
"ภักดี" รอดถูกถอด เติมเชื้อเร่งรื้อองค์กรอิสระ
มติที่ประชุมวุฒิสภา 84 ต่อ 56 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
มติที่ประชุมวุฒิสภา 84 ต่อ 56 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ไม่เห็นชอบให้ภักดี โพธิศิริ กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 248 ของรัฐธรรมนูญ กำลังกลายเป็นที่จับตาว่าจะถูกขยายผล “เติมเชื้อ” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “องค์กรอิสระ” ในขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังเดินหน้าเต็มสูบ
ต้องยอมรับว่า “สัญญาณ” จากรัฐบาลชัดเจนว่า หนึ่งในประเด็นที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข คือ “องค์กรอิสระ” ที่กลายเป็น “หอกข้างแคร่” ทิ่มแทงพรรคเพื่อไทยจนอยู่ไม่เป็นสุข ถึงขั้นต้องออกมาสะท้อนความไม่พอใจด้วยเหตุผลเดิมๆ เรื่องที่มา “รัฐประหาร” ส่งผลให้องค์กรอิสระกลายเป็น “ผลไม้พิษ” ที่ต้องจัดการแก้ไข
จากการจุดประเด็นของ “วัฒนา เมืองสุข” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ที่เห็นว่าถึงเวลา “ยกเครื่อง” หรือ อาจต้องโละ “องค์กรอิสระ” ให้เหลือเท่าที่จำเป็น ซึ่งนอกจากจะสะท้อนไปถึงทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อีกด้านหนึ่งยังกลายเป็นการปลุกกระแสคัดค้านต่อต้านให้คุกรุ่นยิ่งขึ้น
ต่อเนื่องกับแนวคิดของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่มองว่ารูปแบบประเทศไทยเหมาะสมกับระบบศาลเดี่ยวมากกว่า เพราะสามารถตรวจสอบการทำงานของผู้พิพากษาได้ ที่สำคัญยังมีความเป็นประชาธิปไตย เพราะมีการเลือกตั้งจากศาลด้วยกันเอง ซึ่งแตกต่างจากระบบศาลคู่ ที่มีศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญแยกออกมา และไม่สามารถตรวจสอบได้
“จะทำอย่างไรก็แล้วแต่ต้องมีระบบตรวจสอบเหมือนศาลยุติธรรม ถ้าอยากทำหน้าที่ต้องมีระบบตรวจสอบ ต้องยึดศาลยุติธรรมเป็นแม่แบบ จะมีศาลคู่อย่างไรก็ได้ แต่ต้องมีระบบตรวจสอบได้เหมือนศาลยุติธรรม สังคมก็ไม่กังวลใจ วันนี้ศาลยุติธรรมมาตรฐานที่สุด แต่ไม่ได้ว่าศาลอื่นไม่มาตรฐาน แต่ระบบตรวจสอบไม่มี ถ้าตรวจสอบไม่ได้ อันตราย อย่ามามองนักการเมืองว่าไปรังเกียจ กี่ร้อยปีที่ไม่มีศาลคู่ แล้วประเทศชาติอยู่มาได้อย่างไร ส่วนองค์กรอิสระมีการตรวจสอบถอดถอนได้อยู่แล้ว ซึ่งวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี เท่าผู้แทนราษฎรถือว่ากำลังดี”
ทว่า เสียงคัดค้านที่ออกมา “ดักคอ” ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ สว. หรือกลุ่มภาคเอกชนที่รวมตัวคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มองว่าเป้าหมายที่จะเข้าดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “องค์กรอิสระ” เพื่อให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปครอบงำแทรกแซงได้ จนไร้อำนาจตรวจสอบถ่วงดุล เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นก่อนช่วงรัฐประหาร
ชนวนเรื่อง “องค์กรอิสระ” จึงกลายเป็นอีกปมความกังวลที่จะกระตุ้นให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะกับมติของที่ประชุมวุฒิสภาครั้งนี้ ที่เชื่อว่าจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นถกเถียงถึงอำนาจ บทบาท หน้าที่ และการตรวจสอบถ่วงดุล “องค์กรอิสระ”
เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 248 ซึ่งระบุว่ากรรมการ ป.ป.ช. จะพ้นจากตำแหน่งต้องใช้คะแนนเสียงจาก 3 ใน 4 ของจำนวนวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ นั่นคือ 112 เสียง ซึ่งแน่นอนว่าโอกาสการถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระแทบไม่มีเลย
ยิ่ง สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งมาจากการสรรหาถึง 74 คน ซึ่งล้วนแล้วแต่ยืนตรงข้ามกับฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โอกาสการถอดถอนจึงยากยิ่ง
ทั้งนี้ พิจารณาตามคำร้องที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สส.พรรคเพื่อไทย ยื่นให้ถอดถอน เนื่องจาก ภักดี ซึ่งเคยเป็นรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขในสมัยที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็น รมว.สาธารณสุข แต่กลับเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งที่รู้เห็นเหตุการณ์คดีที่ตัวเองรับไต่สวนมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรค 2 ที่ระบุว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม รวมทั้งมาตรา 39 และมาตรา 40 ซึ่งเข้าข่ายขัด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
นอกจากนี้ “ภักดี” ยังถูกกล่าวหาขาดคุณสมบัติ เป็นกรรมการบริษัท ไทยวัฒนาฟาร์มาซูติคัล เด็กซ์โทรส และคดีนี้ศาลปกครองกลางตัดสินว่ายกเลิกโครงการ แต่ “ภักดี” ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและจากนี้คงต้องไปสู่การฟ้องร้องในศาลอาญากันอีก
อย่างไรก็ตาม คดีนี้การจัดซื้อจัดจ้างโครงการคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ได้ตั้ง ปรีชาเลิศกมลมาศ และ วิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. รับผิดชอบสำนวนแทน ภักดี ไปแล้ว
ข้อถกเถียงที่จะตามมาจากกรณีนี้ คือจำนวนเสียง 3 ใน 4 ของที่ประชุมวุฒิสภา ที่จะทำให้กรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่งนั้น เหมาะสมเพียงใด สมควรต้องเปลี่ยนแปลงให้ “องค์กรอิสระ” ได้รับการตรวจสอบถ่วงดุลมากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่
ยิ่งปรากฏเป็นกระแสข่าวถึงการ “ล็อบบี้” สว.ด้วยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มก้อนการเมืองต่างๆ ยิ่งจะเพิ่มน้ำหนักการพิจารณายกเครื่อง “องค์กรอิสระ” มากขึ้น
ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องที่มาที่ไปของ สว. ซึ่งไม่รู้ว่าจะถูกแก้ไขในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้หรือไม่ เพราะเรื่องนี้ยังเชื่อมโยงต่อไปถึงกับอำนาจแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระอย่างมีนัยสำคัญ
สอดรับกับล่าสุดที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ “สักกอแสงเรือง” พ้นจากการเป็น สว.สรรหา เนื่องจากคุณสมบัติพ้นสถานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังไม่เกิน 5 ปี ตามคำร้องของ“เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” อดีต สว. สรรหา ขณะที่อีก 31 สว.สรรหา กกต. ยกคำร้องเนื่องจากบทเฉพาะกาลที่เปิดช่องไว้
บรรยากาศการเมืองเวลานี้จึงส่อเค้าอึมครึม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีต้นเหตุจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ







