
เปลี่ยนแผนการเมืองเมียนมาร์...ต้องดูจังหวะการลงทุน
ฉบับที่แล้วผมนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเมียนมาร์ที่กำลังเปลี่ยนไป
โดย...ปานปรีย์ พหิทธานุกร
ฉบับที่แล้วผมนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเมียนมาร์ที่กำลังเปลี่ยนไป
และเสนอแนะว่าจากนี้ไปรัฐบาลและนักลงทุนไทยคงต้องติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเปิดประเทศของเมียนมาร์มากยิ่งขึ้นเช่นกัน เพราะไทยน่าจะเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดมากที่สุด เพราะเรามีประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาวนาน แต่ในระยะหลังอาจจะห่างเหินไปบ้าง เนื่องจากจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในเมียนมาร์มากขึ้น ฉะนั้นการวางนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการค้าของไทยกับเมียนมาร์ จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่เราต้องกลับมาทบทวนอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสที่สำคัญไป
สำหรับนักลงทุนไทยทั้งรายใหญ่และรายเล็ก ควรเร่งหาข้อมูลที่ทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้อง ที่สำคัญอย่าลืมว่าเมียนมาร์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเปิดประเทศเท่านั้น ดังนั้นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจึงมีหลายเรื่อง ได้แก่
1) กฎหมายคุ้มครองการลงทุนกับต่างประเทศว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหน
2) สิทธิประโยชน์ทางด้านการลงทุนมีความชัดเจนครอบคลุมการลงทุนเรื่องใดบ้าง
3) อัตราการแลกเปลี่ยนที่มีความแตกต่างกันอยู่มากระหว่างตลาดบนดินและใต้ดิน โดยเฉพาะระหว่างเงินเหรียญสหรัฐอเมริกากับเงินจ๊าด (Kyat) ของเมียนมาร์ ว่าจะมีการแก้ไขอย่างไร เท่าที่ผมทราบมา ในอนาคตอันใกล้นี้มีแนวโน้มที่จะนำระบบ Managed Float มาใช้
4) การยกเลิกการคว่ำบาตรจากโลกตะวันตกจะเกิดขึ้นเมื่อใด รวมทั้งการติดตามดูสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งซ่อมในเมียนมาร์ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 เม.ย.นี้ ว่าผลจะออกมาอย่างไร และรัฐบาลทหารของเมียนมาร์มีปฏิกิริยาอย่างไร ซึ่งจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน
5) การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้ทันสมัย สอดรับกับการเปิดประเทศให้มีการเข้ามาลงทุน ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องจับตามองว่ารัฐบาลเมียนมาร์จะทำได้รวดเร็วอย่างไร โดยเฉพาะการคมนาคมและการสื่อสาร ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรในการพัฒนาโครงการทั้งหมดให้แล้วเสร็จ
วันนี้ถือเป็นโอกาสของนักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้าไปทำธุรกิจในเมียนมาร์ แต่ในโอกาสนั้นก็ต้องมีปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จด้วย ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเมียนมาร์ ว่าจะทำจริงและมีความสามารถเพียงพอที่จะปฏิรูปประเทศ สร้างความเชื่อมั่นต่อชาวโลกได้อีกครั้ง
ตัวอย่างของการเปิดประเทศตามแผน Perestroika และ Glasnost ของสหภาพโซเวียตในช่วงประธานาธิบดี กอร์บาชอฟ หรือนโยบาย 4 ทันสมัยของประธาน เหมาเจ๋อตง ก็ได้พิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นแล้วว่าสหภาพโซเวียตและจีน ซึ่งเคยมีนโยบายที่อยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายโลกเสรี สามารถเปิดประเทศรับกระแสโลกาภิวัตน์ได้จริง แต่ต้องไม่ลืมว่าความสำเร็จที่เราเห็นในวันนี้ ไม่ใช่ชั่วเวลาเพียงข้ามคืน
ในกรณีของเมียนมาร์นี้ การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศให้สำเร็จ คงต้องทำคู่ขนานไปกับการปฏิรูปการเมืองและการสร้างหลักนิติธรรมที่เป็นสากล จะขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้ ขณะที่การพิจารณาเข้าไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของคนไทยในเมียนมาร์ ก็ต้องพิจารณาให้รอบด้านเสียก่อน เพราะหากผิดพลาดไปจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและต่อผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นคนไทยด้วย
อย่ามองข้ามข้อเสนอของ อองซานซูจี ที่แนะให้ใช้หลัก “Wait and see a little” ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่น่ารับฟัง โดยเฉพาะการลงทุนในระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและเศรษฐกิจของเมียนมาร์ ที่ต้องดูจังหวะและสัญญาณจาก “คนใน” เพราะอาจช่วยลดความเสี่ยงไปได้มากครับ







