
ทำไม "หวย" ถึงไม่ขึ้นมาบนดินเสียที
พักหลังๆ มานี้ บ่อยครั้งครับที่ผมเปิดข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์แล้วพบเห็นข่าวสารและเรื่องราวหลายๆ อย่าง
โดย...เศรษฐา ทวีสิน&<2288;
พักหลังๆ มานี้ บ่อยครั้งครับที่ผมเปิดข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์แล้วพบเห็นข่าวสารและเรื่องราวหลายๆ อย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่าสังคมไทยกำลังเป็นสังคมที่ “ปากว่า ตาขยิบ” หลายต่อหลายเรื่องและประเด็นทางสังคมถูกนำเสนอให้เป็นเรื่องต้องห้ามและไม่เหมาะสม จะเนื่องด้วยมาจากผิดหลักศาสนาหรือวัฒนธรรมของเราเองก็แล้วแต่ ในขณะที่ทุกวันนี้ความเป็นจริงหลายเรื่องกำลังเดินสวนทางกับแนวคิดที่ฝังรากลึกอยู่กับวัฒนธรรมของเรามาช้านาน และผมคิดว่าถ้าเราไม่พยายามหาทางออกอันเหมาะสมเพื่อที่ให้เรื่องเหล่านี้เป็นที่ยอมรับได้ ก็ดูเหมือนกับเรากำลังพยายามหมุนแกนโลกของเราให้สวนทางกับทิศทางการเคลื่อนไหวของความเป็นจริงอยู่ครับ
ผมรู้สึกได้ว่าความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อแนวคิดเหล่านี้กำลังนำพาสังคมไทยไปสู่ยุคที่เป็นการต่อสู้ระหว่าง “แนวคิดทางวัฒนธรรม สังคมและความเชื่อ” กับ “ผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์ สังคม และความเจริญก้าวหน้า”
มีหลายเรื่องครับที่เข้าข่ายของการขัดแย้งระหว่าง 2 สิ่งนี้ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของศาสนาในเชิงพาณิชย์หรือกฎหมายการทำแท้งซึ่งก็เป็นกรณีที่อ่อนไหวมากๆ สำหรับในเกือบทุกสังคม ซึ่งสองเรื่องนี้เป็นกรณีที่อ่อนไหวเกินกว่าที่ผมจะออกความเห็นได้และไม่ได้เป็นกรณีที่ผมคอยติดตามแต่อย่างใด ผมอยากพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งซึ่งมีความอ่อนไหวน้อยลงมา แต่ผมคิดว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับผม นั่นคือเรื่องของการพนัน หรือเฉพาะเจาะจงเลยก็คือประเด็นเรื่อง “หวยใต้ดิน” และ “หวยออนไลน์” ที่ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมากว่า 20 ปีแล้ว
นับเป็นเวลาเกือบร้อยปีมาแล้วที่การเล่นการพนันรวมถึงการเล่นหวย ถูกเปลี่ยนสถานะเป็น “สิ่งผิดกฎหมาย” แต่ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านก็คงคุ้นเคยกับการเล่นหวยเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะด้วยมีประสบการณ์ตรงหรือจากคนรอบข้างก็ตามแต่ และด้วยตัวเลขประเมินคร่าวๆ ว่ากว่าร้อยละ 70 ของประชากรไทยเคยเล่นทั้งหวยบนดินและใต้ดิน และมีเงินหมุนเวียนในเฉพาะระบบหวยใต้ดินตั้งแต่ 1 แสนไปจนถึง 3 แสนล้านบาทต่อปี จึงไม่แปลกใจว่าทำไมประเด็นเรื่องของการนำเอาหวยใต้ดินขึ้นมาบนดินจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลหลายๆ ชุดนำมาพิจารณา เพราะนั่นหมายถึงแหล่งรายได้ทางภาษีของรัฐที่สำคัญมากแหล่งหนึ่งที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่องทุกปี
