
ศิริเพ็ญ อินทุภูติ ‘อีโคเทรนด์’ ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
ผู้บริหารมือทำงานด้านการตลาด หนึ่งในทีมมันสมองครีเอตงาน “สยามเซ็นเตอร์ & สยามดิสคัฟเวอรี่ อีโค โปรเจกต์”
ผู้บริหารมือทำงานด้านการตลาด หนึ่งในทีมมันสมองครีเอตงาน “สยามเซ็นเตอร์ & สยามดิสคัฟเวอรี่ อีโค โปรเจกต์”
โดย..ปอย
ผู้บริหารมือทำงานด้านการตลาด หนึ่งในทีมมันสมองครีเอตงาน “สยามเซ็นเตอร์ & สยามดิสคัฟเวอรี่ อีโค โปรเจกต์” โครงการดีที่ทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ศิริเพ็ญ อินทุภูติ ผู้บริหารสายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ บอกเพื่อรณรงค์และปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญ และใส่ใจรับผิดชอบต่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น
โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมกำลังอยู่ในเทรนด์ในกระแสคนรุ่นใหม่ ไปสู่เป้าหมายกลายเป็นกระแสนิยมของคนหมู่มากในที่สุด ซึ่งอาจเริ่มจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นผู้นำทางด้านความคิด หรือคนที่เป็นที่ยอมรับทางสังคม กระแสส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวกับแฟชั่น เทคโนโลยี การใช้ชีวิต หรือกระแสอนุรักษ์ต่างๆ
“อีโค โปรเจกต์” ก็เป็นอีกกระแสนิยมที่ถูกจุดประกายขึ้นให้งอกงามในกลุ่มต้นกล้าคนรุ่นต่อๆ ไปโดยศูนย์การค้ายักษ์ใหญ่ค่ายนี้
ของเหลือใช้คือ Eco Products
ปี 2012 ประเดิมโครงการแรกกับงาน “สยามเซ็นเตอร์ แอนด์ สยามดิสคัฟเวอรี่ อีโค เพลย์กราวน์” เป็นงานจัดแสดงเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ เพื่อเป็นแนวทางหรือจุดประกายไอเดียให้กับนักออกแบบหัวใจสีเขียวทั้งหลายได้เห็นว่า สิ่งของหรือวัสดุเหลือใช้บางอย่างที่เราทิ้งหรือคิดว่าไม่มีค่า สามารถนำกลับมาเพิ่มคุณค่าและสร้างมูลค่าทางความคิดให้กับเยาวชนไทยได้ ด้วยการนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องเล่นต่างๆ เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการเล่น แฝงแนวคิดในการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ
อีโค โปรเจกต์ โครงการถัดไป ศิริเพ็ญ บอกคือ งาน “ECO Show Case” รวบรวมงานออกแบบผลิตภัณฑ์อีโคที่หลากหลายทั้งฝีมือคนไทยและต่างประเทศมาจัดแสดงร่วมกัน “สยามเซ็นเตอร์ แอนด์ สยามดิสคัฟเวอรี่ 100 ดีไซน์” งานประกวดออกแบบผลิตภัณฑ์ดีไซน์เก๋ๆ ที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งผลงานการออกแบบทั้งหมดจะนำไปจัดแสดงที่สยามเซ็นเตอร์และสยามดิสคัฟเวอรี่ “ดาราไทยหัวใจ Reuse ปีที่ 4” มหกรรมเปิดกรุของใช้ชิ้นโปรดจากเหล่าดาราและคนเบื้องหลังวงการบันเทิงไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “ของที่เราไม่ได้ใช้ อาจเป็นของใหม่ของใครหลายคน”
