
จับตาสเปนขาดดุลหนัก-ว่างงานสูง ก่อวิกฤตยุโรประลอกใหม่
ยังไม่ทันจะได้ชื่นชมยินดีกับบทสรุปที่สวยงามของวิกฤตหนี้สาธารณะกรีซให้หายเหนื่อย
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ยังไม่ทันจะได้ชื่นชมยินดีกับบทสรุปที่สวยงามของวิกฤตหนี้สาธารณะกรีซให้หายเหนื่อย บรรดารัฐมนตรีในกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) ก็มีอันต้องมานั่งปวดหัวกับปัญหาตัวเลขการขาดดุลงบประมาณในสเปนอีกครั้ง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา รัฐบาลสเปนมียอดขาดดุลเงินประมาณสูงถึง 8.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งสูงเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ระดับ 6%
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ที่ประชุมกลุ่มยูโรโซนในครั้งนั้นขอร้องแกมบังคับให้สเปนกำหนดมาตรการลดยอดขาดดุลงบประมาณที่เข้มงวดมากกว่าเดิม และยังตั้งเป้าให้สเปนต้องลดการขาดดุลลงเหลือ 4.4% ของจีดีพีภายในปีนี้
กล่าวโดยสรุปก็คือ ให้สเปนเร่งจัดระเบียบวินัยทางการคลังของตัวเอง หรือก็คือ คุมรายรับให้มากกว่ารายจ่าย หรืออย่างน้อยก็ต้องให้สมดุลกัน
อย่างน้อยก็เพื่อตัดไฟไม่ให้ปัญหาหนี้สาธารณะของสเปนที่ในขณะนี้อยู่ที่ 70% ต่อจีดีพีลุกลามบานปลายซ้ำรอยกรีซ
1 ปีผ่านไป รัฐบาลสเปนภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี มาเรียโน ราฮอย ได้สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการประกาศลั่นในช่วงไม่กี่วันก่อนการประชุมประจำเดือนของรัฐมนตรียูโรโซนครั้งล่าสุดว่า ปีนี้ สเปนไม่สามารถบรรลุเป้าการขาดดุลเดิมที่ตั้งไว้กับอียู พร้อมตั้งเป้าการปรับลดใหม่ที่ระดับ 5.8% ต่อจีดีพี
เล่นเอาเหล่ารัฐมนตรียูโรโซนนั่งไม่ติดเก้าอี้กันทีเดียว เพราะการขาดดุลจนเกินเยียวยาเป็นเหมือนการท้าทายเป้าหมายนโยบายสหภาพการคลัง (Fiscal Unionpolicy) ของกลุ่มยูโรโซนที่เพิ่งจะลงนามตกลงเพิ่มบทลงโทษชาติสมาชิกไม่ให้มีการขาดดุลเกิน 3% ของจีดีพีเมื่อเดือนธ.ค. 2554
ขณะเดียวกัน ก็เปรียบเสมือนกับการบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกให้รู้ว่า นโยบายจัดการปัญหาหนี้สาธารณะของอียูในระยะยาวไม่ได้ผล จนหนีหายไปจากภูมิภาค
ในที่สุด เหล่ารัฐมนตรียูโรโซนต้องหาทางประนีประนอมด้วยการยอมรับว่าสเปนไม่จำเป็นต้องลดยอดขาดดุลให้ได้ตามเป้าเดิมที่ตกลงกันไว้ แต่ต้องลดให้ได้ 5.3% ในปีนี้ ขณะเดียวกันก็ต้องปรับให้ลดลงเหลือ 3% ให้ได้ภายในปี 2556 แทน
แม้จะเป็นทางออกที่ทั้งสเปนและ 17ชาติสมาชิกยอมเห็นชอบร่วมกัน แต่การที่สเปนยังต้องเดินหน้าใช้มาตรการรัดเข็มขัดตัดลดค่าใช้จ่ายชนิดที่หนักกว่าเดิม ซึ่งนักวิเคราะห์คำนวณว่ารัฐบาลจะต้องหาทางประหยัดให้ได้ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.4 ล้านล้านบาท) ภายใน 2 ปี เพื่อให้ได้ยอดขาดดุลตามเป้าในปี 2556 เป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนทั่วโลกเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น หากรัฐมนตรียูโรโซนยังจ้องแต่จะบีบให้รัฐบาลสเปนรัดเข็มขัดมากขึ้นและมากขึ้น หลายฝ่ายต่างเกรงว่า เศรษฐกิจของประเทศที่ไม่มีสัญญาณเติบโตใดๆ ต่อเนื่องกันมา 4 ปีแล้วจะยิ่งดำดิ่งลงเหว
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของประเทศที่กำลังถดถอย ประกอบกับปัญหาตัวเลขการว่างงานของประเทศที่พุ่งสูงขึ้นแตะ 23% การใช้มาตรการรัดเข็มขัดก็ไม่ต่างอะไรกับการซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่จำเป็นต้องกระตุ้นเพื่อให้ธุรกิจขยับขยาย เกิดการจ้างงานซึ่งจะทำให้คนมีกินมีใช้ และมีการจับจ่ายใช้สอย
เพราะเพียงแค่การที่รัฐบาลสเปนเพิ่งจะผ่านมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังมูลค่า3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.2 ล้านล้านบาท)ซึ่งหมายรวมถึงการหยุดขึ้นค่าจ้างภาครัฐ เพิ่มภาษีรายได้ ภาษีเงินออม และภาษีที่ดิน ก็เรียกมวลชนออกมาเดินขบวนประท้วงตามถนนได้อย่างมหาศาล ขณะเดียวกัน ก็ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ของสเปนจากเดิมที่จะโต 0.7% เป็นโต –1%
โซนี คาปัวร์ นักวิเคราะห์จาก รีดีไฟน์ แสดงความเห็นว่า เศรษฐกิจของสเปนขณะนี้อยู่ในสภาพที่เปราะบางมาก เนื่องจากแวดล้อมไปด้วยปัจจัยลบที่ทำให้สถานะเศรษฐกิจของประเทศล่มได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการว่างงานที่สูงลิ่ว หรือราคาที่ดินที่ตกต่ำจนส่งผลต่อมูลค่าสินทรัพย์ของธนาคารที่กระเทือนต่อปริมาณหนี้สาธารณะ
เรียกได้ว่า ขืนเอาแต่รัดเข็มขัดท่าเดียว โดยไม่หาทางทำให้เงินในกระเป๋าคนเพิ่มขึ้น ยอดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลก็ไม่สามารถลดลงได้อยู่ดี
ความเห็นของคาปัวร์สอดคล้องกับเบน เมย์ นักเศรษฐศาสตร์จากแคปิตอล อีโคโนมิกส์ ที่ระบุว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โลกอาจได้เห็นสเปนเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นเดียวกันกับ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส หรือกรีซ ที่ต้องออกมาร้องขอเงินช่วยเหลือ หรืออาจเลวร้ายถึงขั้นต้องประกาศผิดนัดชำระหนี้ เพราะแผนรัดเข็มขัดที่ยูโรโซนกดดันให้สเปนใช้รังแต่จะทำให้เศรษฐกิจสเปนหยุดชะงัด
ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคยุโรป การร้องขอเงินช่วยเหลือหรือการเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของสเปนย่อมส่งผลเสียหายเลวร้ายเสียยิ่งกว่าที่กรีซทำไว้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา
และคราวนี้ อาจเป็นวิกฤตที่เกินกำลังเยียวยาของจริง







