
สว.รุมอัด​รัฐบาล เจตนาฉีกรธน.50
สว.ห่วง แก้รธน.กระทบ องค์กรอิสระ ตุลาการฯ ด้านวัฒนา เพื่อไทย ชี้ รธน.50 ทำดุลยภาพอำนาจเสีย จุรินทร์ อัด รัฐใช้เสียงในสภาฉีก รธน. ยืมมือ ส.ส.ร.ร่างใหม่
สว.ห่วง แก้รธน.กระทบ องค์กรอิสระ ตุลาการฯ ด้านวัฒนา เพื่อไทย ชี้ รธน.50 ทำดุลยภาพอำนาจเสีย จุรินทร์ อัด รัฐใช้เสียงในสภาฉีก รธน. ยืมมือ ส.ส.ร.ร่างใหม่
การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่... ) พ.ศ. ... ตามที่รัฐบาล, พรรคชาติไทยพัฒนา และ พรรคเพื่อไทยเสนอ เป็นวันที่ 2 ได้เริ่มขึ้นในเวลา 09.10 น. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา อภิปรายว่า การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับเข้าสู่การพิจารณานั้น แท้จริงไม่ใช่เป็นการพิจารณาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่เป็นการพิจารณาให้ยกเลิก หรือ ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทิ้งทั้งฉบับ เพราะด้วยบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับที่ระบุให้ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ ดังนั้นเมื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 136 ระบุถึงอำนาจที่ประชุมรัฐสภา พบว่าไม่ได้ให้อำนาจยกเลิกรัฐธรรมนูญ
“ที่ผ่านมาเรานำเสนอข้อมูลด้านเดียวให้กับประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อการพัฒนาระบบประชาธิปไตย หากรัฐบาลต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ต้องกล้าบอกความจริงทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนมีมติความคิดรอบด้าน ก่อนตัดสินใจว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ ไม่ใช่เขียนให้ดูดีในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เมื่อยกร่างเสร็จแล้วจะนำไปให้ประชาชนลงประชามติ ปัจจุบันมีกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติ ระบุถึงกระบวนการต้องให้ข้อมูลที่ครบถ้วน รอบด้านกับประชาชน แต่หากมีการให้ข้อมูลด้านเดียวอาจกระทบต่อการตัดสินใจได้” นายสุรชัย กล่าว
น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สว.สรรหา กล่าวว่า จากหลักการและเหตุผลตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคเพื่อไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาที่ระบุถึงกระบวนการที่ได้มาซึ่งองค์กรใช้อำนาจอธิปไตย และคนในองค์กรอิสระขาดความเชื่อมโยงอำนาจของประชาชน ขัดหลักประชาธิปไตย ขาดการถ่วงดุลอำนาจ ก่อให้เกิดความเสียหายเรื่องความยุติธรรม และเกิดการเลือกปฏิบัติ ซึ่งตนเองเชื่อเหมือนอย่างที่หลายคนเชื่อว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์กรอิสระและองค์กรตุลาการอย่างแน่นอน
“ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ระบุให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับทำได้ยาก หากทำได้ง่าย เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว ก็จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอีก ที่ผ่านมาประเด็นนี้คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมือง ที่มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี เป็นประธาน ระบุถึงข้อบกพร่องในรัฐธรรมนูญและต้องแก้ไขใน 6 ประเด็น แต่วันนี้แก้ไปแล้ว 1 มาตรา คือ 190 ยังเหลือหลายมาตรา เช่น ที่มา สว. และการยุบพรรค ห้าม สส.และ สว.เป็นเลขารัฐมนตรี ห้ามสส. การแทรกแซงการบริหารราชการ หากเอาประเด็นเหล่านี้มาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามมาตา 291 ก็สามารถแก้ไขได้ และสอดคล้องกับเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ แต่กรณีที่ให้เขียนใหม่ทั้งฉบับ สุ่มเสี่ยงต่อการตีความว่าเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 และ 28 วรรคหนึ่ง เป็นการฉีกทิ้ง และปฎิวัติเงียบ” นพ.เจตน์ กล่าว
นพ.เจตน์ อภิปรายต่อว่าร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ เป็นการเขียนล้อมาจากมาตรา 211 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 เพื่อให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ บรรยากาศช่วงดังกล่าวต่างกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เนื่องจากสมัยปี 2534 ประชานต้องการปฎิรูปทางการเมือง และไม่มีใครส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ แต่กรณีที่ไม่มีใครส่งตีความไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ในครั้งนี้ สส.ผู้สนับสนุนร่างแก้ไขอาจเสี่ยงต่อการถูกถอดถอนตามมาตรา 270 ได้
