
ส่วนหนึ่งจากคดียึดทรัพย์
...เรองไกร ลีกิจวัฒนะ
ผลจากคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์จากการขายหุ้นชินคอร์ปในส่วนที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งเงินปันผลเป็นมูลค่า 46,000 ล้านบาท คงยุติในกระบวนการพิจารณาไปแล้ว และมีประเด็นให้ศึกษาติดตามมากพอควรและผลเสียหายที่รัฐได้รับตามคำพิพากษานั้นมีหลายกรณี เช่น กรณีภาษีสรรพสามิต ทำให้รัฐเสียหาย กว่า 60,000 ล้านบาท โดยในคำพิพากษามีระบุว่า
“
ในสัญญาฉบับนั้นจึงระบุไว้ในข้อที่ 30 ให้บริษัท เอไอเอส เสียค่าสัมปทานให้แก่ ทศท.ในอัตราก้าวหน้า โดยปรับเพิ่มค่าสัมปทานทุกรอบระยะเวลา 4 ปี ขณะที่ ครม. มีมติเป็นผลให้บริษัท เอไอเอส สามารถหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากค่าสัมปทานได้ เป็นช่วงเวลาที่บริษัท เอไอเอส ต้องชำระค่าสัมปทานให้แก่ ทศท. ในอัตรา 25% ก่อนหักค่าใช้จ่าย หรือภาษี เมื่อบริษัท เอไอเอส ต้องเสียภาษีให้กรมสรรพสามิตในอัตรา 10% หลังจากนำไปหักออกจากค่าสัมปทานแล้ว ทำให้ ทศท. ได้รับค่าสัมปทานจากบริษัท เอไอเอส ในอัตรา 15% เท่านั้นนอกจากนี้ หาก ครม. มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลังเพิ่มอัตราภาษีให้สูงขึ้นถึง 25% บริษัท เอไอเอส ซึ่งเสียภาษีแล้ว ก็นำไปหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องชำระแก่ ทศท. ได้
แต่ ทศท. จะไม่ได้รับประโยชน์จากค่าสัมปทานเลยเพราะต้องนำไปหักเป็นค่าภาษีสรรพสามิตจนหมดสิ้น หากกรณีเป็นเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าบริษัท เอไอเอส ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเลย เพราะเอาค่าสัมปทานที่ ทศท. ได้รับไปหักออกจากภาษีจนครบถ้วน แต่ถ้า ทศท. ประสงค์จะขอใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจาก กทช. ทศท.ย่อมต้องเสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 25% มติ ครม. ที่ออกมาในลักษณะเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานะและความมั่นคงของ ทศท. อย่างรุนแรง
”องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในการตรา พ.ร.ก. ทั้ง 2 ฉบับ และออกประกาศกระทรวงการคลัง รวมทั้งมีมติ ครม. ให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทาน ซึ่งเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่
การกระทำอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ป จนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังนี้ รูปคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการลิดรอนอำนาจของ กทช. หรือไม่ อีกต่อไป
ภาษีสรรพสามิตที่ขาดหายไปถึง 60,000 ล้านบาทเศษนั้น คงต้องมีการติดตามคืนมา ซึ่งหน่วยงานของรัฐจะต้องไปตามจากคู่สัญญาตามที่ศาลได้ระบุไว้ ซึ่งคงหมายถึง บริษัท เอไอเอส
บริษัท เอไอเอส เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คงจะต้องนำคำพิพากษาไปพิจารณาว่า เงิน 60,000 ล้านบาทเศษนั้นจะเกี่ยวข้องกับบริษัทหรือไม่ และถ้าเกี่ยวข้องและเป็นไปตามคำพิพากษา บริษัท เอไอเอส ก็คงต้องนำเงินดังกล่าวมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทต่อไป โดยวิธีการบันทึกค่าใช้จ่ายนั้นจะย้อนไปบันทึกตามช่วงเวลาที่เกิดค่าใช้จ่ายหรือจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดปัจจุบัน ก็คงจะต้องปรึกษาหารือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย เพราะผลกระทบต่องบการเงินของบริษัท เอไอเอส จะมีตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และจำนวนเงิน 60,000 ล้านบาทเศษ เป็นจำนวนที่มีนัยสำคัญต่อตัวเลขในงบการเงินพอสมควร ซึ่งถ้ามีการนำตัวเลขไปปรับปรุงย้อนหลังตามจำนวนปีที่เกิดรายการดังกล่าวก็คงต้องพิจารณาแก้ไขงบการเงินที่เคยแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกันใหม่ รวมทั้งต้องดูผลกระทบต่อภาษีเงินได้ที่บริษัทเคยส่งให้กรมสรรพากรไปแล้วด้วย วิธีนี้ ภาษานักบัญชีเรียกว่า ทำงบการเงินเสมือนประหนึ่งทำใหม่
แต่ถ้าเลือกใช้วิธีการบันทึกบัญชีในปัจจุบัน เพราะพึ่งทราบจากคำพิพากษาฎีกาว่า บริษัท เอไอเอส อาจจะมีค่าใช้จ่ายต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น 60,000 ล้านบาทเศษ ก็จะต้องนำเงินดังกล่าว มาบันทึกบัญชีในงวดปัจจุบัน อย่างนี้ก็ไม่ต้องกลับไปแก้ไขงบการเงินที่ผ่านมา แต่ก็จะมีผลกระทบต่องบการเงินในปัจจุบันได้ เพราะผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุนจะต้องรับภาระในภาษีสรรพสามิตที่จะเกิดขึ้นตามคำพิพากษา
สำหรับหน่วยงานของรัฐ ยังต้องติดตามต่อในเรื่องการอนุมัติอนุญาตที่ผ่านมาว่า มีใครกระทำการหรือร่วมกระทำการที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ ตามที่ศาลระบุไว้หรือไม่
ถ้ามี หน่วยงานที่ดูแล หรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบอยู่ในขณะนี้ ก็ต้องไปตรวจสอบหาตัวผู้กระทำการเหล่านั้น มาลงโทษตามตัวบทกฎหมายต่อไป ทั้งทางละเมิด ทางวินัย และทางอาญา
โดยเฉพาะ ครม. ที่ร่วมกันออกพระราชกำหนดดังกล่าว ถ้าพิจารณาตามคำพิพากษา ก็คงต้องมีความรับผิดชอบตามไปด้วย อยู่ที่ว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ จะไปดำเนินการต่อหรือไม่ เท่านั้นเอง







