
เอกชนเสนอรัฐ ยืดชำระหนี้ สรางเขื่อนกั้นนิคมอุตฯ
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การช่วยเหลือผู้ประกอบการในการสร้างแนวป้องกันน้ำถาวร
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การช่วยเหลือผู้ประกอบการในการสร้างแนวป้องกันน้ำถาวร 2 ใน 3 ของการลงทุน ที่ขณะนี้ยังหาทางออกไม่ได้ รัฐบาลน่าจะใช้วิธีการขยายเวลาการชำระหนี้ โดยคำนวณจากมูลค่าการลงทุนในปัจจุบันเทียบกับมูลค่าในอนาคตให้เหมาะสมกับเงินลงทุนให้แก่ภาคเอกชนแทนการนำเงินรัฐบาลเข้าไปอุดหนุน
ทั้งนี้ เมื่อคำนวณมูลค่าการลงทุนในปัจจุบันเปรียบเทียบกับมูลค่าเดียวกันในอนาคต มูลค่าของเงินน้อยลง ก็นำมาคำนวณระยะเวลาการชำระหนี้ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้ประกอบการซึ่งคงต้องขยายระยะเวลาการชำระหนี้จากปัจจุบันที่กำหนดไว้ที่ 15 ปี แล้วแต่พื้นที่และงบประมาณการลงทุนของแต่ละนิคมฯ หากพื้นที่ไหนลงทุนมาก ก็ยืดเวลาการชำระหนี้ออกไปมาก ไม่ต้องระบุว่าจะต้องชำระหนี้ให้หมดภายใน 15 ปีเท่ากัน
สำหรับสาเหตุที่ควรดำเนินการเช่นนี้ เนื่องจากการอุดหนุนเงินของภาครัฐให้แก่เอกชนยังมีข้อติดขัดอยู่มากมาย โดยเฉพาะการใช้เงิน หากมีรัฐเข้าไปดำเนินการจำเป็นต้องมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ตามขั้นตอนของราชการ หรือกว่าจะอนุมัติใช้เงินต้องผ่านคณะกรรมการหลายฝ่าย และงบประมาณในการก่อสร้างที่เหมาะสมว่าพื้นที่ไหนควรใช้งบประมาณเท่าไหร่ และได้อุดหนุนเท่าไหร่ ก็ยังไม่มีความชัดเจน
ขณะเดียวกัน อำนาจในการดูแลพื้นที่ต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน เช่น นิคมฯ เป็นพื้นที่ในการดูแลของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เขตประกอบการอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่ในการดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่สวนอุตสาหกรรมไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับ กนอ.และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพราะเป็นการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.ที่ดิน มีนิติสัมพันธ์กันเฉพาะตัวโรงงานเท่านั้น ซึ่งในส่วนของเขตประกอบการโรจนะเป็นพื้นที่เขตประกอบการตามมาตรา 30 พ.ร.บ.กรมโรงงานอุตสาหกรรม เพียง 1 ส่วน อีก 2 ส่วน เป็นการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.ที่ดิน จะยิ่งซับซ้อนกว่าพื้นที่อื่นๆ
“การเข้าไปอุดหนุนเงินในพื้นที่ที่ไม่มีนิติสัมพันธ์กับ กนอ.และกรมโรงงานเลยยิ่งจะลำบากมากขึ้น และหากรอให้มีการจัดการทางกฎหมาย กว่าจะได้เงินมาอุดหนุนเอกชนอาจจะสร้างแนวป้องกันน้ำถาวรเสร็จไปแล้วก็ได้ ดังนั้นแนวทางการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้เหมาะสมน่าจะเป็นทางออกหนึ่งที่ภาครัฐควรนำมาพิจารณา” แหล่งข่าวเปิดเผย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้พัฒนานิคมฯ ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำถาวรไปแล้ว และก็อยู่ระหว่างการติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือของรัฐบาล เพราะเอกชนส่วนใหญ่ยังต้องการรอฟังคำตอบจากรัฐบาลว่ามีการช่วยเหลืออย่างไรให้รวดเร็วที่สุด เนื่องจากการลงทุนก่อสร้างจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก







