posttoday
การเมืองคุมเงินลงทุนน้ำ'เบ็ดเสร็จ'

การเมืองคุมเงินลงทุนน้ำ'เบ็ดเสร็จ'

08 มีนาคม 2555

ถึงตอนนี้เริ่มเห็น “เค้าลาง” มหกรรมชิงเค้กก้อนโต และอำนาจในการบริหารจัดการเงินในโครงการลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท

โดย...จตุพล สันตะกิจ

ถึงตอนนี้เริ่มเห็น “เค้าลาง” มหกรรมชิงเค้กก้อนโต และอำนาจในการบริหารจัดการเงินในโครงการลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท

เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติเห็นชอบโครงการลงทุนน้ำ 246 โครงการ วงเงิน 24,828 ล้านบาท ที่เสนอโดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)ที่มี ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เป็นประธาน

พร้อมยกเลิกมติ ครม.เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2555 ที่ให้ “ฝ่ายข้าราชการประจำ” หรือคณะกรรมการบริหารจัดการกรอบเงินลงทุนและกลั่นกรองโครงการลงทุนตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 มาเป็นการให้อำนาจกลั่นกรองโครงการอยู่ในมือของ “กบอ.”

ครม.ยังมอบ “ดาบอาญาสิทธิ์” ให้กบอ.มีอำนาจในการบริหารโครงการลงทุนน้ำ การจัดหาวัสดุ การจัดแหล่งเงินกู้ และการบริหารเงินกู้ รวมทั้งประเมินผลการดำเนินการตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ 3.5 แสนล้านบาทตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ...

เรียกได้ว่าถึงวันนี้ “ฝ่ายการเมือง” ที่มีปลอดประสพเป็นหัวเรือใหญ่ มีอำนาจคุมโครงการลงทุนน้ำอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์แบบ แทนที่จะมี กบอ.ที่เป็นบรรดานักวิชาการ เทคโนแครต หรือผู้มีบารมีที่รัฐบาลดึงตัวมาช่วย

เพราะถึงตอนนี้คณะกรรมการที่มากบารมีชุด “ดร.โกร่ง-ดร.สุเมธ” ล้วนแล้วแต่หมดสภาพการทำงานไปโดยปริยาย

การเมืองคุมเงินลงทุนน้ำ'เบ็ดเสร็จ'

 

การเสนอโครงการน้ำล็อตแรกที่ ครม.อนุมัติ 2.48 หมื่นล้านบาท จึงมีการตั้งคำถามจากกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) ที่ขณะนี้นั่งอยู่ในสถานะ “ไม่มีตัวตน” ว่า มีการ “สอดแทรก” โครงการลงทุนระบบน้ำที่ “ต่าง” จากแผนลงทุนน้ำที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.คลัง ได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนผ่าน พ.ร.ก.กู้เงินฯ ใช่หรือไม่

โดยเฉพาะโครงการจัดทำ Canal Street ถนนพุทธมณฑลสาย 4 วงเงิน 1,500 ล้านบาท

กับโครงการขยายทางยกระดับบรมราชชนนีถึง จ.นครปฐม ระยะทาง 21 กิโลเมตร 1.25 หมื่นล้านบาท ที่บอกว่าเป็นการยกระดับถนนขึ้นมาแบบยั่งยืน

เพราะแผนลงทุนน้ำระยะยั่งยืนที่ กยน. อนุมัติ มีเพียงโครงการจัดทำ Canal Streetที่ถนนพุทธมณฑลสาย 5 ในวงเงิน 2,500 ล้านบาท เท่านั้น

ที่โผล่มานั้น เป็นของแถมที่ใครก็ไม่รู้ยัดเข้ามาหน้าตาเฉยในสถานการณ์ Absolute Power และไร้ซึ่งการตรวจสอบ คะคานใดๆ จากใครหน้าไหนทั้งสิ้น

