posttoday
ความท้าทายของนโยบายภาษีไทยภายใต้กระแส AEC (1)

ความท้าทายของนโยบายภาษีไทยภายใต้กระแส AEC (1)

21 กุมภาพันธ์ 2555

ในปี 2558 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC)

ในปี 2558 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC)

โดย..โชติชัย สุวรรณาภรณ์ 

โดยการเปิดเสรีภายใต้ AEC ทำให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ ตลอดจนทุนและแรงงานได้อย่างเสรีมากขึ้น ซึ่งการเปิดเสรีภายใต้ AEC จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ก็จะทำให้เกิดการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการ ดึงดูดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่มีทางเลือกมากยิ่งขึ้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงสร้างภาษีมีความสำคัญต่อการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจและมีผลกระทบโดยตรงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การจัดเก็บภาษีมากเกินไปทำให้ภาคเอกชนแข่งขันไม่ได้ ในขณะที่การจัดเก็บภาษีน้อยเกินไปทำให้รัฐไม่มีรายได้เพียงพอในการพัฒนาประเทศ สร้างระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจและสังคม

ดังนั้น ผมเห็นว่ารัฐบาลไทยจึงต้องเร่งมีการทบทวนและพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีอากรให้มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้น เช่น (1) ภาษีศุลกากรที่ลดลงจากการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศ (2) การขาดดุลงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากจากนโยบายภาครัฐ และ (3) แนวโน้มการลดอัตราภาษีทางตรงและเพิ่มอัตราภาษีทางอ้อมของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ในช่วงที่ผ่านมาผมรู้สึกยินดีที่รัฐบาลได้เริ่มก้าวแรกของการปรับโครงสร้างภาษีบ้างแล้ว จากภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของรัฐบาลรองจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งผมรู้สึกยินดีที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2554 ได้มีมติเห็นชอบให้มีการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 ให้เหลือร้อยละ 23 ในปี 2555 และลดลงเหลือร้อยละ 20 ในปี 2556 เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ทั้งนี้ในภูมิภาคอาเซียนมีประเทศลาวเพียงประเทศเดียวที่มีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงกว่าประเทศไทย (ประเทศลาวเก็บในอัตราร้อยละ 35) และจากการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทย จะทำให้ประเทศไทยมีการจัดเก็บอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่แข่งขันได้ในภูมิภาคอาเซียน (เทียบกับสิงคโปร์ซึ่งจัดเก็บที่อัตราร้อยละ 17)

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปผมอยากจะเห็นรัฐบาลพิจารณาประเด็นทางโครงสร้างภาษีสำคัญอื่นๆ ด้วย เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) ถือเป็นภาษีทางตรงที่มีความสำคัญควบคู่ไปกับภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) และมีบทบาทหลักเพื่ออำนวยรายได้แก่รัฐบาลและเสริมสร้างความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ โดยในปัจจุบันกำหนดให้มีการจัดเก็บในอัตราภาษีแบบก้าวหน้าถึง 5 อัตรา (รวมขั้นเงินได้ที่รับการยกเว้นภาษี หรือ ZeroRated Bracket) ตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 37 อย่างไรก็ตามภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบันมิได้มีความก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งนี้เพราะรัฐบาลได้ใช้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเครื่องมือเพื่อเป้าหมายทางสังคมและเศรษฐกิจมากจนเกินไป โดยผ่านการให้ค่าลดหย่อนต่างๆ (เช่น เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสมทบกองทุนประกันสังคม ลดหย่อน LTF เบี้ยประกันชีวิต ดอกเบี้ยซื้อบ้าน และ RMF) ซึ่งค่าลดหย่อนต่างๆ เหล่านี้มีการขยายเพดานมาโดยตลอด จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อคนรวยค่อนข้างมาก ซึ่งในอนาคตรัฐบาลควรต้องพิจารณาการปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งในส่วนของการปรับปรุงอัตราและขั้นเงินได้ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อสร้างความเป็นธรรมและไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดอัตราลงมาแล้ว และปรับปรุงระบบการชำระภาษีของห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีรายอื่นๆ เป็นต้น

&<2288;

&<2288;

&<2288;


 

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