ปิดท้ายปีมะโรง “ดีไซน์ ฮีโร่” ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เชิญชวนนิสิต นักศึกษาประกวดออกแบบโครงงานพัฒนาชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม
“โครงการอีโค เพลย์กราวน์ สยามพิวรรธน์และพันธมิตรจะนำเครื่องเล่นทั้งหมดไปติดตั้งเป็นสนามเด็กเล่นให้กับโรงเรียนวัดเวฬุวนาราม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ให้เด็กๆ ได้พัฒนาทักษะผ่านการเล่น งานนี้เราชวนอาสาสมัครกลุ่มต่างๆ และสมาชิกเอสคลับ คลับเยาวชนสยามเซ็นเตอร์ ไปร่วมกันพัฒนาโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมเครื่องเล่นชิ้นเดิม ทาสีอาคารที่มีความทรุดโทรม จัดห้องสมุดของเล่นให้ทางโรงเรียน ฯลฯ ซึ่งโรงเรียนวัดเวฬุวนารามเป็นโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกจากมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ให้เป็นโรงเรียนโครงการนำร่องก่อนที่จะขยายสู่โรงเรียนอื่นๆ ในปีถัดไปค่ะ” ศิริเพ็ญ กล่าว แล้วบอกพร้อมรอยยิ้มว่า การทำโครงการเหล่านี้ ถือเป็นโชคดีที่ทำให้ได้ทำงานกับคนดีมีฝีมือระดับชาติ เช่น ดร.มีชัย วีระไวทยะ ประธานมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ที่ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานครั้งนี้ ดร.สิงห์ อินทรชูโต กูรูอีโคโปรดักต์ และคนรุ่นใหม่ใส่ใจและห่วงใยในสิ่งแวดล้อมอีกหลายๆ คน
“ดิฉันได้ทำงานกับ ดร.สิงห์ ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานรับผิดชอบในเรื่องนี้เลยค่ะ ได้เปิดความคิด ได้เปิดประสบการณ์ด้านงานดีไซน์ที่แฝงไว้ซึ่งแนวคิดในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหลายๆ เรื่อง แล้วการทำงานในเรื่องอีโคดิฉันได้เห็นดีไซน์เก๋ๆ (ย้ำเก๋ๆ) เช่น โต๊ะที่ทำจากกล่องเครื่องดื่ม ซีดีขวดน้ำ ก็นำมารีไซเคิลทำเป็นต้นคริสต์มาส ซึ่งจากต้นละหลายล้านบาท ก็เหลือต้นละไม่กี่แสนบาทเองค่ะ เพราะเราก็ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อวัสดุ หรือเสื้อยืดเก่าๆ ก็นำมาเดคอเรตศูนย์การค้าได้ หรือคิงคองยักษ์ทำจากเศษกระดาษนำมาตกแต่งเป็นอาร์ตเดคอเรตกลางห้างสยามเซ็นเตอร์
นี่คือการสื่อสารเรื่องรักษ์โลกโดยเราเป็นสื่อกลางสื่อสารกับคนหมู่มาก แล้วการที่เราเป็นเซ็นเตอร์ เป็นจุดนัดพบในกลุ่มคนรุ่นใหม่ มาดูหนัง มารับประทานข้าว ช็อปปิ้ง จึงถือเป็นการพูดอย่างตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุดเลยนะคะ” ศิริเพ็ญ กล่าว
คนไทยรุ่นใหม่เริ่มที่ ‘แยกขยะ!!!’
เมื่อมีโอกาสทำงานเรื่องนี้ “อินบ้างไหม?” ศิริเพ็ญ ตอบพร้อมเสียงหัวเราะบอกทันทีว่า “Alert มากค่ะ!!!” และเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าโลกสีน้ำเงินใบนี้ร้อนขึ้นจริง! โดยส่วนตัวในฐานะคนเล็กๆ ที่พอทำกันได้ (ไม่ยาก) คือ การแยกขยะ ซึ่งเมื่อสมัยไปร่ำเรียนปริญญาโทที่ซานฟรานซิสโก คนที่นั่นถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่ (ทุกคน) ทำกันอย่างเคร่งครัด
“แต่คนไทยเราไม่แยกขยะให้เป็นนิสัยกันสักทีนะคะ ดิฉันอยากให้คนไทยเราเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้ แล้วก็ติดนิสัยมาจากออฟฟิศด้วยค่ะ ที่คัดแยกขยะเป็นระบบ ซึ่งถ้าทำได้จะประหยัดในหลายๆ เรื่องนะคะ ทั้งประหยัดเงินและเวลาที่ กทม.หรือหน่วยงานเทศบาลที่รับผิดชอบก็ไม่ต้องจ้างแรงงานคนเพื่อมาคัดแยกขยะซ้ำอีกครั้ง” ศิริเพ็ญ กล่าว
การแยกขยะซึ่งมี (แค่) 3 ถัง ถังสีเขียว ขยะเศษอาหาร พืช ผัก ผลไม้ หรือที่เรียกว่า ขยะเปียก ได้แก่ พวกเศษอาหาร พืช ผัก เปลือก ผลไม้ อินทรียวัตถุที่ย่อยสลายเน่าเปื่อยง่าย ถังสีเหลือง ขยะยังใช้ได้ หรือเรียกว่า ขยะรีไซเคิล หรือ ขยะแห้ง ได้แก่ พวกแก้ว กระดาษ โลหะ พลาสติก เศษผ้า ฯลฯ ซึ่งเราสามารถเลือกวัสดุที่ยังมีประโยชน์กลับมาใช้ใหม่ได้อีก ถังสีแดงหรือส้ม ขยะที่มีพิษภัยอันตรายซึ่งเกิดจากบ้านเรือน
“เราจะทำกันหรือไม่ ดิฉันว่ายากกว่านะคะ (หัวเราะ) เราสะดวกสบายกันจนเคยชิน แต่ถ้าเรามีกฎหมายที่ทำให้คนส่วนใหญ่ปฏิบัติกันทั่วถึงทุกบ้านแล้ว ดิฉันก็คิดว่าก็จะไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะทำกันจนเป็นนิสัย สมัยเรียนซานฟรานฯ ดิฉันอยู่ในหมู่บ้านซันเซตสตรีต ทุกๆ บ้านแยกขยะกัน แล้วถ้าบ้านเด็กไทยไม่ทำนี่คงเป็นเรื่องนะคะ (หัวเราะ) แล้วกับวิกฤตน้ำท่วมปีที่ผ่านมาบ้านดิฉันอยู่ริมคลองประปาก็กระทบไปด้วย ขยะก็เป็นปัจจัยหนึ่งนะคะ ซึ่งดิฉันก็คิดนะคะว่า ถ้าเราไม่เริ่มทำปีนี้ ปีหน้าจะเป็นอย่างไร เราจะเจอวิกฤตแบบเดิมๆ อีกหรือเปล่า?!!
ดิฉันกับสามีก็เป็นนักสะสมกันทั้งคู่ค่ะ (หัวเราะ) สามีชอบแผ่นเสียงวินเทจหลายๆ พันแผ่น ส่วนดิฉันก็สะสมตุ๊กตาคาแรกเตอร์ทั้งหลาย พอมาทำงานตรงนี้ก็เริ่มได้ตั้งคำถามว่า ของสะสมพวกนี้มีคุณค่าทางจิตใจหรือไม่? คำตอบที่ขบคิดกันแล้วก็คือ มีค่ะ (ครับ) แต่ถ้าตั้งไว้ก็มีค่าแค่โชว์นะคะ ที่สุดก็สรุปกันว่าต้องเลือกสิ่งของที่รู้สึกผูกพันกับเรามากที่สุด คือ เลือกเก็บไว้เฉพาะชิ้นที่เก่าเก็บตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ และหลายๆ ชิ้นก็ต้องตัดใจบริจาคให้เด็กๆ ที่เขาก็รักก็ชอบแต่ไม่มีโอกาสได้ของเล่นพวกนี้
และเมื่อช่วงน้ำท่วมปีที่ผ่านมาก็ได้บริจาคของพวกนี้ค่ะ ตุ๊กตาสตาร์วอร์สของสามีที่เก็บสะสมเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะคะ ก็ได้นำไปบริจาคหาเงินทุนช่วยเหลือผู้เดือดร้อนกว่าเราด้วยค่ะ” ศิริเพ็ญ บอกทิ้งท้าย มีน้อยๆ ใช้น้อยๆ บางทีก็เบาสบายดีเหมือนกัน ซึ่งบางครั้งก็ต้องให้เกิดคำว่า “วิกฤต” เราจึงจะได้เริ่มต้นปรับเปลี่ยนนิสัยเพื่อโลกใบนี้กันสักครั้ง







