
อุทธรณ์พิพากษากลับคุก 2 ผู้บริหาร บ.ปิคนิค12ปี
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับจำคุก ตระกูลลาภวิสุทธิสิน ผู้บริหาร บ.ปิคนิค ฯ 12 ปี ตกแต่งบัญชีหุ้น
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับจำคุก ตระกูลลาภวิสุทธิสิน ผู้บริหาร บ.ปิคนิค ฯ 12 ปี ตกแต่งบัญชีหุ้น
ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , น.ส.สุภาพร ลาภวิสุทธิสิน รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ปิคนิคฯ ซึ่งทั้งสองเป็นน้องชายและน้องสาวของนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน อดีต รมช.พาณิชย์ , นายอนกูล ตั้งเรืองเกียรติ , นายพิริยะ ถาวร , นายเฉลิมชัย ชุบผา , น.ส.นุชนาฎ ปริกสุวรรณ , นายปรเมษ ลอองสุวรรณ , นายทวีทรัพย์ เกริกเกียรติศักดิ์ , นายกฤษณ์ โปรยเจริญ , นายพินิจ พุทธศาสตร์ , บริษัท โรงบรรจุแก๊สเทพารักษ์ จำกัด , บริษัท สังข์อ่องก๊าซ จำกัด , บริษัท อุตสาหกรรม เอส ซี เอส จำกัด , บริษัท โรงบรรจุแก๊สนครปฐม จำกัด , บริษัท โรงบรรจุแก๊ส แจ้งวัฒนะ 23 จำกัด , บริษัท ลาดกระบังปิโตรเลี่ยม จำกัด , บริษัท โรงบรรจุแก๊สยูนิเวอร์แซล จำกัด , บริษัท ปทุมเกตน์ เทรดดิ้ง จำกัด , บริษัท โรงบรรจุแก๊สโพรงมะเดื่อ จำกัด , บริษัท โรงบรรจุแก๊สธรรมศาลา จำกัด , บริษัท พี.ไพรส์ ซับพลายส์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัดและบริษัทปิกนิก ฯ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-22 ในความผิดฐาน ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 56 , 274 , 307 , 311 , 312 , 313 , 315 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ91 กรณี ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-1ก.ย.47 จำเลยที่ 1-2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทปิคนิคฯ จำเลยที่ 22 ร่วมกันทำสัญญาเช่าถังแก๊ส กับจำเลยที่ 11 – 20 รวม 42 ฉบับเพื่อนำเงินค่าเช่าไปลงบัญชีเป็นรายได้ของจำเลยที่ 22 ทั้งที่ความจริงไม่ได้มีการเช่าถังแก๊ส และไม่มีการจ่ายเงินค่าเช่าถัง โดยมีการบันทึกรายได้ค่าเช่าแก๊สที่เป็นเท็จและไม่ตรงกับความเป็นจริง เพื่อลวงให้บุคคลใดๆ เชื่อว่า บริษัทปิคนิค จำเลยที่ 22 มีรายได้สูงขึ้น สามารถนำไปจ่ายปันผลให้แก่นักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนกับบริษัท ขณะที่มีการนำยอดรายได้ค่าเช่าถังแก๊ส มาบันทึกในงบการเงินไตรมาสที่ 2 และยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 13 ส.ค.47 ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง
จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ คดีนี้ศาลชั้นต้น พิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังว่าจำเลยทุกคนได้กระทำผิดตามฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.49 ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า การทำสัญญาระหว่าง บมจ.ปิคนิค จำเลยที่ 22 กับ บริษัทจำเลยที่ 11 -20 นั้น เป็นสัญญาเช่าที่มีความผิดปกติ เมื่อบริษัทจำเลยที่ 11-20 มีสภาวะขาดทุน ไม่อาจกระจายถังแก๊สไปยังลูกค้าไปทั่วถึง อีกทั้งการทำสัญญาเช่าดังกล่าว บริษัทจำเลยที่ 11-20 เป็นฝ่ายเสียเปรียบทางการค้า จากพยานหลักฐานโจทก์ จึงเชื่อว่า บมจ.ปิคนิค จำเลยที่ 22 ไม่ได้มีเจตนาทำสัญญาเช่าถังแก๊สกับบริษัท จำเลยที่ 11-20 อย่างแท้จริง เป็นการทำสัญญาเช่นอันเป็นเท็จ เพื่อตกแต่งบัญชี เพื่อลวงบุคคลใดๆ ขณะพฤติกรรม จำเลยที่ 1- 2 ยังรับฟังได้ด้วยว่าร่วมกันยินยอมให้บันทึกข้อความในการประชุมคณะกรรมการ บมจ.ปิคนิคว่าจำเลยที่ 22 ให้ หจก.อรอุมาการก่อสร้างกับ บจก. พี ไพรส์ ซัพพลายส์ ฯ จำเลยที่ 21 กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นเท็จด้วย เพื่อให้ กลต. หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 22 มีการอนุมัติเงินให้กู้ยืม
จึงพิพากษากลับว่า นายธีรัชชานนท์ และน.ส.สุภาพร กก.บมจ.ปิคคนิค ฯ จำเลยที่ 1- 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ให้จำคุกคนละ 2 กระทงๆ ละ 6 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี
ส่วนจำเลยที่ 3- 10 ให้จำคุกคนละ 5 ปี ส่วนบริษัทจำเลยที่ 11-21 ให้ปรับรายละ 600,000 บาท และปรับ บมจ. ปิคนิค จำเลยที่ 22 จำนวน 100,000บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกนั้น ขณะนี้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำ เนื่องจากการพิจารณาขออนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งศาลยังไม่มีคำสั่งว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่ ขณะที่นายปรเมษ ลอองสุวรรณ กรรมการผู้มีอำนาจ บจก.โรงบรรจุแก๊สธรรมศาลา จำเลยที่ 7 ไม่ได้เดินทางไปฟังคำพิพากษา ศาลก็ได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับไปแล้ว







