
การประเมินคลื่นความถี่ 3 จี
...อรุณ จิรชวาลา
ผมได้รับเชิญจากคณะบริหารธุรกิจของนิด้าให้ไปร่วมเป็นวิทยากรในการสัมมนาเรื่อง
“การประเมินคลื่นความถี่โทรคมนาคม กรณี 3จีของไทย” เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2553 ที่ผ่านมา โดยมี ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา เจ้าพ่อรายการมันนี่ทอล์คเป็นผู้ดำเนินรายการนอกจากจะไปช่วยเขาแสดงความคิดเห็นแล้ว ตัวผมเองก็ได้ข้อมูลและความรู้ใหม่ๆ มากมาย อดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง และหวังว่าจะไปถึงหูคณะรัฐมนตรีที่คงจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ในไม่ช้า
อาจารย์คณะบริหารธุรกิจได้ปูพื้นฐานว่า วิธีประเมินมูลค่าอาจทำได้หลายวิธี แต่ที่ได้ศึกษาและมีการประเมินสำหรับกรณีของไทยมี 3 วิธี ดังนี้
หนึ่ง วิธีทางธุรกิจ คือประเมินว่าจะต้องลงทุนและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเท่าไร เสร็จแล้วจะก่อให้เกิดรายได้และกำไรเท่าไร กระแสเงินสดเป็นอย่างไร ตลอดจนมีความเสี่ยงในการลงทุนที่จะต้องเอามาคำนวณเป็นส่วนลดเท่าไร
สอง วิธีอ้างอิงเปรียบเทียบ คือดูว่าประเทศอื่นที่เขาเคยเปิดประมูลไปแล้วในอดีต มูลค่าที่ได้เป็นเท่าไร ถ้านำมาปรับด้วยจำนวนประชากร รายได้ และข้อมูลอื่นๆ ของไทย มูลค่าที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร
สาม วิธีอีโคโนเมตริก เป็นการสร้างโมเดลทางคณิตศาสตร์ โดยมีสมการผูกความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เสร็จแล้วก็เอาข้อมูลของประเทศไทยแทนค่าลงไป
แต่ละวิธีข้างต้นต่างมีจุดอ่อนและจุดแข็งในตัวของมันเอง บริษัทที่ปรึกษาต่างชาติหลายบริษัทที่เข้ามาช่วยศึกษาคำนวณตัวเลขได้ตั้งแต่ 200 กว่าจนถึง 400 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ
บอกตรงๆ ผมไม่ได้ศรัทธาตัวเลขเหล่านี้แม้แต่น้อย ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน หรือทำโดยที่ปรึกษารายใด ในที่สัมมนาผมได้ให้เหตุผลไปว่า เทคโนโลยีด้านการสื่อสารเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานก็เปลี่ยนเร็ว อายุใช้งานก็ไม่แน่นอน เพราะล้าสมัยง่าย ตัวเลขเก่าที่หามาได้จากโครงการในอดีต เมื่อนำมาใช้กับปัจจุบันและอนาคต ผลที่ได้ก็ไม่ต่างจากการเดา
แต่ก็น่าเห็นใจรัฐบาลว่า ถ้าคิดเองโดยไม่มีใครช่วยบอกว่าตัวเลขราคากลางควรจะเป็นเท่าไร ก็อาจถูกตำหนิว่าขาดหลักการ หรือถ้าเริ่มจากศูนย์ก็อาจถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีผลประโยชน์แอบแฝง เลยต้องศึกษาแล้วศึกษาอีก ทบทวนแล้วทบทวนอีก ไม่รู้จักจบสิ้น
ผ่านมาหลายปีแล้ว จน 3จี ใกล้จะล้าสมัยแล้ว ก็ยังเดินหน้าไม่ได้
ในที่สัมมนา ยังมีการถกกันในประเด็นรัฐควรใช้นโยบายราคาประมูลสูงหรือราคาประมูลต่ำ โดยกรณีราคาประมูลสูง รัฐก็จะเก็บภาษีได้มากสามารถนำเงินที่ได้ไปพัฒนาประเทศ ส่วนกรณีราคาประมูลต่ำ ผู้บริโภคจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากค่าบริการที่ถูกลง จำนวนประชากรที่เข้าถึงบริการก็จะมีมากขึ้น
มีคนเตือนว่า รัฐบาลควรพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ ชั่งน้ำหนักให้ดีว่านโยบายไหนจะให้ประโยชน์สูงสุด ผมฟังแล้วก็ยิ่งเห็นใจรัฐบาล เกรงว่าอาจจะยิ่งทำให้ตัดสินใจยาก และการเดินหน้าของโครงการอาจจะยิ่งล่าช้า
ทั้งหมดนี้ ผมอยากจะบอกว่า เราอาจจะมองข้ามตัวแปรที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่ง คือเรื่องของเวลา
ระบบราชการกับระบบการเมืองของเรามีจุดอ่อนที่สำคัญคือ
“ถ้าไม่ทำ ก็ไม่ผิด” กล่าวคือ หากตัดสินใจพลาด อาจถูกกล่าวโทษได้ในภายหลัง แต่ถ้าตัดสินใจช้า หรือไม่ตัดสินใจ ถึงจะเกิดความเสียหายกับประเทศชาติมากกว่า กฎหมายก็เอาผิดอะไรไม่ได้ผมมีข้อแนะนำ เป็นตรรกะแบบง่ายๆ เผื่อจะช่วยให้รัฐบาลตัดสินใจได้เร็วขึ้น ดังนี้
ข้อแรก สำหรับผู้ประกอบการเดิมในระบบ 2จี ควรถือว่าการให้บริการในระบบ 3จี เป็นการปรับปรุง ยกระดับคุณภาพบริการ จึงไม่มีเหตุใดๆ ให้ต้องมาประมูลใหม่ หรือเสียค่าสัมปทานเพิ่ม ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากเห็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจอยู่แล้วต้องเลิกกิจการเพราะแพ้ประมูล
ในทางตรงข้าม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุน ควรมีการลดส่วนแบ่งรายได้ให้ผู้ประกอบการเดิมที่เปลี่ยนไปให้บริการในระบบ 3จี จากอัตราเดิมไม่ว่าจะเป็น 20 หรือ 25 หรือ 30% ให้ลงมาเหลืออัตราเดียว เช่น 15% เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังอาจประกาศให้ทราบล่วงหน้าโดยทั่วกันว่า ในอนาคตเมื่อมีการลงทุนในระบบ 4จี ก็จะลดส่วนแบ่งรายได้ลงมาอีก เหลือเพียง 10% ต่อไปมี 5จี ก็จะเหลือเพียง 5% และเปิดเสรีในที่สุด
อย่าคิดว่าทำแบบนี้จะทำให้รัฐเสียประโยชน์ ทุกวันนี้รัฐใช้เงินงบประมาณนับแสนล้านบาทในแต่ละปีในเรื่องที่เกี่ยวกับถนนหนทาง การจราจรและการขนส่งอื่นๆ เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่เป็นการคมนาคมรูปแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบเดิมมาก ต่อให้ไม่มีเอกชนยอมทำ รัฐต้องลงทุนเองเป็นจำนวนมาก ก็ยังต้องทำ
ข้อที่สอง เปิดประมูลให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาร่วมแข่งขันเสนอบริการให้ประชาชน ภายใต้เงื่อนไขการแบ่งรายได้ให้รัฐในอัตราเดียวกับผู้ประกอบการเดิม สำหรับราคาขั้นต่ำในการประมูลให้เริ่มที่ศูนย์หรือ 1 บาท
ข้อสุดท้าย ให้ผู้ประกอบการทุกรายร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัทกลางเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จะได้ไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการลงทุน ในลักษณะคล้ายกับระบบเอทีเอ็มพูลของธนาคารพาณิชย์ ที่ทุกธนาคารมีสิทธิเอาระบบเอทีเอ็มของตนเข้ามาเชื่อมต่อ โดยจ่ายค่าบริการให้
ผมอยากเห็นคนไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในวัยเรียนในชนบทห่างไกล เสียเงินไม่กี่บาทก็มีมือถือในระบบ 3 หรือ 4จี ติดตัว ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ทั่วโลก
ถ้าเด็กไทยในวันนี้ยังเสียเปรียบเด็กเกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์ ในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารทันสมัย อีก 50 ปีเมื่อเด็กเหล่านี้เติบใหญ่ คุณภาพคนของเราก็จะยังสู้เขาไม่ได้ แล้วเราจะพัฒนาประเทศตามเขาทันได้อย่างไร







