
เสียงที่ไร้อำนาจของคนตัวเล็ก
...ทศพล ทรรศนกุลพันธ์
บุคคลบันเทิงที่ตกเป็นข่าวและน่าสนใจมากบุคคลหนึ่ง คือ ป๋าเทพ โพธิ์งาม เนื่องจากบุคคลผู้นี้มีความแปลกในวิธีคิดเกี่ยวกับปัญหาที่เขากำลังเผชิญ ปัญหาที่ว่าคือการเผชิญกับการต่อสู้ทางเศรษฐกิจเนื่องจากภาวะหนี้สิน และการต้องคำพิพากษาล้มละลาย และการจ่ายดอกเบี้ยปรับอันเกิดจากการกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนทำธุรกิจแล้วเจ๊ง
วิธีคิดของป๋าเทพ แทบทุกครั้งมีลักษณะย้อนแย้งและตั้งคำถามถึงความชอบธรรมที่ไกลไปกว่าความชอบธรรมตามกฎหมายที่เป็นอยู่ การออกโทรทัศน์ครั้งที่จุดประกายความคิดให้กับสังคมจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก เห็นจะเป็นการให้สัมภาษณ์ในรายการตาสว่างที่มีพิธีกรเสริมคือ อาจารย์วีระ ธีรภัทร ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงสื่อการเมืองและเศรษฐกิจ และมีการเชิญทนายความมาให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่กรณีที่เกิดขึ้นกับป๋าเทพว่า มีแนวทางในการแก้ปัญหาตามระบบกฎหมาย
“ที่เป็นอยู่” อย่างไรแต่สิ่งที่ป๋าเทพสนใจและอยากจะพูดแลกเปลี่ยนกับคนในรายการมุ่งวิพากษ์
“ความเป็นธรรม” ของกฎหมาย “ที่เป็นอยู่” ว่ามีความชอบธรรมมากน้อยเพียงไร ที่ออกแบบให้ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจสามารถบดขยี้คนในระบบเศรษฐกิจให้แบกภาระ “ดอกเบี้ยปรับ” แบบมหาโหดจนยากจะฟื้นฟูสถานะทางเศรษฐกิจได้ถึงเพียงนี้ บทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างป๋าเทพกับคนอื่นๆ ในรายการจึงมีลักษณะเหมือนป๋าเทพไม่รับฟังคนอื่น แต่สิ่งที่สังคมพึงตระหนักคือ เรารับฟังที่ป๋าเทพพูดอย่างจริงจัง และพร้อมจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นนี้หรือไม่ทัศนคติของชนชั้นกลางในสังคมไทยต่อกฎหมาย
“ที่เป็นอยู่” มีลักษณะเสมือนธุระไม่ใช่อยู่ในหลายกรณี ยิ่งถ้าไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตน ชนชั้นกลางก็พร้อมที่จะพิพากษาคนอื่นโดยการใช้กฎหมายที่เป็นอยู่มาเป็นไม้บรรทัดวัดว่าคนนั้น “ผิด” หรือ “ถูก” หากมีน้ำจิตน้ำใจในฐานะเพื่อนมนุษย์อยู่บ้าง ก็จะให้คำแนะนำในเชิงการแก้ไขปัญหาตาม “โครงสร้างกฎหมายที่เป็นอยู่ในขณะนั้น”สิ่งที่สังคมโดยเฉพาะชนชั้นกลางขาดไปอย่างน่าเสียดาย คือ การวิพากษ์และตั้งข้อสงสัยใน
“กฎหมาย” หรือ “โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่” ว่า แท้ที่จริงแล้วกฎหมายและโครงสร้างทางเศรษฐกิจนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่แน่นอน ตายตัว และเป็นสัจธรรม จนมิอาจแตะต้องได้ กลับกัน กฎหมาย และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยการช่วงชิงอำนาจของมนุษย์ในการกำหนดกติกาเพื่อแข่งขันกันเข้าครอบครองทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด กฎหมาย และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จึงสร้างขึ้นบนฐานแห่งอำนาจ โครงสร้างอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรผ่านกติกากฎหมายนี้ก็คือ อำนาจทางการเมือง นั่นเอง ที่เป็นสิ่งซึ่งเราต้องตรวจสอบ และวิพากษ์ว่า “เป็นธรรม” หรือไม่ปัญหาที่เกิดขึ้นนานปีดีดักในสังคมไทย คือ ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศต้องดำรงตนเป็นพลเมืองดี ภายใต้กรอบของกฎหมายซึ่งตนเองมิได้มีส่วนร่วมในการกำหนดสร้างและบังคับใช้ สิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐไทยเสมอมา คือ เรามีกฎหมายซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับคนเพียงบางกลุ่ม แต่มีคนส่วนใหญ่ในประเทศต้องรับภาระจากกฎหมายเหล่านั้น ดังปรากฏในกรณีป๋าเทพ ว่ากฎหมายการเงินการธนาคารแบบยูดายที่เรารับมาใช้นั้นได้ภาระความเสี่ยงทางธุรกิจทั้งหมดให้กับผู้กู้ยืม และมีการปรับซ้ำเพิ่มเติมจนล้มละลายกลายเป็นคนไร้ตัวตนในทางเศรษฐกิจ
กฎหมายในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารมีความเสี่ยงน้อยมากเมื่อเผชิญกับลูกค้าที่เป็นชนชั้นกลาง ไร้อำนาจ ไร้เส้นสาย อย่างป๋าเทพ สิ่งเดียวที่ป๋าเทพทำได้ตามกฎหมายที่เป็นอยู่ คือ ก้มหน้ารับกรรมและหาเงินมาใช้หนี้ โดยมิพักต้องถามว่า หนี้นั้นมากเกินความเป็นธรรมหรือไม่ เพราะกฎหมายอนุญาตให้สถาบันการเงินคิดอัตรา
“ดอกเบี้ยธรรมดา” และ “ดอกเบี้ยปรับ” เกินกว่าอัตราที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้สำหรับบุคคลธรรมดาผู้ปล่อยกู้อยู่แล้วปัญหาที่ป๋าเทพเผชิญอยู่นี้ มิใช่ปัญหาใหม่ในสังคมไทยเลย เมื่อย้อนกลับไปประมาณ 15 ปีที่แล้ว ช่วงปลายของภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ที่ทุกคนกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินที่คิดอัตราดอกเบี้ยสูง และไม่สามารถชำระหนี้ได้ทันตามกำหนดเป็นผลให้เกิดดอกเบี้ยทับถมล้นพ้นเกินเงินต้นจนไม่อาจหาเงินคืนมาชำระหนี้ได้ จนเกิดภาวะ
“หนี้ซึ่งไม่ก่อรายได้” และการล้มละลายของสถาบันการเงิน แต่ความต่างที่สังคมมองข้ามคือ คนอย่างป๋าเทพและชนชั้นกลางจำนวนมากเป็นหนี้ก็เพราะกู้ยืมเงินมาลงทุนทำธุรกิจในภาคการผลิตและการบริการอย่างแท้จริง แต่มีนักลงทุนและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและการเมืองจำนวนไม่น้อยในขณะนั้นและปัจจุบัน กู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อนำไป “เก็งกำไร” หรือ “ลงทุนทางการเมือง”คำถามที่สำคัญ คือ เมื่อเกิดปัญหา
“หนี้เน่า” กับสถาบันการเงินแล้ว สถาบันการเงินและกลไกรัฐ “เลือก” ที่จะไล่บี้เอากับใคร เราคงจำกันได้ว่า ใครบ้างที่สมคบคิดกันกู้ยืมเงินธนาคารแบบฉ้อโกงกันจนทำให้ธนาคารล้มในตอนวิกฤตเศรษฐกิจ แล้วบุคคลเหล่านั้นได้รับผลทางกฎหมายและการเมืองอย่างไรบ้าง มีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยที่กำลังแสดงบทบาทสำคัญอยู่ในขณะนี้ทั้งที่มีส่วนทำลายระบบเศรษฐกิจของชาติอย่างใหญ่หลวงบทความชิ้นนี้มิได้กระตุ้นให้ล้มล้าง
