
การเมืองคุมเงินลงทุนน้ำ'เบ็ดเสร็จ'
ถึงตอนนี้เริ่มเห็น “เค้าลาง” มหกรรมชิงเค้กก้อนโต และอำนาจในการบริหารจัดการเงินในโครงการลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท
โดย...จตุพล สันตะกิจ
ถึงตอนนี้เริ่มเห็น “เค้าลาง” มหกรรมชิงเค้กก้อนโต และอำนาจในการบริหารจัดการเงินในโครงการลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท
เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติเห็นชอบโครงการลงทุนน้ำ 246 โครงการ วงเงิน 24,828 ล้านบาท ที่เสนอโดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)ที่มี ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เป็นประธาน
พร้อมยกเลิกมติ ครม.เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2555 ที่ให้ “ฝ่ายข้าราชการประจำ” หรือคณะกรรมการบริหารจัดการกรอบเงินลงทุนและกลั่นกรองโครงการลงทุนตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 มาเป็นการให้อำนาจกลั่นกรองโครงการอยู่ในมือของ “กบอ.”
ครม.ยังมอบ “ดาบอาญาสิทธิ์” ให้กบอ.มีอำนาจในการบริหารโครงการลงทุนน้ำ การจัดหาวัสดุ การจัดแหล่งเงินกู้ และการบริหารเงินกู้ รวมทั้งประเมินผลการดำเนินการตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ 3.5 แสนล้านบาทตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ...
เรียกได้ว่าถึงวันนี้ “ฝ่ายการเมือง” ที่มีปลอดประสพเป็นหัวเรือใหญ่ มีอำนาจคุมโครงการลงทุนน้ำอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์แบบ แทนที่จะมี กบอ.ที่เป็นบรรดานักวิชาการ เทคโนแครต หรือผู้มีบารมีที่รัฐบาลดึงตัวมาช่วย
เพราะถึงตอนนี้คณะกรรมการที่มากบารมีชุด “ดร.โกร่ง-ดร.สุเมธ” ล้วนแล้วแต่หมดสภาพการทำงานไปโดยปริยาย
การเสนอโครงการน้ำล็อตแรกที่ ครม.อนุมัติ 2.48 หมื่นล้านบาท จึงมีการตั้งคำถามจากกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) ที่ขณะนี้นั่งอยู่ในสถานะ “ไม่มีตัวตน” ว่า มีการ “สอดแทรก” โครงการลงทุนระบบน้ำที่ “ต่าง” จากแผนลงทุนน้ำที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.คลัง ได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนผ่าน พ.ร.ก.กู้เงินฯ ใช่หรือไม่
โดยเฉพาะโครงการจัดทำ Canal Street ถนนพุทธมณฑลสาย 4 วงเงิน 1,500 ล้านบาท
กับโครงการขยายทางยกระดับบรมราชชนนีถึง จ.นครปฐม ระยะทาง 21 กิโลเมตร 1.25 หมื่นล้านบาท ที่บอกว่าเป็นการยกระดับถนนขึ้นมาแบบยั่งยืน
เพราะแผนลงทุนน้ำระยะยั่งยืนที่ กยน. อนุมัติ มีเพียงโครงการจัดทำ Canal Streetที่ถนนพุทธมณฑลสาย 5 ในวงเงิน 2,500 ล้านบาท เท่านั้น
ที่โผล่มานั้น เป็นของแถมที่ใครก็ไม่รู้ยัดเข้ามาหน้าตาเฉยในสถานการณ์ Absolute Power และไร้ซึ่งการตรวจสอบ คะคานใดๆ จากใครหน้าไหนทั้งสิ้น
