
ศก.เกิดใหม่ติดเบรกโลกไร้พระเอกกู้วิกฤตหนี้
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเมื่อได้เหลียวมองวิกฤตเศรษฐกิจที่กระหน่ำทั่วโลกอย่างหนักเมื่อปี 2552
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเมื่อได้เหลียวมองวิกฤตเศรษฐกิจที่กระหน่ำทั่วโลกอย่างหนักเมื่อปี 2552 คือความจริงที่ว่า ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย บราซิล รัสเซีย แอฟริกาใต้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่าง “จีน” คือวีรบุรุษขี่ม้าขาวตัวจริงที่มากอบกู้วิกฤต สร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจโลกได้อีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่พายุเศรษฐกิจลูกใหม่จะพัดถล่มก็ตาม
เพราะต้องไม่ลืมว่าท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐและยุโรป ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กลับผงาด มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง
ไล่เรียงตั้งแต่พญามังกรอย่างจีน ซึ่งช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาตัวเลขจีดีพีนั้นเติบโตสูงเกิน 8.7% ด้านจีดีพีอินเดียเติบโต 6.9-8.3% บราซิล 6-7.5% และแอฟริกาใต้ 4-6% เศรษฐกิจเกิดใหม่จึงเปรียบเสมือนฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่กำลังตกอยู่ในสถานะลำบาก
ถึงขนาดที่ธนาคารเครดิตสวิส เผยผลคาดการณ์ช่วงปลายปีที่ผ่านมาว่า ความมั่งคั่งของเศรษฐกิจโลกจะได้รับอานิสงส์จากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอีกถึง 50% ไปอยู่ที่ 345 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้ หลังในปี 2554 เศรษฐกิจกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เป็นแรงขับเคลื่อนให้กับความมั่งคั่งของเศรษฐกิจโลกเพิ่มมากขึ้นไปอยู่ที่ 231 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมเมื่อปี 2553
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โลกจะหวังพึ่งกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจระลอกใหม่ที่ได้ปะทุขึ้น
ทว่า บัดนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร หลังเริ่มมีสัญญาณร้ายบ่งชี้ว่าบรรดาตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังกระอักพิษวิกฤตหนี้ยุโรปกันถ้วนหน้า ซึ่งถือเป็นข่าวร้ายที่ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตหนี้ยุโรปที่กำลังรุมเร้าโลกอยู่ขณะนี้ และอาจเป็นอุปสรรคสำคัญขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกก็เป็นได้
ไม่กี่วันที่ผ่านมา ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต่างพร้อมใจกันออกมาเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
เริ่มที่จีน ซึ่งล่าสุดนั้นได้ปรับลดเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้จากเดิม 8% เหลือ 7.5% ภายหลังวิกฤตหนี้ยุโรปฉุดภาคส่งออกอย่างหนัก
การปรับลดคาดการณ์ครั้งนี้สร้างความหวั่นวิตกให้กับนักลงทุนไม่น้อย เพราะเป็นที่ทราบดีว่า นับตั้งแต่ปี 2548 เป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลจีนตั้งไว้นั้นไม่เคยต่ำกว่า 8% เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดของสถาบันการเงินโนมูระของญี่ปุ่นยังระบุอีกว่า การส่งออกของจีนในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา หดตัวมากถึง 15.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ทั้งนี้ เพราะต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจมังกรพึ่งพาการส่งออกถึง 30% เลยทีเดียว
ดังนั้น เมื่อตลาดสำคัญอย่างสหรัฐและยุโรปกลับซบเซา เศรษฐกิจจีนจึงชะลอตามจากการที่สินค้าเมดอินไชนานั้นขายได้น้อยลง
เมื่อสถานการณ์เริ่มส่อเค้าจะเลวร้ายยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากตัดสินใจงัดแผนกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อทดแทนการพึ่งการส่งออกที่ชะลอตัวอย่างหนัก
ด้านอินเดียเองก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายไม่แพ้กัน โดยล่าสุดนั้นทางการเปิดเผยว่า จีดีพีไตรมาส 4 ปี 2554 อยู่ที่ 6.1% นับว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดตั้งแต่ปี 2548
สำหรับปีนี้รัฐบาลได้ลดคาดการณ์เศรษฐกิจจากเดิมที่คาดว่าจะโต 9% เหลือเพียง 7%
ในส่วนของแอฟริกาใต้นั้น นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะโตเพียง 2.5% ในปีนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าเป้าของธนาคารกลางแอฟริกาใต้ที่ 7% มากเลยทีเดียว
ขณะที่บราซิล ซึ่งเคยขึ้นชื่อว่ามีเศรษฐกิจที่ร้อนแรงมากสุดประเทศหนึ่ง ล่าสุดก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า เศรษฐกิจโตเพียง 2.7% ในปี 2554 ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์เดิมของรัฐบาลถึงครึ่ง ขณะที่ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ม.ค. ยังดิ่งลง 2.1% ซึ่งถือเป็นการลดลงที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551
เศรษฐกิจของบราซิลโตเพียง 3% เมื่อปี 2554 ภายหลังอุตสาหกรรมเหมืองแร่หดตัว 13% ประกอบกับการส่งออกแร่ธาตุไปยังจีน ซึ่งถือเป็นลูกค้ารายใหญ่นั้น ลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
ทั้งนี้ แม้รัฐบาลบราซิลจะกล่าวโทษมาตรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐและยุโรป ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เม็ดเงินจากการเก็งกำไรไหลเข้าประเทศมากขึ้น จนทำให้ค่าเงินของประเทศแข็งค่าขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ต้นตอปัญหาทางเศรษฐกิจของบราซิล แท้จริงแล้วเกิดจากปัญหาภายในประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอัตราภาษีที่สูงลิ่ว ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ด้อยคุณภาพ ระบบข้าราชการและการบริหารที่มีการคอร์รัปชันสูง ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้บราซิลกลายเป็นประเทศที่มีต้นทุนการผลิตสินค้าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
“ปัจจุบันประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เริ่มแสดงให้เห็นถึงอาการเหนื่อยล้าจากการแบกรับภาระเศรษฐกิจโลกเสียแล้ว” เอสวาร์ พราสาด นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลของสหรัฐ กล่าว โดยย้ำว่าขณะนี้ตลาดเกิดใหม่กำลังถูกทดสอบอยู่ว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกหรือไม่
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งเมื่อต้นปีได้หั่นคาดการณ์จีดีพีของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จาก 6.1% เหลือ 5.4%
ทั้งนี้ หากมองในแง่ดี เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังคงเติบโตในระดับที่สูงกว่าชาติยุโรปและสหรัฐ
ทว่า การชะลอตัวของประเทศเหล่านี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ ก็ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังคงเป็นหัวจักรสำคัญในการนำพาเศรษฐกิจโลกฝ่าฟันวิกฤต ทว่าดูเหมือนว่าความเร็วของหัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะลดลง” โมฮัมหมัด เอลอีเรียน เจ้าหน้าที่อาวุโสจากสถาบันแปซิฟิก อินเวสต์เมนต์ แมนเนจเมนต์ กล่าว
ฉะนั้น นานาประเทศจึงไม่สามารถเฝ้ารอให้บรรดาชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่กอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจได้อีกต่อไป เพราะลำพังประเทศเหล่านี้ก็ยังเอาตัวเองไม่รอดด้วยซ้ำ







