
ถึงเวลาจัดระเบียบโครข่าย 3จี เพื่อสรางการแข่งขันที่เป็นธรรม
ระบบมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3จี ในเมืองไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบการให้สัมปทาน
โดย...รสนา โตสิตระกูล
ระบบมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3จี ในเมืองไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบการให้สัมปทานเปลี่ยนมาเป็นการให้ใบอนุญาตที่อาศัยอำนาจของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้ออกใบอนุญาต แต่ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อรัฐวิสาหกิจ คือ บริษัท กสท โทรคมนาคม (CAT Telecom Public Company Limited) กับบริษัท ทีโอที ซึ่งในอดีตเป็นเจ้าของสัมปทานที่ให้กับภาคเอกชน แต่ในช่วงรอยต่อยังมีสัญญาสัมปทานในหลายส่วนที่ยังค้างอยู่ จึงทำให้ช่วงเปลี่ยนผ่านเกิดความวุ่นวาย
สิ่งสำคัญ คือ ต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะร่วมมือกับทาง กสทช.ในการจัดระบบโครงข่ายพื้นฐานในระบบโทรคมนาคมที่ไม่เป็นโครงข่ายพื้นฐานผูกขาด และไม่ควรให้เอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นเจ้าของเพียงลำพังเปรียบเสมือนกับ “ถนนหลวง” ที่ควรจะมีผู้กำกับ และควรเปิดโอกาสให้ทุกส่วนในสังคมได้สามารถเข้ามาใช้ได้ หรือใช้ถนนร่วมกัน
แต่หากเปรียบโครงข่ายโทรคมนาคมเหมือนกับ “ถนน” ที่จะมี “รถ” ชนิดต่างๆ เข้ามาวิ่งบนถนนเหล่านี้ แต่ต้องเปิดโอกาสให้รถทุกขนาดทุกชนิดได้วิ่ง ไม่ว่าเป็นรถคันเล็กหรือคันใหญ่ เช่น รถแท็กซี่ รถสามล้อ หรือรถจักรยานยนต์ เป็นต้น สามารถเข้ามาใช้ถนนเส้นนี้ได้
ดังนั้น การกล่าวถึงระบบ 3จี หรือ 4จี ที่คนส่วนใหญ่มุ่งให้ความสนใจไปให้ความสำคัญเฉพาะรถ หรือระบบ 3จี ที่จะมาวิ่งบนถนนเท่านั้น ในขณะที่โครงข่ายพื้นฐานยังไม่ได้มีการจัดระบบหรือถนนให้ดีพอ จึงเกิดปัญหาอย่างทุกวันนี้
แต่ความคิดในเรื่องการแบ่งองค์ประกอบหรือจัดโครงข่ายพื้นฐานเหล่านี้ไม่มีนโยบายหรือรูปธรรมที่ทำให้เกิดความชัดเจนว่า โครงข่ายพื้นฐานทั้งหมดที่รัฐเป็นเจ้าของและที่เคยอยู่ในมือภาคเอกชนที่เคยได้รับสัมปทานจากภาครัฐไปแล้วจะนำกลับมาจัดระบบใหม่อย่างไร เพื่อทำโครงสร้างหรือโครงข่ายเหล่านี้ได้กลายเป็น “ของส่วนกลาง” ที่เปิดให้ทุกคนได้เข้ามาใช้ได้
ดั่งปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนกรณีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชัน (ดีแทค) ฟ้องคดีกับบริษัท กสท โทรคมนาคม กรณีการทำสัญญาโครงการ 3จี เอชเอสพีเอ ร่วมกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวโดยสรุป คือ เกิดจากเหตุผลที่ภาคเอกชนไม่สามารถรอความชัดเจนจากภาครัฐได้ จึงสร้างถนนหรือโครงข่ายพื้นฐานเพื่อพัฒนา 3จี เองและวิ่งเอง และหากปล่อยให้มีการกระทำอย่างนี้ต่อไปจะเกิดปัญหาการผูกขาด
เรื่องเกิดขึ้นเมื่อ กสทฯ เจ้าของโครงข่ายซีดีเอ็มเอที่ได้ให้สัมปทานกับบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย (ฮัทช์) ปรากฏชัดว่า ฮัทช์อ้างว่าขาดทุน จึงขายกิจการต่อให้กับบริษัท บีเอฟเคที
จากนั้นจึงเข้าไปทำโครงข่ายพื้นฐานเพิ่มเติมเป็นระบบ 3จี เมื่อเป็นแบบนี้ กสทฯ ก็มาเช่าต่อในเครื่องมือที่เคยเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นเจ้าของคลื่น แต่กลับเอาคลื่นของตัวเองไปขายต่อให้กับบริษัท เรียลมูฟ นับเป็นการซอยสัญญา หรือไม่มีการทำให้เป็นชุดเดียวกัน ในทางกลับกัน ก็อ้างว่านี่คือธุรกิจรูปแบบใหม่
จากการศึกษาพบว่า หากมีการประมูลคลื่น 3จี จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญ กสทฯ จะต้องเสียค่าใบอนุญาตกับ กสทช.อีก 2% ต่อปี และมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามมาที่จะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการใช้คลื่นในเชิงประโยชน์ทางสังคมและสาธารณะที่ทาง กสทฯ จะต้องดูแลในส่วนนี้ด้วย เพราะฉะนั้นกำไรที่ได้จากการให้เช่าคลื่นอาจจะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้
ที่บ่งชี้ว่าการทำสัญญาทำให้รัฐเสียประโยชน์ คือ ไม่คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ
ตรงจุดนี้วันเวลาที่ผ่านมาก็ยังไม่มีบรรทัดฐานใด แม้ตอนที่ศาลตัดสินให้มีการประมูล 3จี จริงๆ แล้วควรยึดเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะเข้ามาจัดโครงข่ายพื้นฐานตรงนี้ให้ดีก่อน แต่ปรากฏว่าไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ และหากกล่าวถึง กสทฯ หรือ CAT ที่ต้องถือว่าแม้จะมีการแปรรูปไปเป็นบริษัทมหาชนแล้วก็ตาม แต่ยังเป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะยังได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐที่รัฐถือหุ้นอยู่ 100%
แต่ประเด็นของ กสทฯ ที่ทางคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้รับเรื่องร้องเรียน มีการศึกษากรณีที่ กสทฯ ซึ่งเคยมีสัมปทานร่วมกันบริการสื่อสารในระบบซีดีเอ็มเอและเอชเอสพีเอ (3จี) ซึ่งเป็นเครือข่าย True Move H (3จี คลื่น 850 Mhz) เป็นคลื่นความถี่ต่ำ ที่สำคัญสามารถพัฒนาเป็นระบบ 3จี ได้ แต่ปัญหาสำคัญ คือ ตอนที่มีการประมูล 3จี โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะ กทช.ไม่มีอำนาจในการเปิดประมูล 3จี เพราะระบบ 3จี เป็นคลื่นความถี่สูงที่ต้องรอให้ กสทช.เป็นผู้ดำเนินการ
ในขณะที่ตามข้ออ้างทางธุรกิจคลื่นความถี่ต่ำหรือคลื่น 850 Mhz สามารถพัฒนาเป็นคลื่นความถี่สูงได้ ประเด็นสำคัญ คือ กสทฯ ได้มอบคลื่นให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งทำเพียงเจ้าเดียว ทำให้เกิดปัญหาเรื่องโอกาสในทางธุรกิจที่จะมีบริษัทอื่นเข้ามาแข่งขัน อย่างเช่น บริษัท ทรูฯ ได้โอกาสก่อนบริษัทอื่นจึงเกิดข้อร้องเรียน และจากการศึกษาพบว่า ที่อ้างว่าเป็นเรื่องทางธุรกิจแบบใหม่ แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนได้
โดยเฉพาะข้อสังเกตเรื่องการแยกออกมาของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) บริษัทในเครือกลุ่มทรู ที่เป็นผู้สร้างและจัดหาอุปกรณ์โทรคมนาคม และยังเป็นผู้ให้เช่าโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นบริษัทที่มาพัฒนา ผู้ลงทุนเสา อุปกรณ์ต่างๆ ให้กับ กสทฯ เช่า ขณะเดียวกัน กสทฯ ที่เป็นเจ้าของคลื่นก็ให้บริษัท เรียลมูฟ ให้คลื่นของตัวเอง 80% นับเป็นการผูกขาดโครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในมือของทีโอทีหรือ กสทฯ หรืออยู่ในมือของภาคเอกชน แต่จริงๆ ในสมัยแรกที่ได้รับสัมปทานที่เป็นระบบประเภทสร้าง-โอน-ดำเนินการ หรือบีทีโอ (Build-Transfer-Operate) หมายถึง เมื่อหมดสัญญาสัมปทานต้องคืนทรัพย์สินให้กับภาครัฐ แต่ปรากฏว่าตอนนี้เป็นช่วงรอยต่อ สัญญาสัมปทานยังไม่หมด จึงเกิดปัญหาการคืนทรัพย์สิน และทำให้การจัดระบบเดียวกันเป็นไปได้ยากลำบาก
ขณะเดียวกันภาครัฐไม่ได้สนใจปัญหาดังกล่าวที่จะเข้ามาจัดระบบว่า จะทำอย่างไรให้โครงข่ายพื้นฐานทั้งหมดมาเป็นของส่วนกลาง เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ ไม่ใช่เฉพาะประเด็น กสทฯ เท่านั้น เพราะยังมีเจ้าของโครงข่ายรายอื่นๆ อีก
ดังนั้น โครงข่ายทั้งหมดต้องถูกจัดระเบียบทั้งหมด เช่นเดียวกับ ถนนหลวง ถนนซอย ที่ต้องถูกทำให้เป็นถนนเส้นเดียวกัน และให้ทุกคนมาใช้ร่วมกัน ไม่ใช่อ้างการประมูล 3จี โดยที่ไม่รอการจัดระบบก่อน แต่กลับปล่อยให้ภาคเอกชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสร้างถนนเอง เช่น โทลล์เวย์ หรือทางด่วน เพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตัวเองคนเดียว
ทำให้วันนี้ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้ โอกาส และประโยชน์สาธารณะ เช่นเดียวกับบทบาทของ กสทช. ในฐานะที่เป็นผู้ออกใบอนุญาตแก่ รถ หรือบริษัทเอกชน เมื่อมีถนนสำหรับการขับรถ แต่รถชนิดใดจะมาวิ่งต้องไปขอใบอนุญาตใบขับขี่ คือ ขึ้นทะเบียนรถ และผู้ขับขี่ ดังนั้นบทบาท กสทช.คล้ายหน่วยงานกรมขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ที่จะเป็นผู้ออกใบอนุญาตหรือใบขับขี่
รัฐบาลในฐานะกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจต้องออกมาแสดงบทบาทและความจริงใจที่จะจัดระเบียบโครงข่ายพื้นฐานกิจการโทรคมนาคมโดยเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม ประโยชน์สูงสุดจะได้ตกอยู่กับพี่น้องประชาชนผู้ใช้บริการ