อย่างไรก็ตาม หวยใต้ดินไม่เคยถูกนำขึ้นมาบนดินหรือแปลงสภาพเป็นหวยออนไลน์ อย่างที่เราเห็นมีกันในต่างประเทศก็เพราะองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ไม่กี่เรื่อง ประเด็นแรกที่ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารเรื่องนี้มาโดยตลอดคงทราบดีและคาดเดาได้ไม่ยาก สำหรับประเทศไทยเราก็คือเรื่องของผลประโยชน์ ที่จะต้องมี “คนได้” และ “คนเสีย” ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายเจ้ามือหวย ซึ่งมักมีการคาดเดากันต่างๆ นานา ว่าเป็นแหล่งรายได้ของผู้มีอิทธิพลทั้งทางด้านการเมืองและหน่วยงานราชการอื่นๆ
นอกจากนี้แล้วยังมีประเด็นเรื่องของผลประโยชน์จากสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือลอตเตอรี่ที่มีการขายในราคาที่สูงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าหวยใต้ดินถูกนำขึ้นมาบนดินแล้ว ผลประโยชน์ตรงนี้ก็จะถูกลดทอนลงไปเพราะประชาชนอาจหันไปเล่นหวยออนไลน์บนดินกันเสียมากกว่า
2 ประเด็นแรกนี้เป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของทางฝ่ายบริหารต้องหาทางจัดการ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญและเป็นการซ้ำเติมให้ 2 ปัจจัยแรกไม่ได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่องและจริงจังก็คือเรื่องของ “กระแสการต่อต้านจากกลุ่มคนในสังคม ปากว่า ตาขยิบ” ของไทยเราที่ไม่เห็นด้วยกับการส่งเสริมให้มีหวยออนไลน์ตราบใดที่ประเทศไทยเรายังคงเกิดปรากฏการณ์ที่กฎหมู่ยังได้รับการยอมรับจากสังคมและสามารถสร้างแรงกดดันให้กับฝ่ายบริหารนโยบายได้ ผมคิดว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนๆ ก็ต้องมองเรื่องของการนำหวยใต้ดินขึ้นมาบนดินเป็นกรณี “อ่อนไหวเป็นพิเศษ” ครับ เพราะคงไม่มีใครอยากถูกโจมตีจากทั้งฝั่งกฎหมู่ผู้ต่อต้าน และทางฝ่ายค้านที่จะนำเอาประเด็นเรื่องของศีลธรรม การมอมเมาประชาชน และอื่นๆ มาเป็นประเด็นให้ถูกโจมตี
นี่เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับ “แนวคิดทางวัฒนธรรม สังคมและความเชื่อ” ที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการตัดสินใจและการวางนโยบายของฝ่ายบริหารทางอ้อมพอสมควร ซึ่งผมคิดว่าทุกฝ่ายต้องนำมาพิจารณาควบคู่กับ “ผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์ สังคม และความเจริญก้าวหน้า” ที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น
ตัวอย่างกรณีของการสูญเสีย “ผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์ สังคม และความเจริญก้าวหน้า” จากการถูกกดดันโดย “กฎหมู่” เราเคยเห็นกันมาแล้วนะครับสมัยที่จะมีการนำเอาบริษัทผู้ผลิตสุราเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และมีการต่อต้าน เพราะบอกว่าเป็นการส่งเสริมให้มีเงินทุนเพิ่มและขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมที่เป็นการมอมเมาประชาชน ท้ายสุดก็มีการไปจดทะเบียนฯ ที่ต่างประเทศ และสิ่งที่จะเกิดก็ต้องเกิดอยู่ดี ธุรกิจก็ดำเนินต่อไป โดยที่ตลาดหลักทรัพย์ของเราต้องเสียโอกาสอย่างมหาศาลให้กับประเทศเพื่อนบ้านผู้ซึ่งถือว่ามีกฎหมายเข้มงวดกว่าประเทศเราเสียด้วยซ้ำไป “ผู้นำกฎหมู่” ทั้งหลายก็เงียบหายไป ไม่ได้มีการศึกษาหรือประเมินอย่างต่อเนื่องเพียงเพราะบรรลุวัตถุประสงค์ที่เคยตั้งเอาไว้แบบ “ตื้นๆ” ณ ตอนปลุกระดมเท่านั้น