“ในเมื่อ กยน.มีแผนลงทุนสร้างพื้นที่ปิดล้อมแล้ว ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีการลงทุนในพื้นที่ปิดล้อมซ้ำซ้อนอีก แทนที่จะนำเงินกู้ที่มีจำกัดไปลงทุนโครงการอื่นๆ ที่จำเป็นมากกว่า”แหล่งข่าว กยน.ตั้งคำถามด้วยความฉงนที่มีโครงการในลักษณะใกล้เคียงโผล่ขึ้นมา และใช้งบประมาณอื้อซ่า ชนิดที่สามารถตั้งงบประมาณปกติไปดำเนินการก็ได้

มีเสียงร่ำเสียงลือวงในว่า “การจับยัด”ทั้งสองโครงการเข้ามาในแผนลงทุนน้ำมาจากการผลักดัน “อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมคนหนึ่ง” และเป็นคนที่คนแข็งอย่างปลอดประสพยังต้องยอมคล้อยตาม

ขณะเดียวกันแม้แต่การกลั่นกรองโครงการภายในวงประชุม กบอ.เองต้องถือว่ามีการ“งัดข้อ” กันระดับหนึ่ง

เพราะฝ่ายการเมืองมีการนำเสนอโครงการนอกเหนือจากแผนที่ กยน. กำหนดไว้จำนวนมาก แถมมีการสำทับให้คนคิดได้หน้าบานแทบกลับบ้านไปว่า “แผนลงทุนน้ำที่ กยน.คิดไว้โบราณไปแล้ว”

ในขณะที่ กิจจา ผลภาษี กรรมการกยน.และที่ปรึกษา กบอ.ก็ยอมรับได้ใช้ความพยายามอย่างหนักในการ“ตบโครงการลงทุน” ให้กลับเข้ารูปเข้ารอยตามแผน กยน. ที่ร่วมกันขบคิดโดยไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆ เคลือบแฝง นอกจากประเทศไทยจะดีขึ้นในสายตานักลงทุน

“ตอนนี้ กยน.แทบจะสลายตัวไปแล้ว เพราะนายกฯ ไม่เคยเรียกประชุมเลย ซึ่งเรื่องเงินผมไม่เข้าไปยุ่ง ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองเขาทำไป ผมมีหน้าที่ผลักดันให้โครงการตามแผนที่ กยน.คิดไว้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะผมมั่นใจว่า แผนงานที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ บรรดาผู้มีประสบการณ์ร่วมกันคิดสามารถป้องกันน้ำท่วมได้เกือบ 100%” กิจจา ระบุ

ไม่ต้องพูดถึงการกลั่นกรองโครงการลงทุนน้ำบนเวทีใหญ่ คือ เวทีคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมี กิตติรัตน์ เป็นรองประธานคนที่สอง มีการแบ่งขั้วแบ่งข้าง เป็น 3 กลุ่ม 3 ฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่มีทั้งพรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคร่วมฯ

กลุ่มนักวิชาการ

และกลุ่มแอบอ้าง

ทำให้บางครั้งโครงการลงทุน “เอื้อกัน”บางครั้ง “ขัดกัน” เต็มๆ

แต่ที่แน่ๆ มีความพยายามปรับเปลี่ยนโครงการไปตามที่แต่ละฝ่ายต้องการ

กรณีการทำฟลัดเวย์ 1.2 แสนล้านบาท แผนและโครงการลงทุนที่ กยน. กำหนดให้สร้างถนนยกระดับจากเหนือลงใต้ 2 เส้น และปล่อยพื้นที่ตรงกลางเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตรตอนบน และขยายความกว้างตรงกลางเป็น 2 เมตรในพื้นที่ตอนล่าง เพื่อเป็นทาง “น้ำผ่าน” ตรงกลางที่กยน.เสนอนั้น

หากลงทุนทำฟลัดเวย์แบบนี้ทั้งฝั่งตะวันออก และตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เงินลงทุนของรัฐที่มาจากภาษีประชาชนก็จะใช้เงินไม่มากนัก

