
ศาลยุติธรรมแจง7ประเด็นข้อครหายึดทรัพย์แม้ว
โฆษกศาลยุติธรรมแถลงโต้ข้อครหา7ประเด็นคดียึดทรัพย์ทักษิณยืนยันไม่ได้ตั้งธงคำพิพากษาล่วงหน้าย้ำไม่มีใครสั่งองค์คณะได้
โฆษกศาลยุติธรรมแถลงโต้ข้อครหา7ประเด็นคดียึดทรัพย์ทักษิณยืนยันไม่ได้ตั้งธงคำพิพากษาล่วงหน้าย้ำไม่มีใครสั่งองค์คณะได้
นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม แถลงต่อสื่อมวลชน กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยชี้ใน 7 ประเด็นสำคัญว่าตลอดหนึ่งสัปดาห์ หลังมีคำพิพากษา มีการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งศาลยุติธรรมขอน้อมรับ เพราะ เป็นกระจกเงาสะท้อนให้ผู้พิพากษา แต่ในทางกลับกัน หากกระจกเงานั้นบิดเบี้ยว ติชมโดยไม่อยู่ในฐานของความเป็นจริง ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
"ช่วงที่ผ่านมามีผู้ให้ความเห็นบางคนวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่คลาดเคลื่อน ดังนั้น ในฐานะโฆษกศาลยุติธรรม ไม่มีหน้าที่ปกป้อง หรืออธิบายคำพิพากษา เนื่องจากคำพิพากษาขององค์คณะได้อธิบายไว้อย่างละเอียดแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกมา แต่คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะสามารถดาวน์โหลดคำพิพากษาฉบับเต็มได้ทางเว็บไซด์ของศาลฎีกาฯ" โฆษกศาลยุติธรรมกล่าว
สำหรับ7ประเด็นที่มีความคลาดเคลื่อน ศาลขอชี้แจงดังนี้
ประเด็นที่1 กรณีมีคนกล่าวว่า ศาลฎีกาฯ มีลักษณะยอมรับคำสั่งคมช. ซึ่งควรใช้กฎหมายในรัฐสภาเท่านั้น ขอชี้แจงว่า นับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2516ถึงปัจจุบัน เกิดการปฏิวัติขึ้นมาหลายครั้ง เมื่อยึดอำนาจได้ คณะปฏิวัติ จะตรากฎหมายขึ้นมา เพื่อรับรองความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ ในรูปแบบประกาศ ซึ่งปัจจุบันยังมีการนำมาใช้ในประมวลกฎหมายอาญา หรือ พ.ร.บ.ต่างๆ ศาลเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติตราขึ้น ถ้ากฎหมายออกมาที่ชอบโดยหลักการแล้ว ศาลมีหน้าที่บังคับใช้และตีความกฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่าสองมาตรฐาน
ประเด็นที่2 กรณีมีการเปรียบเทียบว่าการยึดทรัพย์ในสมัย รสช. กับ คมช. เมื่อที่มาของคำสั่งมีความแตกต่างกัน สมัย รสช.นั้น ตั้งคณะบุคคลขึ้นมาจัดการแบบเบ็ดเสร็จทั้งพนักงานสอบสวน อัยการ ศาล มีการยึดทรัพย์สินทั้งหมดไว้ ก่อนจะเปิดช่องให้เรียกคืน ส่วนคตส.นั้นแตกต่างกัน เมื่อมีการให้อำนาจ คตส.ไต่สวนตามกรอบเวลา ก่อนส่งให้อัยการฟ้องศาล หากทำไม่เสร็จก็ส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ เมื่อเข้าสู่กระบวนการศาล ก็เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้าน พิสูจน์ความจริงอย่างเต็มที่ว่าทรัพย์ที่ได้มานั้นถูกต้องหรือไม่ ซึ่งมีความเป็นธรรมมากกว่า
ประเด็นที่ 3 กรณีมีการกล่าวหาว่าคำพิพากษามีการตั้งธงไว้ เขียนเสร็จแล้ว จึงนำมาอ่าน ตามรัฐธรรมนูญทั้งปี2540 และ2550 รวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระบุไว้ว่า ให้ผู้พิพากษาทุกคนเขียนคำวินิจฉัยส่วนตัวเป็นหนังสือ ซึ่งความเห็นจะเหมือน หรือแตกต่างกันผู้พิพากษาทุกท่านมีความเป็นอิสระที่จะดำเนินการ โดยไม่ได้มีการกำหนดหรือปักธงคำพิพากษาเอาไว้ล่วงหน้า