ทีนี้เราลองมาดูตัวอย่างหวยออนไลน์ในต่างประเทศที่มีให้เห็นมากมาย ยกตัวอย่างชัดเจนที่ผมนึกออกและผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่เคยเดินทางไปสหราชอาณาจักรก็คงคุ้นเคยดี นั่นก็คือ National Lottery ของสหราชอาณาจักร ที่เป็นหวยออนไลน์โดยบริษัท Camelot เริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 และนำส่งรายได้ให้กับรัฐบาลในรูปภาษีและเงินบริจาคการกุศลปีละกว่าแสนล้านบาท รายได้บางส่วนถูกนำไปพัฒนาและสนับสนุนโครงการหลายๆ โครงการที่ช่วยสร้างรากฐานทางสังคมและประโยชน์ให้กับประชาชนมากมาย ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา เยาวชน ศิลปะ วัฒนธรรม ฯลฯ
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับกรณีศึกษานี้ก็คือ มีการทำสำรวจกับประชาชนในสหราชอาณาจักร และเค้าบอกว่า ผู้เล่น National Lottery ไม่มีความรู้สึกแย่หรือรู้สึกถูกมอมเมากับการเล่นหวยออนไลน์นี้ เพราะเค้ารู้ดีว่าเงินที่เค้าซื้อหวยเล่น ถ้าไม่ถูกรางวัล ก็จะถูกนำไปใช้กับกิจกรรมการกุศลที่เห็นภาพได้ชัดเจนและส่งผลดีต่อสังคมโดยรวม เพราะรัฐบาลและบริษัทผู้ออกหวยมีการปรึกษาและตรวจสอบเงินที่หมุนเวียนอย่างจริงจังและโปร่งใส
ตัวอย่างนี้คือ รูปธรรม ที่ชัดเจนของ “ผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์ สังคม และความเจริญก้าวหน้า” ที่ผมมองว่าประเทศไทยกำลังมองข้ามและเป็นที่น่าเสียดายโอกาสอย่างมาก โดยส่วนตัวเองแล้วผมเชื่อว่าเราก็มีโครงสร้างภาษีและระบบการจัดเก็บ Sin Tax ที่สากลโลกใช้กันอยู่มาใช้กับธุรกรรมหวยออนไลน์ได้ไม่ยาก ผมเชื่อครับว่าไม่มีใครคนเล่นหวยคนไหนจะบ่นหรอกครับถ้าจะต้องจ่าย Sin Tax และรู้ว่าเงินที่เค้าเล่นแล้วไม่ถูกรางวัลถูกนำไปแปรสภาพเป็นโครงการอาหารกลางวันสำหรับเด็กยากไร้ในชนบท
นอกจากนี้แล้วผมเองยังเชื่อในหลักการง่ายๆ ของหวยออนไลน์ที่ต้องจ่ายทันที ซึ่งต่างจากหวยใต้ดินที่ลงบัญชีแล้วจ่ายทีหลัง นี่จะเป็นกำแพงทางจิตวิทยาที่สำคัญในการควบคุมมิให้ผู้เล่นหมุนเงินและลดโอกาสสร้างหนี้จำนวนมากได้อย่างไม่ยาก ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าทุกวันๆ ในอนาคตเราก็อาจได้เห็นการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมและมอบสิทธิในการเล่นให้กับประชาชนแบบคัดกรองก็เป็นได้
ผมว่าถึงเวลาแล้วครับที่เราต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง และฉกฉวยโอกาสอันดีจากความจริงอันนี้ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมองย้อนกลับไปและบ่นเสียดายกันทั้งประเทศว่า ภาษีกว่าแสนล้านบาทต่อปีที่ถูกผัดผ่อนมาต่อเนื่องกว่า 20 ปีเป็นเงินกว่า 2 ล้านล้านบาท น่าจะถูกนำไปทำอะไรได้บ้างเพื่อลูก เพื่อหลานของเราครับ







