฉีกโดยคณะปฏิวัติ และก็มาร่างใหม่เป็นรัฐธรรมนูญ 2550 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) สังคมก็คิดว่า อยากจะกลับไปสู่บรรยากาศที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำกติกาอีกครั้ง จะได้จบความเคลือบแคลงสงสัยว่า กติกานี้มาจากเผด็จการ”
“ยุคนี้เอาเป็นเอาตาย ไม่เหมือนเมื่อก่อน มันแค่แตกต่างความคิด ไม่เคียดแค้น อาฆาตมาดร้าย แต่วันนี้มันมีเหตุการณ์อย่างอื่นอยู่เบื้องหลังด้วย เวลามาถกเถียงกัน ไม่ใช่แค่เอาชนะกันด้วยเหตุผลแล้ว บางทีมันมีวาระอื่นๆ มาผสม สมัย ชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธานพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญยุค 2540 ก็เอาแค่หลักการ เหตุผลของการปฏิรูปการเมือง ทุกฝ่ายก็เห็นด้วยว่าต้องให้สังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่วันนี้มันไม่ใช่ เรามาทำงานนี้ท่ามกลางความขัดแย้งแรง”
ถามถึงเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยเลือกให้มาทำภารกิจครั้งใหญ่ เป็นประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สามารถ บอกว่า คงเป็นเพราะทำงานยึดหลักการตรงไปตรงมา
“ตลอดเวลาที่ผมทำหน้าที่เป็นรองประธานสภา ผมไม่เคยไปขึ้นเวทีอะไรที่ไหน ผมรักษาความเป็นกลางของผม เพราะถือว่าผมมีสถานะที่ต้องมากำกับดูแลการประชุมสภา กระทั่งหลายคนมองว่า หลังเลือกตั้งผมก็ไม่ได้ไปเป็นอะไรกับเขาเลย อาจเพราะว่าผมไม่เทกไซส์ และผมก็ไม่ไปเอาใจผู้ใหญ่ ก็นึกมาตลอดว่า วันหนึ่งผมคงถูกใช้ในเรื่องที่ผมเหมาะสม ซึ่งในที่สุดมันก็เริ่มตั้งแต่พรรคมอบผมไปเป็นรองประธาน กมธ.ปรองดองแห่งชาติที่มีท่านสนธิ เป็นประธาน จากนั้นในช่วงแก้รัฐธรรมนูญหลายฝ่ายในพรรคมองว่า จะเอาใครมาเป็นประธาน ซึ่งก่อนเขาจะตัดสินใจ เขาก็คงมองว่าใน กมธ.นี้มีทั้งฝ่ายค้าน สว.ก็ต้องเอาคนที่ทุกฝ่ายยอมรับ ไม่ให้เปิดชื่อมาแล้ว คนร้องยี้ เพราะถ้าร้องยี้มันก็ติดลบทันที ไม่ได้รับความร่วมมือ แต่เมื่อเปิดชื่อผมมา ทุกฝ่ายก็บอกรับได้ บวกกับผมเคยเป็น ส.ส.ร. 2540 และตอนผมเป็น สส.สมัยแรก ผมก็อยู่กมธ.พัฒนาการเมือง ซึ่งได้ติดตามการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ เราก็จับเรื่องนี้มาตลอด”
กระทั่งได้มาเป็นประธาน กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ สามารถ บอกว่า พรรคให้เหตุผลกับเขาว่า เป็นคนประนีประนอมดี ไม่มีปัญหากับใคร มีความเหมาะสม เป็นที่ไว้ใจทั้งผู้ใหญ่ของพรรค วิปรัฐบาล และไม่มีใครในพรรคที่ตะขิดตะขวงใจ
ได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ บ้างไหม?
“ไม่เคย... ผมนี่นะบอกตรงๆ ไม่เคยโทรศัพท์ ยกเว้นนานๆ (ลากเสียง) จะส่งข้อความอะไรไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็จะตอบสั้นๆ มา ก็ไม่มีอะไร เรื่องรัฐธรรมนูญก็ไม่เคยคุยกัน ก็ถือว่าท่านอาจจะมองแล้ว...กว่าจะมาเป็นผม ก็มองกันมาแล้ว มีอย่างเดียว ผมต้องทำหน้าที่ผมให้ดีที่สุด”
งานแก้มาตรา 291 นำร่องตั้ง ส.ส.ร. สำหรับสามารถถือเป็นงานประวัติศาสตร์ที่ภาคภูมิใจมาก และท้าทายที่ต้องทำให้ดีตามที่ได้รับความไว้วางใจจากพรรค
“รัฐธรรมนูญเวลาเขาออกแบบเรื่องการแก้ไข เขาผูกโยงกันหมด เราจะไปปะผุเฉพาะเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ได้ มันเลยต้องแก้ทั้งฉบับ แต่เราต้องไม่ทำเอง เพราะเรามีส่วนได้ส่วนเสีย จึงมอบให้คนที่เราคิดว่าน่าจะเป็นกลาง ก็คือ ส.ส.ร.เข้าไปทำ ที่สำคัญ ถ้า ส.ส.ร.เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วประเทศตื่นตัว เราก็จะเห็นบรรยากาศเหมือนตอนเราทำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา ประชาชนทุกแห่งจะเข้ามามีส่วนร่วมวิพากษ์วิจารณ์”