ประเด็นที่ 4 มีคนระบุว่าคำพิพากษาเป็นเสียงข้างมากไม่ระบุผลมติ ชี้แจงว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ใช้เสียงข้างมากขององค์คณะผู้พิพากษา เป็นการใช้คำตามกฎหมาย ส่วนมติเท่าไหร่นั้น สามารถติดตามได้จากการปิดประกาศของศาลฎีกา ซึ่งเป็นเรื่องที่เปิดเผย
ประเด็นที่ 5 กรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดต้องอ่านคำพิพากษาทุกถ้อยคำ เรื่องนี้ไม่ซับซ้อน เพราะการอ่านคำพิพากษาเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 อนุมาตรา 3 ที่กำหนดให้ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาทั้งหมดโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย
ประเด็นที่ 6 กรณีมีผู้กล่าวหาว่า คดีนี้มีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง มีการตัดสินตามใบสั่งชี้แจ้งว่า ในการเลือกองค์คณะทั้ง 9 ท่าน ต้องผ่านการลงคะแนนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ก่อนติดประกาศชื่ออย่างเปิดเผย ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้คัดค้าน สามารถคัดค้านให้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษา แต่ไม่มีใครคัดค้านจึงถือว่าไม่ติดใจ องค์คณะทั้ง 9 ท่าน เป็นระดับอดีตรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา และเทียบเท่ารองประธานศาลฎีกา รับราชการมาเป็นเวลา 40 ปี มีเกียรติคุณเป็นที่ประจักษ์ ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้พิพากษา ยืนยันได้ว่าไม่มีใครที่จะมาสั่งให้ท่านใดซ้ายหันหรือขวาหันได้
ประเด็นที่ 7 กรณีผู้พิพากษามีความเห็นที่ขัดแย้งกัน และควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ชี้แจงว่า ผู้พิพากษามีความเห็นแตกต่างกันในข้อกฎหมาย บางครั้งจะเห็นว่าผู้พิพากษาถกเถียงกันเรื่องข้อกฎหมายจนหน้าดำคร่ำเครียด ทั้งนี้ เพราะต้องการหาทางออกให้ดีที่สุด ไม่มีลักษณะที่โกรธกัน การเขียนคำพิพากษากลางจะนำประเด็นของคำพิพากษาส่วนตัวที่องค์คณะที่เห็นว่าดีที่สุดมาปรับแต่งเป็นคำพิพากษากลาง จึงไม่แปลกหรือมีพิรุธ ที่คำพิพากษากลางเขียนเสร็จในช่วงเช้าและอ่านคำพิพากษาในช่วงบ่าย ส่วนเรื่องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยเป็นการพิจารณาเฉพาะในคดีอาญาไม่เกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ที่เป็นคดีแพ่ง
"ที่กล่าวทั้งหมดไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องศาล แต่บางเรื่องประชาชนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน วันนี้สังคมไทยอ่อนแอ เกิดการแบ่งฝ่ายจากความเชื่อที่แตกต่างกัน สถาบันตุลาการ ถือเป็นสถาบันหลัก เป็นสมบัติของประชาชน หากศาลขาดความเชื่อถือ ก็จะเกิดศาลเตี้ยขึ้นมา ผมไม่อยากเห็นและไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น เพราะจะเป็นกลียุค ไม่มีใครเชื่อใคร" นายสิทธิศักดิ์ กล่าว
โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวอีกว่า เรื่องที่มีผู้ออกมาพูดเรื่องสินบนตุลาการได้แจ้งให้นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล เลขานุการศาลฎีกา ทราบแล้ว พร้อมกับหารือกับทางองค์คณะทั้ง 9 ท่านว่าการพูดจาในลักษณะดังกล่าว เข้าข่ายเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ศาลสมควรดำเนินการอย่างไร ส่วนเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่องค์คณะได้จัดการดูแลสวัสดิภาพขององค์คณะอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้บั่นทอนขวัญและกำลังใจ