ขณะที่พื้นที่ที่ปล่อยให้น้ำผ่านนั้น 10 ปี คงมีการใช้งาน 1 ครั้ง และเมื่อมีการใช้งานก็ต้องจ่ายเงินชดเชยไป แต่จะมีการลงทุนระบบน้ำให้คนที่เป็นเจ้าของพื้นที่เหล่านั้นทำนาปรังได้อย่างน้อย 2 ครั้ง ได้ประโยชน์เต็มที่ แม้ว่าจะถูกรอนสิทธิโดยรัฐบาล

ขณะที่ “นักการเมืองใหญ่” พรรคร่วมรัฐบาลที่เสียงดังและเคยเป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่จำนวนหนึ่งได้ขายให้กับทางการไปนั้น ต้องการให้มีการขุดคลองสายใหม่ 2 เส้น โดยเวนคืนที่ดินจากประชาชนเพื่อเป็น “ฟลัดเวย์”

เพราะได้ดีดลูกคิดบนรางแก้วแล้วได้กำไร “เต็มมือ” มากกว่า วิธีการที่ กยน.เสนอมากมาย

แถมได้ประโยชน์ต่อที่สอง เมื่อมีการขุดลอกคลองในแนวฟลัดเวย์น้ำหลากที่ต้องทำทุกปี

“ฟากฝั่งการเมืองไม่น่าจะมีปัญหานัก เพราะกุมสภาพได้หากจัดสรรลงตัว แต่กลุ่มที่สองและสามนี่ซิ ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เป็นการเมืองที่สร้างความหนักใจให้กิตติรัตน์คนที่แอ่นอกกู้เงินมาไม่น้อย” กรรมการ กนอช.รายหนึ่งกล่าว

ขณะที่ฝ่ายข้าราชการประจำที่ต้องเรียกว่ามีบทบาทสำคัญการ “แลกหมัด” กับฝ่ายการเมือง และทำงานภายใต้ “แรงเสียดทาน” ทางการเมืองอย่างยิ่ง คือ สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะรักษาการตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สนอช.)

เพราะการกลั่นกรองโครงการลงทุนน้ำที่มีการถกกันใน กบอ.ครั้งล่าสุด ท่าทีของสุพจน์เรียกว่า “ขวาง” แทบทุกโครงการที่ไม่เข้ากับโครงการลงทุนของ กยน.

เช่น มีการสั่งการจากใครบางคนให้ย้ายแนวคันกั้นน้ำใหม่นอกแผน กยน. เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า คันกั้นน้ำมีผลต่อพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมและน้ำไม่ท่วมนั่นเอง

แต่ข้าราชการอย่างสุพจน์โต้แย้งเต็มที่ไม่ให้ “ย้ายแนว” คันกั้นน้ำ

อนาคตของสุพจน์ในท่ามกลางกระแสผลประโยชน์การเมืองไหลเชี่ยว คือ ถูกเขี่ยให้พ้นทาง หรืออยู่ต่อแต่ต้องสนองฝ่ายการเมืองในตำแหน่ง เลขาธิการ สนอช. “ตัวจริง” ที่มีระดับชั้นเทียบเท่าปลัดกระทรวง ในระนาบ ซี 11

เหล่านี้เป็นภาพที่สะท้อนว่า “กบอ.กนอช.” เป็นเวทีการ “แย่งชิง” หรือจัดสรรผลประโยชน์ของกลุ่มก๊วนต่างๆ และล้วนแต่เป็นอำนาจในมือของ “ฝ่ายการเมือง” เพียงแต่ขึ้นอยู่กันเป็นกลุ่มก๊วนไหนเท่านั้น

แต่ไม่ว่ากลุ่มก๊วนไหนอำนาจที่ ครม.ปั๊มตรายางไว้ให้ต้องผ่านมือและสายตาของ “ปลอดประสพ สุรัสวดี” ในฐานะประธาน กบอ.

การเมืองจึงคุมเบ็ดเสร็จ

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน