
แบล็กลิสต์ประเทศไทย
ประเทศไทยได้ติดอันดับโลกเพิ่มขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็เช่นเคย เป็นเรื่องลบ ไม่ใช่เรื่องบวก
โดย...อรุณ จิรชวาลา
ประเทศไทยได้ติดอันดับโลกเพิ่มขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็เช่นเคย เป็นเรื่องลบ ไม่ใช่เรื่องบวก
เรื่องที่ผมกำลังจะพูดถึงเป็นข่าวมาแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ คือเรื่องที่คณะกรรมการดำเนินมาตรการทางการเงิน หรือ FATF ของสหประชาชาติ ยกให้เราอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวังอันดับหนึ่งในการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวกับการฟอกเงินและการสนับสนุนการก่อการร้าย
แปลง่ายๆ ว่า เราไม่ให้ความร่วมมือกับนานาประเทศเท่าที่ควรในการปราบปรามการฟอกเงิน และในการช่วยสกัดเส้นทางการเงินของขบวนการก่อการร้ายระหว่างประเทศ
หรือแปลให้ตรงตัวยิ่งขึ้น คนของเราอาจมีส่วนร่วมหรือมีส่วนในการสนับสนุนกิจกรรมเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มีอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งทำให้ไม่มีใครกล้าหรืออยากแตะต้องเรื่องนี้
ผมได้ยินคนระดับรองนายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ปลอบใจคนไทยว่า ไม่ต้องเป็นกังวล คณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจเหนือเรา ทำอะไรเราไม่ได้ รวมทั้งการจัดอันดับก็ไม่ใช่การขึ้นบัญชีดำ เราจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของเขาหรือไม่เป็นเรื่องภายในของเราจะทำแค่ไหน ช้าหรือเร็วอย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามข้อจำกัดและประเพณีทางการเมืองของเรา ไม่ใช่เรื่องที่จะให้ต่างชาติมาสั่ง
ฟังแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ตราบใดที่รัฐบาลนี้ยังอยู่ในอำนาจ เราคงหลุดจากบัญชีดำหรือบัญชีสีเทาแก่นี้ไม่ได้ง่ายๆ
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ในทางเทคนิคเรื่องนี้เป็นจริงตามที่ฝ่ายรัฐบาลแถลง คือบัญชีนี้ไม่ใช่บัญชีดำ และคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจเหนือเรา เพียงแต่ในทางปฏิบัติ คนทั่วโลกจะตีความว่าบัญชีนี้เป็นบัญชีดำ และประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีจะพยายามสุดความสามารถให้หลุดออกมา เนื่องจากเกรงจะถูกผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องถูกคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการจากสหประชาชาติ
ปีนี้เรามีประเทศที่ร่วมชะตากรรมกับเราอีก 4 ประเทศ รวมกับกลุ่มที่มีอยู่เดิมแล้วอีก 12 ประเทศ เป็น 17 ประเทศ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสีเทา คือถูกจับตาแบบเข้มงวดน้อยกว่าเราอีก 22 ประเทศ
ประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีทั้งเทาและเทาแก่ ส่วนใหญ่จะยากจนกว่าเรา และมักจะมีลักษณะเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือมีเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการครองเมือง
การประกาศรายชื่อครั้งนี้ ทำในช่วงท้ายของการประชุมที่กรุงปารีส ซึ่งมีคณะผู้แทนไทยจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปร่วมประชุมด้วย และผู้แทนไทยก็ได้พยายามชี้แจงอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่มีน้ำหนักมากพอ สาเหตุหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเมื่อปลายปีที่แล้ว เขาก็ส่งหนังสือมาถึงเราครั้งหนึ่งแล้ว แต่เราก็เพิกเฉย
เข้าใจว่าคณะผู้แทนไทยเห็นสถานการณ์ไม่ใคร่ดี จึงพยายามร้องขอให้การเมืองระดับสูงขึ้นในกรุงเทพฯ ประกาศแสดงจุดยืนว่าจะเร่งให้ความร่วมมือ ก่อนการลงมติครั้งสุดท้ายของคณะกรรมการ
5 องค์กรหลักภาคเอกชนของเราก็มีการเรียกประชุมด่วนในวันที่ 16 ก.พ. และทำหนังสือยื่นต่อนายกรัฐมนตรีขอให้รีบออกมาแถลงท่าทีก่อนการลงมติของคณะกรรมการในวันที่ 17 ก.พ. เช่นกัน
ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะยังเสียสมาธิจากเรื่องโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์หรือไม่ รัฐบาลรับเรื่องไปแล้วจึงเงียบหาย ข้อเสนอขององค์กรภาคเอกชนไม่ได้รับการตอบสนอง และวันต่อมาประเทศไทยก็มีชื่อเสียเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง
ประเด็นหลักในเรื่องนี้ คือการแก้กฎหมาย 2 ฉบับเกี่ยวกับการฟอกเงินให้เป็นสากล ซึ่งก็ควรทำมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำ ความผิดพลาดจึงย้อนกลับไปถึงรัฐบาลในอดีตด้วย เพียงแต่เรื่องมาสุกงอมในรัฐบาลนี้ จึงเป็นภาระและหน้าที่โดยปริยายที่จะต้องปกป้องเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศ ตลอดจนผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงินที่อาจจะเกิดตามมา
ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลยครับ และถึงจะพลาดท่าจนถูกขึ้นบัญชีไปแล้ว ก็ควรต้องรีบแก้ไขสถานการณ์เพื่อไม่ให้เสียหายหนักขึ้น
ผมอยากให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ดังนี้
หนึ่ง เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกะทันหันจนเราตั้งตัวไม่ติด โดยประเพณีปฏิบัติระหว่างประเทศ ก่อนจะประกาศอะไรเกี่ยวกับเรา เขาจะแจ้งให้เราทราบล่วงหน้า รวมทั้งส่งร่างประกาศให้เราดูด้วย เพื่อให้เรามีโอกาสแสดงความคิดเห็น ชี้แจง และแก้ไข
เข้าใจว่าในกรณีนี้ เรามีแต่ชี้แจง แต่เพิกเฉยในเรื่องแก้ไข จนเขาหมดความอดทน
สอง การแก้กฎหมายให้เป็นสากลไม่ใช่เรื่องยาก เพราะก็คือการทำให้คล้ายหรือเหมือนกับของประเทศอื่นๆ นั่นเอง ไม่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพียงไปเอารูปแบบจากประเทศอื่นมาเปรียบเทียบและปรับแต่งให้เข้ากับกรอบของเราก็น่าจะจบ
ทีเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งยากกว่าและเสี่ยงกว่า ยังเร่งรีบเดินหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายไม่ยอมฟังเสียงทักท้วงของใคร
สาม ประเทศไทยมีเศรษฐกิจใต้ดินที่ใหญ่มาก และมีเงินหมุนเวียนจำนวนมหาศาลมีทั้งธุรกิจที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมายและผิดกฎหมาย ทั้งในประเทศและที่ไปเกี่ยวพันกับต่างประเทศ มีกลุ่มบุคคลที่ประกอบธุรกิจเหล่านี้ที่เข้ามามีอิทธิพลในวงการเมือง ทั้งในทางตรงและทางอ้อม
นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่แท้จริงของการถูกขึ้นบัญชีดำ
สี่ ผลกระทบที่จะมีต่อการค้าคงไม่มาก เพราะวงจรการค้าโดยเฉลี่ยมีระยะสั้น ความเสี่ยงไม่มาก และปิดความเสี่ยงง่าย ส่งสินค้าเสร็จและได้รับชำระเงินก็จบ เมื่อเห็นกำไรชัดๆ ก็ย่อมมีคนทำ
จะเห็นได้ว่า แม้แต่ประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ ก็ยังหาช่องทางค้าขายได้ เช่นอิหร่านก็ยังขายน้ำมันได้ เป็นต้น
ห้า ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือเรื่องการลงทุน เพราะเมื่อถูกประเมินความเสี่ยงสูงขึ้น การลงทุนบางประเภทก็อาจทำไม่ได้เลย สำหรับประเภทที่ทำได้ ผลตอบแทนขั้นต่ำก็อาจต้องสูงขึ้น ตลอดจนระยะเวลาคืนทุนก็อาจถูกจำกัดให้สั้นลง
เศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศในอัตราสูงเสียด้วย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง หรือการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์