“กฎหมายทางเศรษฐกิจ” ซึ่งสถาปนา “โครงสร้างทางเศรษฐกิจ” ขึ้นมา แต่มุ่งกระตุ้นให้สังคมสร้างกระแสตรวจสอบความเป็นธรรมของ “การสร้างกฎหมาย” และ “การบังคับใช้กฎหมาย” อย่างเป็นธรรมมากขึ้นสาระสำคัญของความเป็นธรรมทางสังคมภายใต้ระบบประชาธิปไตยที่ยอมรับกันมีอยู่ 3 ประการ คือ สิทธิเสรีภาพของมนุษย์ที่จะดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี ความเสมอภาคของบุคคลที่ปลอดจากการถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม (สะกดอย่างนี้นะครับ มิได้สะกดผิด) และการแสวงหาวิธีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติแม้มีข้อพิพาทในสังคมจากการที่แต่ละคนใช้สิทธิกันอย่างหลากหลายแล้วอาจกระทบกระทั่งกัน
การสร้าง
“กฎหมาย” และ “โครงสร้างทางเศรษฐกิจ” ย่อมต้องยืนอยู่บนหลักการนี้เพื่อสร้างความเป็นธรรม เพื่อป้องกันมิให้เกิดการล้มล้างโครงสร้างอันเนื่องมาจากความรู้สึกว่า “ไม่เป็นธรรม” ดังปรากฏอยู่ในความขัดแย้งทางเศรษฐกิจในสังคมไทย อาทิ การต่อต้านสถาบันการเงินและคำพิพากษาของป๋าเทพ กลุ่มต้านกฎหมายขายชาติสมัยไอเอ็มเอฟ กลุ่มรังเกียจ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ และรัฐบาลชวน 2 การต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมของชุมชน การต่อต้านรัฐบาลกินรวบทักษิณ หรือแม้กระทั่งการต่อต้านรัฐบาลทหารและอำนาจนอกระบบของรากหญ้าและกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ เป็นต้น ความขัดแย้งเหล่านี้ล้วนเกิดจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และกลไกทางกฎหมายของรัฐ ซึ่งถูกกลุ่มบางกลุ่มผูกขาด และฉวยใช้เพื่อประโยชน์ของกลุ่มตนการทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจ และกลไกทางกฎหมายของรัฐ เป็นธรรมต่อสังคมมากขึ้น หากมองจากประสบการณ์ของสังคมอื่นในโลก เห็นทีจะต้องเปิดกว้างและยอมรับการเข้ามา
“แข่งขัน” และ “แย่งชิง” อำนาจโดยคนจำนวนมากและหลากหลายชนชั้น เนื่องจากบทเรียนที่เกิดขึ้นและตกผลึกเป็นทฤษฎีที่สำคัญของโลก คือ “กฎหมายสร้างขึ้นโดยชนชั้นใด ก็ย่อมรับใช้ชนชั้นนั้น” เพราะฉะนั้นการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในกระบวนการ “สร้างกฎหมาย” และ “บังคับใช้กฎหมาย” ทางเศรษฐกิจ จำต้องเปิดกว้างให้สังคมมีส่วนร่วมมากขึ้นหากสังคมไทยตั้งคำถามต่อ
“กฎหมายที่เป็นอยู่” และเข้าร่วมต่อสู้ช่วงชิง “อำนาจในการสร้างและบังคับใช้กฎหมาย” มากขึ้น เสียงของป๋าเทพคงจะไม่ใช่เสียงของมนุษย์ต่างดาวที่ไม่มีใครเข้าใจ แต่อาจเป็นเสียงหนึ่งที่ถามขึ้นเพื่อ “สร้างสรรค์ความเป็นธรรมให้กับสังคม” มากยิ่งขึ้น