นายเจริญ ภักดีวานิช ส.ว.พัทลุง อภิปรายว่า ตนขอเสนอว่า 1.หากรัฐสภามอบอำนาจกฎหมายสูงสุดให้ประชาชน แล้วต้องให้ข้อมูลกับประชาชนเพื่อไปเลือกส.ส.ร. ที่ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด นอกจากนั้นแล้วต้องสร้างกระบวนการตรวจสอบการทุจริตให้มีความเข้มข้น เพื่อรักษาประโยชน์ให้ประเทศชาติ และ 2.เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ส.ว., ส.ส. และองค์กรอิสระต้องลาออกพร้อมกัน เพื่อเปิดให้มีการหาใหม่ เพื่อเข้าไปสู่กติกาของรัฐธรรมนูญใหม่ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ
นายวัฒนา เมืองสุข สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ รองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้ดุลยภาพระหว่าง 3 อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยเสียไป กล่าวคือ ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบฝ่าบริหารด้วยกลไกรัฐสภา ผ่านการตั้งคณะกรรมาธิการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นต้น เช่นเดียวกับฝ่ายบริหารสามารถตรววจสอบฝ่ายนิติบัญญัติได้เช่นกันหากสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถทำงานได้รัฐบาลก็มีอำนาจในการยุบสภาฯ แต่ปรากฎว่าอำนาจตุลาการไม่สามารถตรวจสอบ
" 3 อำนาจดังกล่าวถือเป็นอำนาจของปวงชนชาวไทย เมื่อเป็นของประชาชนก็ควรเปิดโอกาสให้เข้าไปตรวจสอบได้ตามหลักการ แต่ปัจจุบันไม่ใช่หลักการนี้ ซึ่งถึงเวลาควรต้องมีการแก้ไขเพื่อสร้างสมดุลทางดุลยภาพทั้งหมด " นายวัฒนา กล่าว
นายวัฒนา กล่าวว่า ทั้งนี้มีความเห็นว่าควรปรับปรุงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากมีหลักการขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (International Covenant on Civil and Political Rights) หรือ ICCPR ที่กำหนดให้ผู้ถูกพิพากษามีสิทธิได้รับการต่อสู้คดีในศาลที่สูงกว่า แต่นี่ไม่ใช่เพราะของเราเป็นระบบตัดสินแบบศาลเดียว ส่งผลให้ไทยมีปัญหาเกี่ยวกับการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน แม้ว่าในรัฐธรรมนูญ 2550 จะกำหนดให้สามารถยื่นอุทธรณ์ได้หากมีหลักฐานใหม่โดยให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณา แต่ก็ยังมีคำถามว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาถือเป็นศาลสูงกว่าในความหมายตามกติการะหว่างประเทศดังกล่าวหรือไม่
นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะระบุว่าการแก้รัฐธรรมนูญมาตราเดียว แต่ก็มีผลต่อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ตั้งส.ส.ร.ขึ้นมาแก้ไข เสมือนกับการฉีกรัฐธรรมนูญ แต่ครั้งนี้แทนที่จะเป็นการฉีกโดยคณะปฏิวัติ แต่ครั้งนี้ เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญด้วยการลงมติในสภา ซึ่งตั้งเรื่องโดยรัฐบาล โดยอาศัยมือของ ส.ส.ร.เขียนขึ้นมาใหม่
ทั้งนี้ เหตุผลที่รัฐบาลอ้างขึ้นมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือที่มาซึ่งระบุว่ามาจากต้นไม้พิษ ผลที่ออกมาก็ต้องเป็นพิษ โดยไม่ได้ดูเนื้อหา และที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยออกมาระบุให้ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญ มาตราไหนที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานเพื่อประชาชน การที่ให้ ส.ส.ร.เป็นผู้ดำนเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการเซ็นเซ็คเปล่า เพราะ หลังจาก ส.ส.ร.ร่างเสร็จแล้ว ต้องส่งต่อไปทำประชามติ รัฐสภาไม่มีสิทธิตรวจสอบ เป็นการจงใจปิดกั้นการปฏิบัติหน้าที่ การลงประชามติก็เป็นการมัดมือชกว่าจะให้ประชาชนรับหรือไม่รับเท่านั้น
นายจุรินทร์ กล่าวว่า การตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมาแก้ไขรัฐธรรนูญฉบับ 2540 และ 2550 เพราะสถานการณ์ที่ต่างกัน สมัยแก้รัฐธรรมนูญ2540 ตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมาท่ามกลางความเห็นพ้องของทุกฝ่าย มีเป้าหมายชัดเจนที่จะมาปฏิรูปการเมือง แต่ครั้งนี้ เกิดจากความต้องการของฝ่ายเดียวคือรัฐบาลและผู้ร่วมกระบวนการ ขณะที่สังคมกังวลว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งวิกฤติรอบใหม่ นอกจากนี้ ยังเชื่อว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีวาระซ่อนเร้น แม้รัฐบาลจะออกมาปฏิเสธแต่ตนก็มีสิทธิไม่เชืื่อ เพราะมีการให้สัมภาษณ์จากคนในรัฐบาลว่าหากได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่คนพิเศษก็จะได้กลับมาอย่างสง่างาม
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะไม่แตะต้องสถาบันหลักของประเทศ ทั้งสถาบันกษัตริย์ องค์กรอิสระไปจนถึงศาลยุติธรรม ซึ่งที่ผ่านมาคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคเพื่อไทยคนหนึ่งเคยระบุว่า จะต้องยกเลิกองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะมีจุดเร่ิมต้นจาการรัฐประหาร 2549 อยากให้รัฐบาลระบุเป็นเงื่อนไขให้ชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ชัดเจนว่าจะไม่แตะเรื่องสถาบันและองค์กรอิสระ ไม่เช่นนั้น ขั้นตอนหลังจาก ส.ส.ร.ร่างเสร็จแล้ว ต้องนำกลับมาให้สภา พิจารณาแก้ไขได้