“ในเมื่อ กยน.มีแผนลงทุนสร้างพื้นที่ปิดล้อมแล้ว ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีการลงทุนในพื้นที่ปิดล้อมซ้ำซ้อนอีก แทนที่จะนำเงินกู้ที่มีจำกัดไปลงทุนโครงการอื่นๆ ที่จำเป็นมากกว่า”แหล่งข่าว กยน.ตั้งคำถามด้วยความฉงนที่มีโครงการในลักษณะใกล้เคียงโผล่ขึ้นมา และใช้งบประมาณอื้อซ่า ชนิดที่สามารถตั้งงบประมาณปกติไปดำเนินการก็ได้
มีเสียงร่ำเสียงลือวงในว่า “การจับยัด”ทั้งสองโครงการเข้ามาในแผนลงทุนน้ำมาจากการผลักดัน “อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมคนหนึ่ง” และเป็นคนที่คนแข็งอย่างปลอดประสพยังต้องยอมคล้อยตาม
ขณะเดียวกันแม้แต่การกลั่นกรองโครงการภายในวงประชุม กบอ.เองต้องถือว่ามีการ“งัดข้อ” กันระดับหนึ่ง
เพราะฝ่ายการเมืองมีการนำเสนอโครงการนอกเหนือจากแผนที่ กยน. กำหนดไว้จำนวนมาก แถมมีการสำทับให้คนคิดได้หน้าบานแทบกลับบ้านไปว่า “แผนลงทุนน้ำที่ กยน.คิดไว้โบราณไปแล้ว”
ในขณะที่ กิจจา ผลภาษี กรรมการกยน.และที่ปรึกษา กบอ.ก็ยอมรับได้ใช้ความพยายามอย่างหนักในการ“ตบโครงการลงทุน” ให้กลับเข้ารูปเข้ารอยตามแผน กยน. ที่ร่วมกันขบคิดโดยไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆ เคลือบแฝง นอกจากประเทศไทยจะดีขึ้นในสายตานักลงทุน
“ตอนนี้ กยน.แทบจะสลายตัวไปแล้ว เพราะนายกฯ ไม่เคยเรียกประชุมเลย ซึ่งเรื่องเงินผมไม่เข้าไปยุ่ง ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองเขาทำไป ผมมีหน้าที่ผลักดันให้โครงการตามแผนที่ กยน.คิดไว้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะผมมั่นใจว่า แผนงานที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ บรรดาผู้มีประสบการณ์ร่วมกันคิดสามารถป้องกันน้ำท่วมได้เกือบ 100%” กิจจา ระบุ
ไม่ต้องพูดถึงการกลั่นกรองโครงการลงทุนน้ำบนเวทีใหญ่ คือ เวทีคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมี กิตติรัตน์ เป็นรองประธานคนที่สอง มีการแบ่งขั้วแบ่งข้าง เป็น 3 กลุ่ม 3 ฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่มีทั้งพรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคร่วมฯ
กลุ่มนักวิชาการ
และกลุ่มแอบอ้าง
ทำให้บางครั้งโครงการลงทุน “เอื้อกัน”บางครั้ง “ขัดกัน” เต็มๆ
แต่ที่แน่ๆ มีความพยายามปรับเปลี่ยนโครงการไปตามที่แต่ละฝ่ายต้องการ
กรณีการทำฟลัดเวย์ 1.2 แสนล้านบาท แผนและโครงการลงทุนที่ กยน. กำหนดให้สร้างถนนยกระดับจากเหนือลงใต้ 2 เส้น และปล่อยพื้นที่ตรงกลางเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตรตอนบน และขยายความกว้างตรงกลางเป็น 2 เมตรในพื้นที่ตอนล่าง เพื่อเป็นทาง “น้ำผ่าน” ตรงกลางที่กยน.เสนอนั้น
หากลงทุนทำฟลัดเวย์แบบนี้ทั้งฝั่งตะวันออก และตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เงินลงทุนของรัฐที่มาจากภาษีประชาชนก็จะใช้เงินไม่มากนัก
ขณะที่พื้นที่ที่ปล่อยให้น้ำผ่านนั้น 10 ปี คงมีการใช้งาน 1 ครั้ง และเมื่อมีการใช้งานก็ต้องจ่ายเงินชดเชยไป แต่จะมีการลงทุนระบบน้ำให้คนที่เป็นเจ้าของพื้นที่เหล่านั้นทำนาปรังได้อย่างน้อย 2 ครั้ง ได้ประโยชน์เต็มที่ แม้ว่าจะถูกรอนสิทธิโดยรัฐบาล
ขณะที่ “นักการเมืองใหญ่” พรรคร่วมรัฐบาลที่เสียงดังและเคยเป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่จำนวนหนึ่งได้ขายให้กับทางการไปนั้น ต้องการให้มีการขุดคลองสายใหม่ 2 เส้น โดยเวนคืนที่ดินจากประชาชนเพื่อเป็น “ฟลัดเวย์”
เพราะได้ดีดลูกคิดบนรางแก้วแล้วได้กำไร “เต็มมือ” มากกว่า วิธีการที่ กยน.เสนอมากมาย
แถมได้ประโยชน์ต่อที่สอง เมื่อมีการขุดลอกคลองในแนวฟลัดเวย์น้ำหลากที่ต้องทำทุกปี
“ฟากฝั่งการเมืองไม่น่าจะมีปัญหานัก เพราะกุมสภาพได้หากจัดสรรลงตัว แต่กลุ่มที่สองและสามนี่ซิ ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เป็นการเมืองที่สร้างความหนักใจให้กิตติรัตน์คนที่แอ่นอกกู้เงินมาไม่น้อย” กรรมการ กนอช.รายหนึ่งกล่าว
ขณะที่ฝ่ายข้าราชการประจำที่ต้องเรียกว่ามีบทบาทสำคัญการ “แลกหมัด” กับฝ่ายการเมือง และทำงานภายใต้ “แรงเสียดทาน” ทางการเมืองอย่างยิ่ง คือ สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะรักษาการตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สนอช.)
เพราะการกลั่นกรองโครงการลงทุนน้ำที่มีการถกกันใน กบอ.ครั้งล่าสุด ท่าทีของสุพจน์เรียกว่า “ขวาง” แทบทุกโครงการที่ไม่เข้ากับโครงการลงทุนของ กยน.
เช่น มีการสั่งการจากใครบางคนให้ย้ายแนวคันกั้นน้ำใหม่นอกแผน กยน. เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า คันกั้นน้ำมีผลต่อพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมและน้ำไม่ท่วมนั่นเอง
แต่ข้าราชการอย่างสุพจน์โต้แย้งเต็มที่ไม่ให้ “ย้ายแนว” คันกั้นน้ำ
อนาคตของสุพจน์ในท่ามกลางกระแสผลประโยชน์การเมืองไหลเชี่ยว คือ ถูกเขี่ยให้พ้นทาง หรืออยู่ต่อแต่ต้องสนองฝ่ายการเมืองในตำแหน่ง เลขาธิการ สนอช. “ตัวจริง” ที่มีระดับชั้นเทียบเท่าปลัดกระทรวง ในระนาบ ซี 11
เหล่านี้เป็นภาพที่สะท้อนว่า “กบอ.กนอช.” เป็นเวทีการ “แย่งชิง” หรือจัดสรรผลประโยชน์ของกลุ่มก๊วนต่างๆ และล้วนแต่เป็นอำนาจในมือของ “ฝ่ายการเมือง” เพียงแต่ขึ้นอยู่กันเป็นกลุ่มก๊วนไหนเท่านั้น
แต่ไม่ว่ากลุ่มก๊วนไหนอำนาจที่ ครม.ปั๊มตรายางไว้ให้ต้องผ่านมือและสายตาของ “ปลอดประสพ สุรัสวดี” ในฐานะประธาน กบอ.
การเมืองจึงคุมเบ็ดเสร็จ







